Training Partner เข้าระบบ
 
Username
Password
Forgot password?
 
สมัครเป็น Training Partner ที่นี่
 
 
 
Keyword
วันที่เริ่มต้น
วันที่สิ้นสุด
 
รับข่าวสารการอบรมสัมมนา
 
 
Knowledge Zone > ข่าวสารแวดวง Training
 
 
 
จ่ายค่าโฆษณาจะหักภาษีอย่างไร
ธุรกิจทุกวันนี้ไม่ว่าเศรษฐกิจจะขึ้นหรือลงก็ต้องมีการแข่งขันกันตลอดเวลาเพื่อให้ได้มาซึ่งยอดขายหรือค่าบริการที่เพิ่มขึ้น สร้างผลกำไรให้กับธุรกิจ การกระตุ้นยอดขายสินค้าหรือให้บริการให้เพิ่มขึ้นที่นิยมทำกันก็คือ การส่งเสริมการขายไม่ว่าจะเป็นการให้ส่วนลด ชิงโชค จับฉลาก แจก แถม เครื่องมือที่สำคัญที่จะเผยแพร่การส่งเสริมการขายที่ดีก็คือ การโฆษณา เป็นการเผยแพร่สินค้า ผลิตภัณฑ์ การให้บริการไปยังผู้บริโภค หรือบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกิจการ

        ปัญหาอย่างหนึ่งที่มักจะเกิดขึ้นกับธุรกิจทุกครั้งมีการทำโฆษณาประชาสัมพันธ์ เนื่องจากประมวลรัษฎากรได้กำหนดหลักเกณฑ์เงื่อนไขในการหักภาษี ณ ที่จ่ายเอาไว้ว่า หากผู้จ่ายเงินเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลมีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตรา 2% แล้วนำส่งกรมสรรพากร แต่ก็ยังมีข้อถกเถียงกันอยู่เป็นประจำ ดังนั้นหลักเกณฑ์เงื่อนไขในการหักภาษี ณ ที่จ่ายจะมีดังนี้

          1. ลักษณะการดำเนินธุรกิจโฆษณา

          เมื่อลูกค้าต้องการโฆษณาสินค้าของตนตามสื่อโฆษณาต่าง ๆ ลูกค้าจะติดต่อเพื่อแจ้งความประสงค์ดังกล่าว และแต่งตั้งบริษัทผู้รับโฆษณาให้เป็นตัวแทนของลูกค้าเป็นลายลักษณ์อักษร ดังตัวอย่างที่แนบไปเพื่อประกอบการพิจารณา บริษัทผู้รับโฆษณาตัวแทนจะทำตารางแผนงานโฆษณาในรายการและเวลาที่เหมาะสมในสื่อโฆษณาต่าง ๆ พร้อมทั้งแสดงจำนวนค่าสื่อโฆษณาเสนอเพื่อขอความเห็นชอบจากลูกค้า เมื่อลูกค้าให้ความเห็นชอบโดยทั้งสองฝ่ายลงลายมือชื่อร่วมกันแล้ว บริษัทผู้รับโฆษณาตัวแทนจึงไปติดต่อสื่อโฆษณาต่าง ๆ ตามตารางแผนงานนั้น และทดรองจ่ายค่าสื่อโฆษณาดังกล่าวแทนลูกค้าไปก่อน ในกรณีที่สื่อโฆษณาไม่สามารถรับโฆษณาได้ เนื่องจากรายการและเวลาที่จองไปนั้นได้ขายให้กับผู้อื่นไปแล้ว บริษัทผู้รับโฆษณาตัวแทนก็จะแจ้งให้ลูกค้าทราบและเสนอรายการและเวลาโฆษณาอื่นแทนรายการและเวลาเดิม หากลูกค้าไม่เห็นชอบด้วยก็จะไม่มีการโฆษณาสินค้าชนิดนั้น

          บริษัทผู้รับโฆษณามิได้ทำการซื้อเวลาจากสื่อโฆษณาไว้ก่อนล่วงหน้าเพื่อนำมาขายให้ลูกค้าในภายหลังแต่อย่างใด เนื่องจากค่าสื่อโฆษณาไว้ก่อนล่วงหน้าเพื่อนำมาขายให้ลูกค้าในภายหลังแต่อย่างใด เนื่องจากสื่อโฆษณามีต้นทุนสูงมาก หากมีการซื้อเวลาล่วงหน้า และบริษัทผู้รับโฆษณาไม่สามารถหาลูกค้าได้เพียงพอสำหรับรายการและเวลาดังกล่าว ก็จะเกิดความเสียหายเป็นจำนวนเงินสูงมาก ทำให้ธุรกิจโฆษณามีความเสี่ยงสูง รายรับของบริษัทโฆษณามีจำนวนเพียงร้อยละ 17.65 ของค่าสื่อโฆษณาเท่านั้น จึงมิได้มีเงินทุนมากพอที่จะรับความเสี่ยงสูงเช่นนั้นได้ และเมื่อบริษัทผู้รับโฆษณาชำระค่าสื่อโฆษณาให้แก่สื่อโฆษณานั้นก็ได้หักภาษีเงินได้นิติบุคคลในอัตรา 2% ของค่าสื่อโฆษณาและได้นำส่งกรมสรรพากรทุกครั้งที่มีการชำระเงินดังกล่าว

           2. วิธีปฏิบัติของสื่อโฆษณากับบริษัทผู้รับโฆษณาตัวแทนในการออกใบแจ้งหนี้

           กรณีบริษัทสื่อโฆษณาออกใบแจ้งหนี้เรียกเก็บเงินจากบริษัทผู้รับโฆษณาตัวแทนนั้น บริษัทสื่อโฆษณาจะสรุปค่าสื่อโฆษณาของลูกค้าแต่ละรายของบริษัทผู้รับโฆษณาตัวแทน เช่น คอลเกต พอนด์ โคคา-โคล่า ในเดือนนั้น ๆ เมื่อบริษัทผู้รับโฆษณาตัวแทนจะส่งใบแจ้งหนี้ให้แก่ลูกค้าแต่ละรายก็จะสรุปค่าโฆษณาของลูกค้านั้นตามใบแจ้งหนี้ของบริษัทสื่อโฆษณาต่าง ๆ ไว้ในใบแจ้งหนี้ดังกล่าว พร้อมกับมีรายละเอียดของบริษัทสื่อโฆษณาแนบไปด้วยและเรียกเก็บค่าบริการ 17.65% ของค่าสื่อโฆษณานั้นควบคู่กันไปทุกครั้ง สำหรับตัวเลขค่าสื่อโฆษณาข้างต้นสามารถสอบยันกันได้ว่าจำนวนเงินที่บริษัทผู้รับโฆษณาตัวแทนเรียกชำระคืนจากลูกค้าจะเท่ากับจำนวนเงินที่ได้ทดรองจ่ายค่าสื่อโฆษณาไปแล้ว

          3. แนวปฏิบัติ

          ลูกค้าที่ต้องการโฆษณาสินค้าของตนตามสื่อโฆษณาต่าง ๆ โดยผ่านบริษัทผู้รับโฆษณานั้น ลูกค้าและบริษัทผู้รับโฆษณาได้ปฏิบัติดังนี้

          (ก) ลูกค้าได้ทำสัญญาแต่งตั้งตัวแทนโฆษณากับบริษัทผู้รับโฆษณาให้เป็นตัวแทนของลูกค้า เพื่อให้บริษัทผู้รับโฆษณาตัวแทนมีอำนาจดำเนินการสั่งลงโฆษณาหรือสั่งซื้อสื่อโฆษณาแทนลูกค้าตัวการ

         (ข) บริษัทผู้รับโฆษณาตัวแทนต้องออกใบแจ้งหนี้ ใบรับเงิน และใบกำกับภาษีให้กับลูกค้าตัวการ โดยแยกค่าบริการและค่าสื่อโฆษณาออกจากกันอย่างชัดแจ้ง

         (ค) ค่าสื่อโฆษณาของลูกค้าตัวการตาม (ข) ต้องสามารถสอบยันได้กับค่าสื่อโฆษณาของบริษัทผู้ขายสื่อโฆษณาที่เรียกเก็บจากบริษัทผู้รับโฆษณาตัวแทน

          เมื่อลูกค้าตัวการได้จ่ายเงินค่าสื่อโฆษณาในกรณีนี้ ให้กับบริษัทผู้รับโฆษณาตัวแทนเพื่อนำไปจ่ายค่าสื่อโฆษณาดังกล่าว ลูกค้าตัวการผู้จ่ายไม่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายในอัตรา 2% สำหรับค่าสื่อโฆษณาตามข้อ 10 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.4/2528 ลงวันที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2528 แต่บริษัทผู้รับโฆษณาตัวแทนเมื่อจ่ายค่าสื่อโฆษณาไปให้กับผู้ขายสื่อโฆษณาที่มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้ ก็ยังคงมีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ในอัตรา 2% ของค่าสื่อโฆษณานั้น ส่วนลูกค้าตัวการจ่ายเงินค่าบริการให้กับบริษัทผู้รับโฆษณา ยังคงต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายในอัตรา 2% ของค่าบริการตามคำสั่งกรมสรรพากรฉบับดังกล่าว

          ดังนั้นการจ่ายเงินค่าโฆษณาจะต้องมีการหักภาษี ณ ที่จ่าย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่า จ่ายให้การสื่อโฆษณาโดยตรง หรือจ่ายผ่านตัวแทนสื่อโฆษณา หากจ่ายให้กับสื่อโดยตรงต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย หากจ่ายผ่านตัวแทนสื่อโฆษณาไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ยกเว้นค่าบริการของตัวแทนซึ่งต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตรา 3%

 

ที่มา : ธรรมนิติ


ผู้เข้าชม : 9260 ครั้ง