Training Partner เข้าระบบ
 
Username
Password
Forgot password?
 
สมัครเป็น Training Partner ที่นี่
 
 
 
Keyword
วันที่เริ่มต้น
วันที่สิ้นสุด
 
รับข่าวสารการอบรมสัมมนา
 
 
Knowledge Zone > ข่าวสารแวดวง Training
 
 
 
เด็ก Gen Y และผู้ใหญ่วัย Boomer ทำงานร่วมกันได้อย่างไร

 เด็กรุ่นใหม่สมัยนี้นี่ขี้เกียจชะมัด วันๆ เอาแต่เล่นมือถือเข้า Facebook แทนที่จะทำงาน” “ผู้ใหญ่เดี๋ยวนี้นี่อะไรนักหนา เอาแต่สั่งๆ แถมยังใช้เทคโนโลยีไม่เป็นสักอย่าง” 2 ประโยคนี้คือสิ่งที่ได้ยินอยู่บ่อยครั้งในสังคมการทำงานที่มีคนสองกลุ่มที่เราเรียกกันว่า Gen Y และ Baby Boomers มาทำงานร่วมกัน ซึ่งถ้าให้เลี่ยงก็คงจะยากเพราะในสมัยนี้เรียกได้ว่าเป็นรอยต่อระหว่างกลุ่มของ Baby Boomer ที่กำลังจะเกษียณไป และคนรุ่นใหม่อย่างเด็ก Gen Y ก็เริ่มเข้ามาแทนที่ทำให้อัตราส่วนของคน 2 กลุ่มนี้ในแต่ละองค์กรจึงเรียกได้ว่ามีอย่างละครึ่งเลยทีเดียว ซึ่งไม่ว่าเรานั้นจะเป็นผู้ประกอบการประเภทไหน สิ่งที่ควรเป็นอย่างยิ่งก็คือการเข้าใจอีกฝ่ายจริงๆ ว่าพวกเขาเป็นอย่างไร เพื่อให้การทำงานของผู้คนในองค์กรของผู้คนทั้งสองวัยจะสามารถดำเนินไปได้อย่างราบรื่น

 

1.ทั้งสองวัยต่างเกื้อกูลกัน

แม้ว่าทั้ง Gen Y และ Boomers จะมีความแตกต่างกันอยู่มากในทุกๆ ด้าน แต่ความต่างนี้ก็สามารถถูกใช้มาเพื่อเติมเต็มให้การทำงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะจริงๆ แล้วทั้งสองฝ่ายต่างก็ต้องพึ่งกันและกัน จริงอยู่ที่เด็กรุ่นใหม่อาจไฟแรงและมีความกระตือรือร้นในการทำงานมากกว่าคนเข้าใกล้วัยเกษียณ แต่สิ่งหนึ่งที่เด็ก Gen Y ต้องยอมรับว่ายังขาดอยู่นั้นก็คือเรื่องของประสบการณ์และการตัดสินใจที่เฉียบคมกว่าผู้ที่เคยมีประสบการณ์ และเผชิญกับสถานการณ์ที่หลากหลายมาก่อน

ดังนั้นหากคนทั้งสองกลุ่มได้เข้ามาร่วมมือกันแล้ว ความกระตือรือร้น ทะเยอทยานของเด็กรุ่นใหม่นี่ล่ะที่จะเป็นตัวเติมไฟในการทำงานให้กับผู้ใหญ่ในองค์กรที่แทบจะหมดไฟไปแล้ว ส่วนประสบการณ์ของ Baby Boomers นั้นก็จะเป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ชั้นดีของเหล่า Gen Y ได้เช่นกัน ทำให้เมื่อนำข้อดีของทั้งสองฝ่ายมาปรับเข้าหากันแล้วก็ย่อมจะได้เปรียบบรรดาองค์กรที่มีแต่เด็กใหม่แต่ขาดประสบการณ์ และบรรดาองค์กรเก่าแก่ที่มีแต่คนเริ่มหมดไฟไปแล้วอย่างแน่นอน

 

2.ความไม่เข้าใจกันด้านเทคโนโลยี

เด็กรุ่นใหม่มักมองว่าผู้ใหญ่นั้นคือกลุ่มคนที่เรียนรู้ช้าและใช้เทคโนโลยีไม่เป็น โดยลืมคิดไปว่าสาเหตุนั้นเป็นเพราะตัวเองเกิดมาและโตไปพร้อมๆ กับเทคโนโลยีใหม่ๆ อยู่ตลอด ต่างกับคนวัย Boomers ที่ใช้แนวทางดั้งเดิมมาตลอดทำให้เมื่อเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เข้ามาแทนที่และเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะปรับตัวกันไม่ทัน อีกทั้งเมื่อเริ่มต้นช้าก็รู้สึกว่าทุกสิ่งทุกอย่างนั้นดูยากเกินไปกว่าที่จะเรียนรู้ ทำให้เป็นหน้าที่ของเด็ก Gen Y ที่จะทำความเข้าใจถึงสาเหตุเหล่านี้ก่อนที่จะแชร์ความรู้ต่างๆ เกี่ยวกับเทคโนโลยีให้คนวัย Baby Boomers บ้าง หลักๆ ก็น่าจะเป็นก็น่าจะเป็นการใช้ Microsoft Office พื้นฐานต่างๆ รวมไปถึงการรวบรวมค้นหาข้อมูลที่แทนที่จะไปค้นคว้าจากหนังสือที่กินเวลากว่า 10 ชั่วโมงมาเป็นเวลาไม่ถึง 10 นาทีจากการใช้เครื่อง Search Engine ต่างๆ อย่าง Google

ส่วนฝ่าย Baby Boomers ก็ต้องเป็นฝ่ายเปิดใจและลดความเชื่อมั่นในตัวเองที่ถือว่าผ่านโลกมาก่อนลงไป พร้อมทั้งต้องยอมรับว่าในเรื่องเทคโนโลยีเหล่านี้อาจต้องอาศัยคนรุ่นใหม่เข้าช่วย แต่ก็ไม่ยากเกินไปที่จะพัฒนาต่อยอดความสามารถเหล่านี้เองได้ในภายหลัง เพราะในความเป็นจริงแล้วหากคนสองกลุ่มนี้ได้เรียนรู้ในสิ่งเหล่านี้ไปพร้อมๆ กันแล้วรับรองได้เลยว่าศักยภาพของคนทั้งคู่มีศักยภาพที่ไม่ต่างกันมากอย่างแน่นอน เพียงแต่คน Gen Y นั้นได้โอกาสที่จะเรียนรู้สิ่งเหล่านี้และเก็บประสบการณ์ไปก่อนเท่านั้น

 

3.วิธีการทำงานที่แตกต่างกัน

อุปสรรคในการทำงานอีกอย่างหนึ่งที่ทำให้เด็ก Y และ Baby Boomers นั้นต้องมีปัญหาในการทำงานรว่มกันบ่อยๆ ก็คือรูปแบบและลักษณะนิสัยในการทำงานที่แตกต่างกันออกไป เริ่มตั้งแต่วิถีการทำงานที่ผู้ใหญ่วัย Baby Boomers ส่วนมากนั้นมักมองว่าเด็ก Gen Y นั้นเสียเวลาในการทำงานไปกับ smart phone และการท่องเว็บต่างๆ ซึ่งทั้งนี้อาจต้องทำความเข้าใจลักษณะของเด็กกลุ่มนี้ก่อนว่าเนื่องจากพวกเขาใช้ชีวิตในแบบที่ผสมผสานการทำงานให้เข้าการใช้ชีวิตจนแยกกันแทบไม่ออก  ทำให้แม้ว่าระหว่างการทำงานพวกเขาจะใช้อุปกรณ์เทคโนโลยีเหล่านี้มากกว่า แต่ส่วนมากพวกเขาทำงานชดเชยให้ครบตามเวลาที่งานกำหนด หรือในบางครั้งอาจยู่ทำจนดึกๆ ดื่นเพื่อชดเชยเวลาที่เสียไปอีกด้วย ต่างกับ Baby Boomers ที่ค่อนข้างแยกเวลาทำงานกับเวลาส่วนตัวออกมาอย่างค่อนข้างชัดเจน

รวมไปถึงกระบวนการทำงานต่างๆ เช่นการพบปะประชุมนั้นกลุ่ม Gen Y ก็มักเห็นว่าการเข้าประชุมแบบพบหน้าและต้องเดินทางเข้าไปหากันถึงที่เป็นเรื่องที่น่าเสียเวลา เพราะสามารถพึ่งพาเทคโนโลยีต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโปรแกรมที่คุยกันได้แบบเห็นหน้าอย่าง Google Hangout หรือมีการนัดหมายกันผ่านทาง Social Media ต่างๆ ที่เป็น Group ของทีมเดียวกันก็ได้ ในขณะที่ฝั่ง Baby Boomers นั้นมักพอใจกับวิธีการแบบดั้งเดิมอย่างการนัดเประชุมแบบพร้อมหน้า ซึ่งทั้งสองแบบก็มีทั้งข้อดีและข้อเสียที่ทั้งสองฝ่ายควรต้องยอมรับ เช่นหากเป็นการประชุมที่มีเนื้อหาสำคัญ และต้องอาศัยความเข้าใจเป็นอย่างมาก การเลือกที่จะเข้าพบปะกันเลยนั้นน่าจะเป็นวิธีที่ตอบโจทย์ได้มากกว่าเพื่อให้ผู้เข้าร่วมประชุมทุกคนสามารถเข้าใจสาระการประชุมไปในทางเดียวกัน แต่หากการประชุมนั้นไม่มีความสำคัญมาก อาจเป็นเพียงข่าวแจ้งให้ทราบเท่านั้น การเลือกใช้เทคโนโลยีเข้าช่วยก็จะช่วยประหยัดเวลาในการทำงานไปได้มากเลยทีเดียว ซึ่งทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับเหมาะสมของงานนั้นๆ เป็นหลัก

• • •

จากหัวข้อทั้ง 3 นี้จะเห็นได้ว่าเนื่องจากคนทั้งสองวัยนั้นมีลักษณะการใช้ชีวิตและ Life Style รวมไปถึงประสบการณ์ชีวิตที่ค่อนข้างแตกต่างกันมาก ทำให้การทำงานร่วมกันของความแตกต่างนี้เป็นไปได้ยากถ้าหากทั้งสองฝ่ายไม่ยอมเปิดใจและทำความเข้าใจกับอีกฝ่ายให้มากขึ้น ซึ่งก่อนอื่นต้องยอมรับก่อนเลยว่า Baby Boomers นั้นถึงแม้ว่าจะมีประสบการณ์ทำงานมากกว่าก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นฝ่ายที่ถูกเสมอ ส่วนเด็ก Gen Y ที่มักพึ่งพาเทคโนโลยีในการทำงานมากกว่าก็ไม่ได้เป็นฝ่ายที่ผิดตลอดเช่นกัน หัวใจสำคัญก็คือการเปิดใจแล้วลองนำสิ่งใหม่ที่คิดว่าจะเป็นประโชน์มากกว่าของทั้งสองฝ่ายนั้นมาเลือกและปรับใช้ให้เข้ากับสถานการณ์โดยไม่ต้องคำนึงว่าฝ่ายไหนผิดหรือฝ่ายไหนถูก เพียงเท่านี้ทั้งสองฝ่ายก็จะสามารถทำงานด้วยกันได้ราบรื่นอย่างที่เคยแน่นอนครับ

 ที่มา: http://incquity.com/articles/gen-y-and-babyboomer


ผู้เข้าชม : 1272 ครั้ง
 
 
 
 
cheap nfl jerseys cheap nike jerseys cheap mlb jerseys cheap real air jordans cheap soccer jerseys