Training Partner เข้าระบบ
 
Username
Password
Forgot password?
 
สมัครเป็น Training Partner ที่นี่
 
 
 
Keyword
วันที่เริ่มต้น
วันที่สิ้นสุด
 
รับข่าวสารการอบรมสัมมนา
 
 
Knowledge Zone > ข่าวสารแวดวง Training
 
 
 
การพัฒนาทรัพยากรบุคคล ? กลยุทธ์การบริหารที่มักถูก (ผู้บริหาร) ลืม
สภาวะวิกฤตทางเสรษฐกิจในปัจจุบันส่งผลให้ ภาคธุรกิจอุตสาหกรรมมีความรู้สึกถึงความยากลำบากในการสร้างรายได้ อันเป็นผลสืบเนืองมาจากยอดการสั่งซื้อ (Order) จำหน่ายสินค้าและบริการที่ลดลงอย่างต่อเนื่องทำให้ต้องมีการไตร่ตรองในการ ใช้จ่ายเงินมากยิ่งขึ้น การจ่ายเงินในแต่ละครังต้องมีการกำหนดวัตถุประสงคที่ชัดเจน รัดกุม และต้องเกิดประโยชน์สูงสุดต่อองค์กร

          โดยกลยุทธ์ทางการบริหารซึ่งเป็นที่นิยมและได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง สำหรับการรับมือวิกฤตเศรษฐกิจ คือ การขยายตลาดเพื่อเพิ่มลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ หรือเพิ่มช่องทางในการจำหน่ายสินค้าและบริการให้มีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น ซึ่งวิธีดำเนินการที่สำคัญ คือ การโฆษณาประชาสัมพันธ์และการจัดรายการส่งเสริมการขาย โปรโมชั่น ลด แลก แจก แถม ต่างๆ ซึ่งกระบวนการนี้ จะใช้วิธีสร้างความรู้สึกให้ลูกค้าหรือกลุ่มเป้าหมายเห็นว่า สินค้ามีคุณค่ามากขึ้นกว่าเดิม ซึ่งเป็นกลยุทธ์ในการลดส่วนต่างกำไร (Margin) ลงส่วนหนึ่ง เพื่อเพิ่มยอดจำหน่ายสินค้าและบริการให้สูงมากยิ่งขึ้น  อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารต้องคำนึงถึงความเสี่ยงในการขยายช่องทางการตลาดที่ไม่ตรงกลุ่มเป้า หมายไว้ด้วยเช่นเดียวกัน หากการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายไม่โดนเป้ากลุ่มลูกค้าที่จะมีผลทำให้ยอด จำหน่ายเพิ่มสูงขึ้น ต้นทุนสินค้าในรายการนั้นย่อมสูงขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้  จะเห็นได้ว่า  กิจกรรมโปรโมชั่นนั้นจัดเป็นกลยุทธ์ที่มุ่งเป้าที่การเพิ่มยอดจำหน่าย ซึ่งต้องขึ้นอยู่กับปัจจัยภายนอกที่ผู้บริหารไม่อาจควบคุมได้มากนัก

          แนวทางหนึ่งที่ผู้บริหารมักมองข้าม คือ การพัฒนาศักยภาพของบุคลากรในองค์กร โดยผู้บริหารจำนวนหนึ่งไม่เคยนึกที่จะพัฒนาศักยภาพของบุคลากรขององค์กรเลย มีแนวคิดเพียงว่าใครมีหน้าที่อะไรก็ทำไปตามนั้นโดยไม่พิจารณาถึงรายละเอียด การหรือขั้นตอนภายในองค์กรว่ามีปัญหาในเรื่องของระบบงานหรือไม่  ผู้บริหารที่ไม่เคยตั้งคำถามว่า สิ่งที่บุคลากรในองค์กรได้ลงมือปฏิบัติงานอยู่นั้นสามารถที่จะพัฒนาให้มี ประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นได้หรือไม่ หรือสามารถพัฒนาให้มีต้นทุนลดลงได้หรือไม่ หรือระบบงานเดิมที่ปฏิบัติอยู่และสามารถดำเนินธุรกิจไปได้นั้นมีประสิทธิภาพ ตามที่ควรเป็นแล้วหรือไม่ ผู้บริหารกลุ่มนี้มักมีแนวโน้มที่จะไม่รับการยอมรับจากพนักงานภายในองค์กร เองด้วยเช่นเดียวกัน

          ผู้บริหารกลุ่มนี้มักมองไปนอกองค์กรก่อน ว่าจะต้องดำเนินกิจกรรมอะไรที่จะเพิ่มยอดขายสินค้าหรือบริการ แต่ไม่เคยมองไปภายในองค์กรของตนเองว่า จะสามารถลดต้นทุนได้ในส่วนใดบ้าง ซึ่งหากมีการประเมิน เสาะหา และจัดระบบให้เหมาะสมแล้ว ในหลายองค์กรอาจจะพบว่า สามารถลดต้นทุนที่สูญเปล่าไปได้ไม่น้อยกว่า ร้อยละ 20 ของต้นทุนดำเนินงานทั้งหมด เช่น ค่าล่วงเวลา ค่าวัสดุสิ้นเปลือง หรือค่าใช้จ่ายสำหรับแก้ไขข้อผิดพลาด เป็นต้น โดยการสร้างความรู้สึกมีส่วนร่วมในการช่วยรักษาทรัพยากรส่วนรวม การจัดระบบเพื่อลดการใช้เอกสาร ตลอดจนการพัฒนาความสามารถของบุคลากรให้มีการลดความผิดพลาดที่ต้องแก้ไขให้ น้อยลง

          นอกจากนี้ สิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามคือ ในทุกวิกฤตย่อมมีโอกาส แม้แต่ในภาวะที่เศรษฐกิจอยู่ในภาวะถดถอย ส่งผลให้ยอดขายตกต่ำ หากได้รับความร่วมมือร่วมใจของบุคลากรทั้งหมดภายในองค์กร โอกาสที่จะกลับมาฟื้นตัวได้ย่อมไม่ใช่แค่เพียงฝัน แต่สิ่งที่สำคัญ คือ ทั้งองค์กรจะต้องมีเป้าหมายร่วมกัน ไม่ใช่เป็นเพียงแค่เป้าหมายของผู้บริหารโดยไม่คำนึงถึงปัญหาหรือผลกระทบต่อ พนักงานในภาพรวม   

          การไม่มีส่วนร่วมในความเป็นไปของกิจการหรือไม่มีส่วนร่วมในการกำหนดเป้าหมาย ขององค์กร ทุกวันมีหน้าที่ทำเพียงแต่งานในความรับผิดชอบ อาจส่งผลต่อความรู้สึกร่วมในการรักษาประโยชน์ขององค์กรได้  แม้ผู้บริหารส่วนหนึ่งเห็นว่าเป็นสิ่งที่ดีที่อำนาจในการกำหนดทิศทางของ องค์กรอยู่ในมือผู้บริหารเช่นเดียวกับดาบอาญาสิทธิ์ แต่ก็มีองค์กรจำนวนไม่น้อยเกิดปัญหาพนักงานเกี่ยงงาน ขาดขวัญกำลังใจ และไม่มีความสามัคคี จนไม่อาจฝ่าฟันอุปสรรคไปได้  หากมีการศึกษาข้อมูลทั้งทางประวัติศาสตร์ต่างๆ ให้ดี จะพบว่า ในหลายองค์กรต้องประสบปัญหาเนื่องมาจากการบริหารจัดการภายในโดยเฉพาะเรื่อง การบริหารบุคคล จนถึงขนาดที่กิจการต้องเปลี่ยนผู้บริหาร หรือเจ้าของกิจการเลยทีเดียว

          สิ่งที่ไม่ควรมองข้ามอีกอย่างหนึ่งก็ คือ ไม่มีวิกฤตใดที่ไม่ผ่านพ้น นั่นคือเมื่อภาวะวิกฤตที่ดำรงอยู่ในปัจจุบันจบสิ้นลงโอกาสเติบโตของธุรกิจ ย่อมกลับมาแจ่มใสมากขึ้น ซึ่งโอกาสที่จะก้าวสู่ความสำเร็จที่เร็วกว่าจะเป็นขององค์กรที่มีความพร้อม ภายในองค์กรมากกว่า ดังนั้นหากเป็นไปได้ การเตรียมกำลังคนที่มีความรู้ความสามารถในช่วงวิกฤตโดยการส่งเสริมหรือสนับ สนุนให้มีการพัฒนาความรู้อย่างต่อเนื่องย่อมเป็นสิ่งที่องค์กรซึ่งมีรากฐาน มั่นคงสมควรที่จะวางแผนดำเนินการไว้ในช่วงวิกฤตดังเช่นสภาวะปัจจุบันนี้

          การอบรมพัฒนาทักษะในงานทั้งเพื่อพัฒนาให้บุคลากรมีความรู้เกี่ยวกับ เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับงาน พัฒนาทักษะที่จำเป็น เช่น พนักงานขาย ซึ่งโดยปกติในช่วงที่เศรษฐกิจไม่มีปัญหา จะต้องทำงานอย่างหนักเพื่อออกไปพบลูกค้า ติดต่อเสนอสินค้า แต่ในช่วงวิกฤตถึงจะทำงานมากขึ้นแต่ลูกค้าขาดกำลังซื้อ  อย่างไรเสีย ก็ไม่สามารถขายได้ ดังนั้นหากใช้โอกาสพัฒนาศักยภาพทั้งเรื่องความรู้เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ กลวิธีการขาย หรือบุคลิกภาพ ย่อมคาดหมายได้ว่า หากสภาวะทางเศรษฐกิจดีขึ้นพนักงานขายที่ผ่านการเพิ่มศักยภาพแล้ว จะสามารถสร้างยอดขายได้มากกว่าต้นทุนการพัฒนาความรู้ที่เขาได้รับจากองค์กร หรือกรณีฝ่ายผลิตที่บางองค์กรอาจตั้งเป้าลดจำนวนพนักงานในฝ่ายนี้ลงเป็นแผนก แรก เนื่องจากการยอดสั่งซื้อสินค้าที่ลดลง แต่หากองค์กรสามารถนำพนักงานกลุ่มนี้ไปพัฒนาศักยภาพให้สามารถทำงานอย่าง อื่นๆได้เพิ่มขึ้น ก็อาจไม่มีความจำเป็นในการลดคนแต่วิธีเปลี่ยนงาน หรือปรับปรุงประสิทธิภาพ เพื่อรองรับกับสภาพทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไปได้ ทั้งนี้ เป็นการแสดงให้พนักงานเห็นว่า แม้ในเวลาวิกฤต นายจ้างก็ไม่ได้ทอดทิ้ง  ซึ่งจะสร้างขวัญและกำลังใจแก่พนักงานได้มากยิ่งขึ้น หากมีโอกาสพนักงานย่อมปฏิบัติงานอย่างเต็มกำลังความสามารถเพื่อพัฒนาองค์กร เช่นเดียวกัน

          การพัฒนาบุคลากรเป็นกลยุทธ์ที่ผู้บริหารส่วนใหญ่มักมองข้าม เนื่องจากเห็นว่า เป็นการเสียค่าใช้จ่ายไปโดยมองไม่เห็นผลลัพท์ที่เป็นตัวเงินกลับมา อีกทั้งเป็นหน้าที่ของฝ่ายบุคคลที่ปฏิบัติหน้าที่ในส่วนนี้อยู่แล้ว ในบางครั้งแม้ฝ่ายบุคคลจะสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างดีเยี่ยม แต่บุคลากรก็ไม่สามารถพัฒนาได้เท่าที่ควร อาจเนื่องมาจากนโยบายของผู้บริหารด้วยเช่นเดียวกัน เนื่องจากแม้จะมีการพัฒนาความรู้และความสามารถของบุคลากรแล้ว แต่ผู้บริหารไม่เคยมอบหมายงานที่เหมาะสมหรือเปิดโอกาสให้ได้ใช้ศักยภาพที่ พัฒนาขึ้น นานวันเข้าการอบรมที่ผ่านมาก็จะถูกลืมเลือนไปเพราะไม่เคยถูกใช้ ไม่เคยถูกนำไปปฏิบัติจริง

          นอกจากนี้ ในหลายองค์กร ยังไม่มีนโยบายในเรื่องการพิจารณาขอบเขตงานว่าเหมาะสมหรือไม่อย่างชัดเจน โดยใช้แนวทางการทำงานตามที่ผู้บังคับบัญชามอบหมาย จนหลายคนต้องพบกับปัญหาที่ว่า “ทำได้ก็ทำไปสิ” โดยผู้บริหารไม่ได้นึกถึงเลยว่าเป็นขอบเขตงานในหน้าที่หรือไม่ หรืองานนั้นมีผู้รับผิดชอบอยู่แล้วหรือไม่ ซึ่งต่อมาก็จะเกิดปัญหาการต้องรับภาระงานที่มากเกินสมควร และจะก่อปัญหาเรื่องขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติงานต่อไป เพราะคนที่ทำงานเกินหน้าที่ความรับผิดชอบจะไม่พอใจเพราะภาระงานมากเกินไป งานไม่ดีดังที่ควร ความผิดพลาดจะตามมาพร้อมกับการถูกตำหนิ ซึ่งในบางกรณีแม้จะมีการจ่ายค่าตอบแทนในอัตราที่สูงขึ้นก็ไม่สามารถทดแทน ความรู้สึกไม่พอใจที่มีอยู่ได้มากนัก  ดังนั้น ผู้บริหารควรมีการพิจารณาในด้านจิตใจของผู้ใต้บังคับบัญชาด้วย หากผู้บริหารคิดเพียงแต่ว่า จะจ่ายค่าตอบแทนที่มากขึ้นตามภาระงานที่เพิ่มขึ้นเพียงอย่างเดียว โดยไม่คำนึงถึงการดำรงชีวิตโดยปกติ การพักผ่อน การใช้เวลาอยู่กับครอบครัวของผู้ใต้บังคับบัญชาเลย ในอนาคตปัญหาเหล่านี้ จะเป็นเหมือนเถ้าที่มอดแล้วแต่ยังไม่ดับสนิท ซึ่งพร้อมจะคุกรุ่น และลุกโชนขึ้นมาสร้างปัญหาในการบริหารองค์กรให้ผู้บริหารอยู่ตลอดเวลา

          การอบรมพัฒนาบุคลากร จึงไม่ใช่เพียงแค่การส่งอบรมเพื่อนำค่าใช้จ่ายไปใช้ในการหักค่าใช้จ่ายเป็น 2 เท่าตามเกณฑ์ที่สรรพากรกำหนดเท่านั้น หากผู้บริหารมีวิสัยทัศน์ นำโอกาสที่มีในวิกฤตมาใช้ปรับปรุงศักยภาพภายในองค์กรอย่างเป็นระบบแล้ว ย่อมทำให้การก้าวเดินผ่านมรสุมทางเศรษฐกิจครั้งนี้มีความมั่นคงมากยิ่งขึ้น และโอกาสเติบโตที่มองเห็นได้ในอนาคตย่อมสามารถคาดหมายได้ชัดเจนมากขึ้นด้วย เนื่องจากสงครามธุรกิจก็เช่นเดียวกับการทำสงครามจริงที่แม่ทัพจะสามารถนำทัพ เข้าบุกเอาชัยได้สะดวกหากมีความมั่นใจและมุ่งมั่นในการรบได้อย่างเต็มที่ เมื่อมีหน่วยสนับสนุนที่ค่อยระแวดระวัง ส่งกำลังบำรุงและเสบียงสนับสนุนอย่างมีประสิทธิภาพ แต่หากหน่วยสนับสนุนไม่มีความพร้อมขาดระบบระเบียบก็อาจพ่ายในสงครามได้โดย ง่ายเช่นเดียวกัน

 

ที่มา : ธรรมนิติ


ผู้เข้าชม : 1767 ครั้ง
 
 
 
 
cheap nfl jerseys cheap nike jerseys cheap mlb jerseys cheap real air jordans cheap soccer jerseys