Training Partner เข้าระบบ
 
Username
Password
Forgot password?
 
สมัครเป็น Training Partner ที่นี่
 
 
 
Keyword
วันที่เริ่มต้น
วันที่สิ้นสุด
 
รับข่าวสารการอบรมสัมมนา
 
 
Knowledge Zone > ข่าวสารแวดวง Training
 
 
 
จะอบรมสัมมนาอะไร เมื่อไหร่ อย่างไรดี ?
ปกติทุกเดือนผมจะหาโอกาสไปเข้าฟังการสัมมนาอย่างน้อยสักเรื่องหนึ่งเสมอๆครับ จะเป็นเรื่องอะไรก็ได้ จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการตลาด การขาย การบริหารงานบุคคล กฎหมายภาษี บัญชี ฯลฯ ก็ได้ทั้งนั้น ขึ้นอยู่กับว่าในแต่ละเดือนมีหลักสูตรอะไรที่ตัวเองให้ความสนใจอยู่

อันที่จริงในทุกๆเดือน ผมจะพบปัญหาในการตัดสินใจเข้าสัมมนาอยู่เสมอ ปัญหาที่ว่าก็คือมีหลักสูตรที่น่าสนใจให้เลือกมากมายหลายหลักสูตรจนทำให้เกิดอาการรักพี่เสียดายน้อง ตัดสินใจไม่ถูกว่าจะเข้าอบรมเรื่องอะไรดี

สุดท้ายก็ต้องใช้วิธีทยอยตัดตัวเลือกออกไปทีละเรื่องๆ แล้วเลือกเอาหลักสูตรที่ลงตัวที่สุดทั้งในเรื่องของความน่าสนใจ วันเวลา และสถานที่ เป็นคำตอบสุดท้าย

บางเดือนก็ตัดสินใจง่ายหน่อยครับ เพราะมีหลักสูตรใหม่ๆที่น่าสนใจหรือหลักสูตรที่นานๆครั้งจะจัดกันสักคราวเสนอออกมาเป็นตัวเลือก ซึ่งถ้ามีกรณีแบบนี้ ก็สบายขึ้นเยอะครับ ล็อกวันเวลาที่จะไปเข้าสัมมนาตามกำหนดการเอาไว้ได้เลย

แม้ที่กล่าวมานี้ดูเหมือนจะไม่ค่อยมีการวางแผนการอบรมล่วงหน้าไว้ก็จริงอยู่ แต่ทว่าในภาพกว้างๆแล้ว ผมก็มีการวางแผนเข้าอบรมสัมมนาที่มีหลักมีเกณฑ์เป็นแนวทางไว้บ้างอยู่เหมือนกันนะครับ

หลักการที่ว่าก็จะประกอบไปด้วย

1. ทำความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องของการอบรม ข้อนี้ทำความเข้าใจกันครั้งเดียวจบครับว่า การอบรมสัมมนานั้นเป็นสิ่งที่จำเป็นและเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาตนเองและพัฒนางานหรือไม่ ถ้าใช่ก็เดินหน้ากันต่อไปในข้อที่ 2

สำหรับผมๆ เห็นพ้องอย่างยิ่งกับคำกล่าวที่ว่า สิ่งที่อยู่เคียงคู่กับลมหายใจของมนุษย์ก็คือการเรียนรู้ การเรียนรู้มีหลายแบบหลายวิธี เช่นการเรียนรู้จากประสบการณ์ การอ่าน การพูดคุย การเรียน ส่วนการอบรมสัมมนาก็เป็นการเรียนรู้ชนิดหนึ่ง ที่มีลักษณะเฉพาะเป็นของตัวเองเช่นกัน นั่นก็คือ เป็นการเรียนรู้ที่เราสามารถเลือกได้ว่าจะเรียนรู้อะไร เมื่อไหร่ กับใคร ที่ไหน

2. สำรวจตัวเองว่าสามารถเข้าอบรมได้มากน้อยแค่ไหนต่อปี ไม่มีใครบอกได้ชัดเจนว่าแต่คนละควรเข้าอบรมเรื่องอะไรมากน้อยแค่ไหนในแต่ละปี อันนี้ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขและองค์ประกอบต่างๆ ของแต่ละคนและแต่ละองค์กรครับ

แต่สำหรับผมคิดว่า เบื้องต้นแล้ว ถ้าเป็นไปได้ในแต่ละปีเราควรเข้าอบรมสัมมนากันไม่น้อยกว่า 30 ชั่วโมง เหตุผลเหรอครับ เหตุผลก็คือปีๆหนึ่งเรามี 365 วัน มีชั่วโมง 8,760 ชั่วโมง การจะจัดแบ่งวลาสัก 30 ชั่วโมงหรือ 0.34% ให้กับการเรียนรู้และพัฒนาตนเองตามคำจำกัดความที่ว่าไว้ในข้อที่ 1 นั้น ดูอย่างไรก็ไม่ถือว่ามากไปอย่างแน่นอน

3. ตรวจสอบตัวเอง เมื่อกะเกณฑ์คร่าวๆแล้วว่าในแต่ละปีเราจะจัดเวลามาอบรมพัฒนาตนเองมากน้อยแค่ไหน จากนั้นก็ควรจะกลับมาสำรวจจากภายตัวเองต่อไปว่า การงานที่เราทำอยู่นั้นมันคืองานอะไรกันแน่ แล้วมีเรื่องมีหลักสูตรอะไรที่ในแดวงการอบรมสัมมนาในท้องตลาดเขาจัดกันอยู่บ้าง

จากนั้นก็ตรวจสอบลึกลงมาอีกชั้นหนึ่งว่า ในงานที่ว่านั้น สำหรับเราแล้วมีอะไรที่ต้องการจะพัฒนา ปรับปรุง แก้ไข หรือเพิ่มเติมความรู้อะไรบ้าง ตรงนี้ต้องพิจารณาให้ดีนะครับ เพราะบางคนมักจะรู้สึกว่าทุกอย่างที่ทำนั้นดีอยู่แล้ว เป็นไปตามที่คาด สอดคล้องกับเงื่อนไข ข้อจำกัดต่างๆที่มีอยู่แล้ว แต่จริงๆแล้วคงไม่ใช่อย่างนั้นหรอกครับ โบราณว่าปลาอยู่ในน้ำจึงมองไม่เห็นน้ำ นกอยู่บนฟ้าจึงมองไม่เห็นอากาศ มีปัญหาและอะไรใหม่เกี่ยวกับงานและอาชีพของเราอยู่เสมอครับหละครับ

นอกจากนี้แล้ว เรายังต้องคอยติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวในแวดวงวิชาชีพเรื่องที่เกี่ยวกับการงานที่เรารับผิดชอบดูแลทั้งโดยตรงด้วยครับ ซึ่งสำหรับท่านที่เป็นนักวิชาชีพและต้องเข้ารับการอบรมตามวิชาชีพอยู่แล้วคงจะตระหนักในเรื่องที่ว่านี้แล้วเป็นอย่างดี แต่น่าจะดีมากขึ้นไปอีกหากเราจะติดตามหาข้อมูลไปถึงข่าวสารความเคลื่อนไหวที่ไกลออกไปจากเดิม และเป็นสิ่งที่ยังคงเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับงานของเราอยู่ด้วย เช่นเรื่องอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับงาน องค์กร หรืออุตสหกรรมในประเภทธุรกิจของเรา หรือเรื่องอื่นที่แม้ไม่เกี่ยวกับงานหรือวิชาชีพของเราโดยตรง แต่ก็อาจจะเป็นเรื่องที่สามารถให้ประโยชน์กับชีวิตและงานของได้โดยอ้อม ยกตัวอย่างเช่น การสื่อสารประสานงานภายในองค์กร, จิตวิทยาในการทำงาน, เรื่องเช็ค, เรื่องการจัดเก็บเอกสาร ฯลฯ สารพัดสารพันไปจนถึงเรื่องธรรมะในการการทำงาน

4. ตรวจเช็คและศึกษาข้อมูล มาถึงเรื่องของการตรวจเช็คและศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับการเข้าอบรมสัมมนาแล้วครับ ตรงนี้ผมขอเน้นเรื่องของการเข้าถึงข้อมูลของสถาบันที่น่าเชื่อถือและไว้วางใจได้ ซึ่งปัจจุบันนี้ก็มีให้เลือกมากมายหลายแห่งหละครับ แต่จำนวนและความหลากหลายของหลักสูตร ของวิทยากรผู้สอน สิทธิประโยชน์ต่างของแต่ละสถาบันก็มีส่วนสำคัญต่อการตัดสินใจครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีของผู้ที่เป็นนักวิชาชีพที่มีหลักมีเกณฑ์ในการอบรมที่ชัดเจน ซึ่งจำเป็นมากขึ้นที่จะต้องเลือกใช้บริการจากสถาบันจัดอบรมที่มีคุณภาพ ได้รับการรับรองจากหน่วยงานที่กำกับดูแล และเชื่อถือได้ว่าเมื่ออบรมไปแล้ว รับเอกสารการรับรองต่างๆไปแล้ว จะได้รับการรับรองที่เป็นไปตามระเบียบหลักเกณฑ์ครบถ้วนถูกต้อง

5. เข้าสัมมนาให้ได้ประโยชน์สูงสุด เมื่อจัดเตรียมวางแผนทุกอย่างไว้แล้ว ก็จะเข้าสู้ขั้นตอนการไปอบรมแล้วครับ การที่จะให้การอบรมสัมมนาในแต่ละครั้งเป็นไปตามเป้าหมายและเกิดประโยชน์สูงสุดนั้น ในภาคปฎิบัติ ขอให้พิจารณาดังนี้

ศึกษารายละเอียดของหลักสูตร - ต้องไม่ดูแค่ชื่อหลักสูตรหรือวันเวลา สถานที่ที่สะดวกแต่เพียงอย่างเดียวนะครับ แต่เรื่องหลักที่ควรดูก็คือหัวข้อรายระเอียดเนื้อในหลักสูตรนั้นๆต่างหากที่ควรจะดูว่า ตรงกับสิ่งที่เราต้องการหรือไม่ เข้าท่าหรือไม่ เพราะต้องไม่ลืมครับว่าชื่อหลักสูตรและประเด็นหลักๆในหลักสูตรหนึ่งๆนั้น จะหาจากที่ไหนก็สามารถจะหาได้ไม่ยาก แต่รายละเอียด ประเด็น ขั้นตอนการไล่เรียง ชั้นเชิงการนำเสนออันกลั่นกรองมาจากความเข้าใจและความเชี่ยวชาญเฉพาะในหลักสูตรนั้นๆต่างหาก ที่เป็นข้อแตกต่างและมีผลอย่างยิ่งต่อคุณภาพหลักสูตรและผลลัพท์ของการเรียนรู้ครับ

สำรองที่นั่ง - เมื่อกำหนดหลักสูตรและดูรายละเอียด กำหนดการณ์ รายละเอียดต่างๆของหลักสูตรที่จะเข้าอบรมแล้ว ก็ให้ดำเนินการสำรองที่นั่งให้เรียบร้อยก่อนครับ ทางที่ดีควรโทรศัพท์ไปสอบถามด้วยตนเอง เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ครบถ้วนถูกต้อง กรณีการเลื่อนวัน เปลี่ยนสถานที่ เต็มหรืองด ต่างๆเหล่านี้นั้น ย่อมจะมีผลต่อการเตรียมตัวของแต่ละคนไม่น้อย  

เตรียมปัญหา - ไหนๆจะไปเข้าอบรมสัมมนาทั้งทีแล้ว การจัดเตรียมเป้าหมายสิ่งที่เราจะไปเรียน รวมไปถึงการจัดเตรียมประเด็นปัญหา ข้อสงสัยต่างๆ เพื่อใช้แลกเปลี่ยน สอบถาม หารือทั้งจากวิทยากรและอาจจะรวมถึงเพื่อนร่วมการสัมมนาในคราวนั้นๆด้วย ย่อมเป็นเรื่องที่จะทำให้ได้รับประโยชน์ที่คุ้มค่ามากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ดี เมื่อเตรียมปัญหาไว้แล้วก็ต้องกล้าที่จะไต่ถามด้วยนะครับ อย่าเขินหรืออย่าไปรอว่าจะฟลุ๊คเจอสิ่งที่อาจารย์จะสอนหรือสิ่งที่เพื่อนจะถามว่าจะไปตรงกับสิ่งที่คุณต้องการรู้ เพราะแม้จะเป็นไปได้ แต่โอกาสก็อาจจะน้อยเต็มที

ฟังมากกว่าจด - หลายท่านอาจจะทราบอยู่แล้วครับว่า การตั้งตาจดสิ่งที่เรียนนั้นอาจจะทำให้เราลืมที่จะตั้งใจฟังและทำความเข้าใจกับเรื่องที่กำลังศึกษาอยู่ การฟังและการทำความเข้าใจนั้นเป็นทางเลือกในการเรียนรู้ที่ดีกว่าแน่นอนครับ ส่วนการจดบันทึกนั้น เราอาจใช้เอกสารประกอบการสัมมนาที่มีหัวข้อย่อยอยู่แล้วให้เป็นประโยชน์ในการช่วยจำ แล้วจึงค่อยใช้การบันทึกโดยย่อหรือโดยสรุปจากความเข้าใจกำกับลงเอกสารอีกครั้งหนึ่งครับ

ต่อยอดความรู้ -สุดท้ายก็คือเรื่องของการนำความรู้ที่ได้รับมาอย่างอิ่มหนำนั้นมาพัฒนาต่อยอด ประยุกต์ใช้ และทดลองปฎิบัติเพื่อให้ประโยชน์ที่ได้รับมาเกิดผลเป็นรูปธรรมทั้งกับองค์กรและกับตัวเองครับ

ที่มา: ธรรมนิติ


ผู้เข้าชม : 3116 ครั้ง
 
 
 
 
cheap nfl jerseys cheap nike jerseys cheap mlb jerseys cheap real air jordans cheap soccer jerseys