Training Partner เข้าระบบ
 
Username
Password
Forgot password?
 
สมัครเป็น Training Partner ที่นี่
 
 
 
Keyword
วันที่เริ่มต้น
วันที่สิ้นสุด
 
รับข่าวสารการอบรมสัมมนา
 
 
Knowledge Zone > ข่าวสารแวดวง Training
 
 
 
ยูนิลีเวอร์ องค์กรมุ่งความสำเร็จขั้นเทพ :แผนพัฒนาคน
source: www.bangkokbiznews.com

ยูนิลีเวอร์ ไทย เทรดดิ้ง บริษัทข้ามชาติที่ใช้มาตรฐานการจัดองค์กรแบบสากล บนมาตรฐานนี้นับวันจะถูกยกให้สูงขึ้น ตามกระแสการแข่งขันที่แปรเปลี่ยน

ซึ่งในโลกเศรษฐกิจยุคใหม่นี้ หลายอย่างของการเปลี่ยนแปลง ไม่ต่างอะไรกับการก่อตัวของคลื่นสึนามิ คือมีพลังงาน มีอำนาจทำลายล้าง ถ้าไม่เฝ้าระวังดักสัญญาณให้ดี

การเฝ้าระวังของยูนิลีเวอร์คือ การเก็บข้อมูลอย่างต่อเนื่อง ตามเวลาที่เข็มวินาทีกระดิกไป ทุกตัวเลขที่ได้มาคืองานวิจัยพัฒนา และการคาดการณ์อนาคตที่กำลังจะเกิดขึ้น

ภรณี อึ๊งภากรณ์ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาตลาด กลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผม บริษัท ยูนิลีเวอร์ ไทย เทรดดิ้ง จำกัด บอกว่า องค์กรแห่งนี้มีวัฒนธรรมแห่งการมุ่งสู่ความสำเร็จสูง และมีเป้าหมายให้ต้องเคลื่อนไปตลอดเวลา ซึ่งการจะไปให้ถึงเส้นชัยได้ การคัดคนหัวกะทิตั้งแต่แรกเข้าทำงานจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพราะไม่อย่างนั้นจะอยู่รอดยาก

“การทำงานเราจะอยู่ในแวดล้อมของคนที่ทำงานดี มีคุณภาพ การปรับตัวตลอดเวลาเพื่อให้ทันกับการเติบโตขององค์กรจึงเป็นสิ่งจำเป็น สำหรับยูนิลีเวอร์แล้ว มาตรฐานไม่เคยอยู่นิ่ง ต้องเพิ่มตลอดเวลา หน้าที่ผู้บริหารเราต้องสร้างคน ส่งมอบการเติบโตและส่วนแบ่งตลาดให้กับธุรกิจได้”

แผนพัฒนาคนถือเป็นภารกิจหลัก ที่ต้องทำควบคู่ไปกับการเติบโตของธุรกิจ เธอยอมรับว่า ที่ผ่านมามีคนไม่น้อยที่ต้องเดินจากองค์กรไป เพราะเรื่องของมาตรฐาน สิ่งที่เธอลงมือทำคือ การกระโดดลงไปเป็นโค้ช เป็นพี่เลี้ยงข้างสนามในทุกเวทีการแข่งขัน บนความเชื่อที่ว่า เมื่อยูนิลีเวอร์ได้รับการยอมรับว่าเป็นองค์กรมาตรฐานสูงในสายตาคนนอก ฉะนั้นการสร้างคนในองค์กรให้มีศักยภาพถึงที่สุด เพื่อป้องปรามการลาออกไป ถือเป็นวิถีทางที่ดีที่สะท้อนถึงฝีมือผู้นำ

“เป็นเรื่องไม่ดีถ้าลูกน้องลาออกมาก เพราะจะฟ้องถึงความเป็นผู้นำ เราต้องฝึกคน และเลือกคนให้เหมาะกับงาน โดยดูคนตามความสามารถ ถ้าใครแข็งแรง มีศักยภาพดี ก็พร้อมส่งเสริมให้เติบโต”

เธอไม่ต่างจากผู้บริหารระดับสูงหลายคน ที่เริ่มนับหนึ่งจากเก้าอี้ผู้จัดการฝึกหัด ด้วยแววที่ฉายชัดออกมา ไม่นานเธอได้กระโดดไปเรียนรู้ในหลากหลายแผนกของโรงเรียนการตลาดแห่งนี้

“อยู่มา 19 ปีเป็นงานแรกที่เข้ามาทำ และไม่เคยไปไหนอีกเลย เป็นองค์กรความรู้แห่งการทำงาน สอนดีมาก ไม่เคยมีวันไหนไม่ได้เรียนรู้ ถึงทุกวันนี้เวลามองกลับไปแต่ละปี เป็นชีวิตการทำงานที่คุ้มค่าเพราะทำให้เราเติบโต ได้เรียนรู้ตลอด”

ที่ผ่านมาหลังรับหน้าที่เป็น ผู้จัดการฝึกหัด กลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผม เธอก็ย้ายไปดูแลผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมซันซิล ผลิตภัณฑ์ดูแลผิว ผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกาย และเลื่อนขึ้นไปเป็นผู้จัดการฝ่ายการตลาด ผลิตภัณฑ์ดูแลผิว ผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกาย ทันตผลิตภัณฑ์ ก่อนที่จะกลับมารับตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาตลาดผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมในที่สุด

ในขณะที่ยูนิลีเวอร์เจิดจรัสในตำราการจัดการตลาดและบริหารธุรกิจ สิ่งหนึ่งที่องค์กรแห่งนี้ไม่ได้สอนตรงๆ ก็คือ วิธีบริหารคน ในฐานะผู้บริหารที่ขึ้นมากินตำแหน่งระดับสูง เธอบอกว่า ถึงจุดหนึ่งเมื่อช่ำชองเรื่องศาสตร์การตลาด ศิลปะการบริหารคนเป็นสิ่งที่ต้องเรียนรู้และปรับใช้ เพราะถือนเป็นหนึ่งในองค์ประกอบการมองภาพรวมทางธุรกิจ

“การบริหารคนสอนกันไม่ได้ ต้องเอามาประยุกต์ และมีสไตล์ของตัวเอง เริ่มจากการมองที่บุคลิกเรา เป็นคนอย่างไร วิธีที่เราดูแลครอบครัว ก็สามารถเอามาเป็นเวิร์คกิ้งสไตล์ได้ ยูนิลีเวอร์สอนให้มีความสำเร็จ แต่วิธีไปให้ถึงความสำเร็จ ต้องเป็นสไตล์เรา การใส่ใจดูแลลูกน้อง การสร้างความใกล้ชิด หรือแม้แต่การปรับตัวเองเพื่อให้เข้าถึงตัวเขา”

เธอบอกว่า ยุคสมัยเปลี่ยนไป นับวันช่องว่างระหว่างวัย โดยมีเทคโนโลยีมาคั่นจะมีมากขึ้น ความยากลำบากในการบริหารคน เป็นสิ่งที่ยูนิลีเวอร์ไม่ได้เขียนไว้ในตำรา นอกจากการตลาด 4P เพื่อเข้าให้ถึงผู้บริโภคและช่องทางจำหน่ายแล้ว การสื่อสารหรือ communication ทุกรูปแบบ เพื่อให้เข้าถึงทีมงาน เป็นสิ่งที่ผู้บริหารอย่างเธอต้องศึกษาทำความเข้าใจ

กลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผม จะดูแลรับผิดชอบใน 3 แบรนด์หลัก ได้แก่ ซันซิล เคลียร์ (เพิ่งเปลี่ยนชื่อจากคลีนิค) และโดฟ แชมพูระดับบนที่เพิ่งเข้าสู่ตลาดไม่กี่ปีที่ผ่านมา ไม่ต่างอะไรกับการดูแล “นางฟ้าชาร์ลี” ที่แสนสวยและดูดีไปคนละแบบ

ทั้งสามยี่ห้อนี้เป็นสาวงามที่สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำให้ยูนิลีเวอร์ปีละ 25% ของรายได้รวมทั้งบริษัท นอกจากการประคบประหงมราวกับไข่ในหิน หน้าที่ของผู้นำต้องไม่ให้ไข่แต่ละใบกระทบกระทั่งกันเองแม้แต่น้อย

ภรณีบอกว่า แชมพูเป็นตลาดที่มีผู้บริโภคแออัดยัดเยียดกันอยู่เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่มีบ้านไหนไม่ใช้แชมพู ทำให้การแข่งขันทุกวันนี้ แม้รายใดรายหนึ่งรวมถึงคู่แข่ง คิดมาเดินชนส่วนแบ่งตลาด เจ้าของแต่ละแบรนด์ก็รู้สึกตัวแล้ว หน้าที่ของผู้บริหารต้องบริหารจัดการทั้งสามแบรนด์ให้ win win game แล้วผนึกกำลังกันไปชิงส่วนแบ่งตลาดคนอื่นอีกที

“ถ้าเรารู้ว่าแบรนด์นี้กำลังกินแบรนด์นี้ ก็จะใช้ส่วนประสมการตลาดทั้งหลายที่มี กับการสื่อสารการตลาด จัดตารางให้ทั้งสามแบรนด์ไม่ชนกัน เป็นที่รับรู้กันดีว่า ช่วงไหนต้องป้องกัน ช่วงไหนเลี่ยงกัน แต่ไม่มีหลบ หน้าที่แต่ละแบรนด์เราต้องทำยอด และไม่เสียแชร์ให้กับพี่น้องตัวเอง เป็นระบบการบริหารงานแบบเปิด ซึ่งเป็นวัฒนธรรมเฉพาะอย่างของยูนิลีเวอร์ คือทุกคนเป็นเพื่อนกัน ภายใต้การแข่งขันอย่างเสรี และไม่ฟาดฟัน ภาวะการแข่งขันไม่ได้เกิดจากข้างใน เพียงแค่เป็นการบล็อกกัน เรามองออกไปข้างนอกมากกว่า ว่าทำอย่างไรให้ผู้บริโภคประทับใจกับเรา ให้ลูกค้าแฮปปี้กับเรา แล้วสิ่งที่อยากได้จะตามมาเอง”

ความสำเร็จของแต่ละแบรนด์ จะใช้ดัชนีชี้วัดหลักๆ อยู่ 2 เรื่องคือ ส่วนแบ่งตลาด และการเติบโตของแบรนด์ รวมถึงความแข็งแกร่งที่ช่วยสร้างมูลค่าให้กับแบรนด์ อย่างเช่น การเติบโตของแชมพูโดฟ ซึ่งเดินมาถึงจุดที่กลายเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านผมเสีย จากจุดเริ่มต้นที่ขายภาพลักษณ์แชมพูสำหรับผิวอ่อนโยน

เธอเล่าว่า ความหลากหลายในโลกสมัยใหม่ มีหลายองค์ประกอบที่ทำให้การบริหารจัดการแบรนด์ประสบความสำเร็จ ทุกแบรนด์ต้องชัดเจนในตัวเอง ว่าอยู่เพื่ออะไร มีจุดยืนเป็นอย่างไร การรู้ว่าตัวเองอยู่ตรงไหน แล้วรู้จักขยับตัวตลอดเวลา เวลายิ่งผ่านไปจะทำให้ทั้งแบรนด์และองค์กรแข็งแรง

ครึ่งปีหลังนี้ภรณีมองว่า การแข่งขันและสงครามราคาในตลาดสินค้าอุปโภคบริโภค ยังคงเป็นอมตะนิรันดร์กาลต่อไป และไม่ใช่เรื่องน่าตื่นเต้น สำหรับองค์กรที่ผ่านวัฏจักรเหล่านี้มาไม่รู้กี่ร้อยกี่พันครั้ง

“การที่มีคู่แข่งที่ดี ทำให้เราแข็งแรงมากขึ้นด้วย ถ้าไม่มีจะทำให้เราอ่อนตัว ติดสบาย การแข่งขันนับวันจะทำให้ตลาดโต”

รวมถึงมีเรื่องเล่าสนุกๆ ให้เธอได้เมาท์กับลูกน้องไม่เว้นแต่ละวัน...


ผู้เข้าชม : 3098 ครั้ง