Training Partner เข้าระบบ
 
Username
Password
Forgot password?
 
สมัครเป็น Training Partner ที่นี่
 
 
 
Keyword
วันที่เริ่มต้น
วันที่สิ้นสุด
 
รับข่าวสารการอบรมสัมมนา
 
 
Knowledge Zone > ข่าวสารแวดวง Training
 
 
 
ทำไมผู้หญิงไม่ค่อยได้เป็น CEO และหนทางข้ามข้อจำกัดสังคม ตอนที่ 1

ทำไมผู้หญิงในอเมริกาถึงไม่ได้เป็นผู้นำในองค์กร ทำไมถึงไม่ได้มีโอกาสเป็น CEO ทั้งๆ ที่พวกเธอเป็นที่ต้องการ ในเว็บไซต์ fortune พบว่า CEO จำนวน 500 คน มีผู้หญิงเพียงแค่ 4.2% เท่านั้น! แต่อย่างไรก็ตามก็มีผู้หญิงจำนวนไม่น้อยที่ก้าวสู่การเป็นผู้นำ เช่น Laura Yecies(CEO SugarSync), Denise Wilson(Founder and CEO Desert Jet), ชฎาทิพ จูตระกูล, จันทนา สุขุมานนท์, ชาลอต โทณวณิก ผู้หญิงทุกคนสามารถเป็นผู้นำได้ Sheryl Sandberg COO ของ Facebook ได้กล่าวถึงเคล็ดลับ 3 ประการที่ทำให้ผู้หญิงสามารถเป็นผู้นำได้ อีกทั้งพบเรื่องจริงที่ทำให้เราตระหนักได้ว่า เหตุใดผู้หญิงส่วนมากถึงไม่ได้เป็น CEO?

 

 

ความคาดหวังจากสังคมต่อผู้หญิงในฐานะที่เป็นแม่ ภรรยา และผู้ดูแลบ้าน

ถ้ามองดูตามความเป็นจริง ด้วยสภาพสังคมแล้ว ผู้หญิงมีแรงกดดันจากเรื่องส่วนตัวและจากสังคมมากกว่าผู้ชาย  เป็นเรื่องปกติที่พ่อแม่สมัยนี้จะทำงานนอกบ้านทั้งคู่  แต่เวลาลูกไม่สบายที่โรงเรียนใครจะถูกโทรตามคนแรก? ลูกไข้ขึ้นตอนกลางคืน ใครอยู่ข้างเตียงลูก? เวลาเกิดเหตุฉุกเฉินต้องตามช่างประปา ใครต้องหยุด/ลางานอยู่บ้านจัดการเรื่องนี้? … คุณแม่ทั้งนั้น  ทั้งๆ ที่ต้องทำงานเต็มเวลาเหมือนกัน 

ผู้หญิงบางคนอาจทำงานเก่ง อาจหาเงินได้มากกว่าสามีสองเท่า แต่สังคมยังเรียกร้องให้ผู้หญิงคนเดียวกันต้องเป็นแม่ที่ดี (สะใภ้ที่ดี แม่บ้านคนเก่ง  และเพื่อนบ้านผู้น่ารัก) ในเวลาเดียวกันด้วย ดังนั้น ในเมื่อถูกสภาพแวดล้อมบีบบังคับให้ผู้หญิงต้องเลือกครอบครัวก่อนงานเสมอ ในขณะที่ผู้ชายมีสิทธิที่จะเลือกงานได้มากกว่า และธุรกิจยังต้องดำเนินต่อไป จึงเป็นสิ่งที่เห็นได้อยู่บ่อยๆ ว่าผู้ชายก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ส่วนผู้หญิงถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง

 

 

ความคาดหวังด้านรูปลักษณ์ที่มีผลต่อความก้าวหน้าทางหน้าที่การงาน

รูปลักษณ์ของผู้หญิงถูกคนอื่น (ทั้งชายและหญิง) จับจ้อง ตรวจตรา มากกว่าผู้ชาย เราจะพูดว่า เธอดูดีนะ ผอม มีเสน่ห์ แต่งตัวดี ไม่เว้นแม้แต่ผู้หญิงเก่งระดับผู้บริหาร ในขณะที่ผู้ชายมีสูท 2-3 ตัว ใส่ทับเชิ้ตตัวเมื่อวันก่อน ไม่มีใครว่า แต่สำหรับผู้หญิงจะละเลยการแต่งตัวไม่ได้เลย เพราะผู้ชาย (และผู้หญิงคนอื่นๆ) จะตัดสินเธอจากสิ่งที่ตาเห็น และเมื่อใดที่เผลอไผลปล่อยตัวให้อยู่ในสภาพยุ่งเหยิง ภาพนั้นจะตามไปมีผลต่อเธอเมื่อถึงเวลาพิจารณาเลื่อนขั้น

จากการประเมินที่ไม่เที่ยงธรรมในที่ทำงาน จากแรงกดดันทางสังคม  พฤติกรรมสองมาตรฐาน และภาระที่ต้องรักษารูปร่างหน้าตา  สิ่งต่างๆ เหล่านี้ ทำให้ผู้หญิงหลายคนต้องติดอยู่กับตำแหน่งเดิมๆ ไม่เติบโตเสียที จนหลายคนท้อแท้และยอมแพ้ ลาออกจากงาน ไปดูแลครอบครัว หรือไม่ก็เริ่มทำธุรกิจเล็กๆ ของตัวเอง 

 

ปัญหาและทางออกของการผลักดันให้ผู้หญิงเติบโตเป็นผู้นำองค์กร

จากบทสัมภาษณ์ของ Kathy Caprino ซึ่งเป็นหนึ่งในรูฝึกและนักพัฒนาความเป็นผู้นำของสตรีที่มีประสบการณ์การพูดคุยกับฝ่ายบุคคลและผู้บริหารระดับสูงจำนวนหลายร้อยคน พบว่ามีปัญหาและทางออกของการผลักดันให้ผู้หญิงเติบโตเป็นผู้นำองค์กรในสหรัฐอเมริกา ซึ่ง INCquity ได้อ่านแล้วและคิดว่าน่าจะนำมาประยุกต์กับสังคมบ้านเราได้เช่นกัน ดังนี้

1) ความเข้าใจ หรือ รู้คุณค่า ความแตกต่างระหว่างชายหญิง ยังไม่เต็มที่

เป็นที่รู้กันว่า หญิงกับชายนั้นแตกต่างกัน ทั้งทางประสาทชีววิทยาและวัฒนธรรมการอบรมเลี้ยงดู พฤติกรรมของคนเราถูกโปรแกรมจากสมองและจากอิทธิพลของวัฒนธรรม แต่ไม่ค่อยมีคนเข้าใจถ่องแท้นักถึงความแตกต่างของผู้หญิง (จากผู้ชาย) ในเรื่องของสไตล์ กลยุทธ์เชิงรุก การสื่อสาร การตัดสินใจ คุณค่าความเป็นผู้นำ ความสนใจและพละกำลัง  ยังมีการกดขี่ทางวัฒนธรรมอยู่ในหลายองค์กร  ยิ่งไปกว่านั้น ผู้หญิงยังถูกประเมินผิดๆ ว่า มีความเป็นผู้นำน้อยกว่า การอบรมที่หลากหลายและผสมผสานทางวัฒนธรรมมากขึ้นจะทำให้ผู้เข้ารับการอบรมทั้งชายหญิงประสานความแตกต่างของกันและกัน และเข้าใจว่าความแตกต่างและหลากหลายนี้ทำให้เราแข็งแรงและแข่งขันกันมากขี้น

 

2) ตัวตนที่แท้จริงเป็นสิ่งที่ต้องมีสำหรับผู้หญิงหลายคน แต่ยังคงเป็นไปไม่ได้ในสภาพแวดล้อมของหลายบริษัท

ผู้หญิงหลายพันคน ถ้าไม่สามารถเป็นตัวของตัวเอง โปร่งใส จริงใจ และซื่อสัตย์กับงานของตัวเองได้ พวกเธอรู้สึกว่าจะต้องเสแสร้งทำในสิ่งที่ไม่ใช่ ซึ่งไม่ยั่งยืนและมีค่า ในชั้นเรียนที่มหาวิทยาลัยนิวยอร์ค ได้มีการอภิปรายเรื่องความคิดในการนำหัวใจและจิตวิญญาณทั้งหมดของเรามาให้งานและอาชีพของเรา เป็นตัวของเราอย่างที่เราเป็นจริงๆ ผลการอภิปรายน่าสนใจอย่างยิ่ง นักศึกษาหญิงเห็นด้วยกับความคิดนี้

ในขณะที่นักศึกษาชายไม่เห็นด้วย เขายืนยันด้วยว่าเพื่อนๆ และคนร่วมอาชีพ (ผู้ชาย) ทุกคนเห็นพ้องต้องกันว่า พวกเขารู้สึกไม่ปลอดภัยและไม่ต้องการที่จะเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงทั้งหมดในที่ทำงาน นี่คือความแตกต่างระหว่างชายและหญิงที่เกิดขึ้นตามปกติในที่ทำงาน ผลจากวัฒนธรรมการเลี้ยงดูและประสาทชีววิทยา  

จากข้อมูลนี้บอกให้เรารู้ว่า ผู้หญิงหลายพันคน ถ้าไม่สามารถเป็นตัวของตัวเอง โปร่งใส จริงใจ และซื่อสัตย์กับงานของตัวเองได้  และงานนั้นยังไม่ทำให้เธอจดจำ รู้สึกถึงคุณค่า หรือชื่นชมด้วยแล้วล่ะก็ พวกเธอจะไม่ต้องการตามผู้นำหรือทำอะไรที่นำความสำเร็จในองค์กร/บทบาทมาให้  พวกเธอรู้สึกว่าจะต้องเสแสร้งทำในสิ่งที่ไม่ใช่ ซึ่งไม่ยั่งยืนและมีค่า ถึงตอนนั้นพวกเธอจะลาออกจากบริษัทไปเปิดธุรกิจของตัวเอง  ไปสร้างรูปแบบความสำเร็จทางธุรกิจใหม่  ความเป็นผู้นำที่เหมาะกับสไตล์ ความชอบ คุณค่า และสิ่งสำคัญของพวกเธอ

 

3) ชีวิตครอบครัวและงานขัดแย้งกัน

ผู้หญิงยังต้องทำงานบ้าน ดูแลทุกคนในครอบครัว และเลี้ยงลูก แม้จะทำงานนอกบ้านเต็มเวลาเช่นเดียวกับผู้ชายแล้วก็ตาม  ความท้าทายที่ผู้หญิงต้องเผชิญในวันนี้อยู่ที่การก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำทางธุรกิจและการเมืองโดยที่ยังรักษาสมดุลกับความต้องการเป็นแม่และเป็นผู้ดูแลของเธอไว้ได้ และการเปลี่ยนแปลงนโยบายงานของเราเพื่อให้งานและครอบครัวไปกันได้ก็อาจจะเป็นหนทางหนึ่งที่ช่วยแก้ปัญหานี้

 

4)  การเรียกร้องให้ทำงานเต็มพิกัดผลักดันให้ผู้หญิงออกจากงาน

สภาพแวดล้อมในบริษัทในวันนี้ที่เรียกร้องการทำงานสัปดาห์ละ 7 วัน วันละ  24 ชั่วโมง ทำให้ผู้หญิงที่ต้องการมีชีวิตด้านอื่นบ้างนอกจากการทำงานในบริษัทเพียงอย่างเดียวรู้สึกถึงทางตัน จริงๆ แล้วผู้หญิงไม่ได้มีความทะเยอทะยานในอาชีพน้อยกว่าผู้ชายเลย  เพียงแต่การลงทุุนให้ความทะเยอทะยานนั้นต่างกัน ผู้หญิงเห็นงานเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ไม่ใช่ทั้งหมดของชีวิต 

 

5)  การไม่ให้ความสำคัญกับผู้หญิงมีอยู่ทั่วไป เกินกว่าจะยอมรับได้

ผู้หญิงยังคงถูกดูหมิ่น กีดกัน กดดัน  เพราะแตกต่างจากบรรทัดฐานความเป็นผู้นำ  นอกจากนั้น ผู้หญิงยังถูกกันออกไปเมื่อพวกเธอให้ความสำคัญกับครอบครัวหรือต้องการเวลาหลังมีลูกหลายบริษัทในอเมริกา ผู้หญิงจะถูกตัดสินว่า มีศักยภาพความเป็นผู้นำน้อยกว่า ซึ่งเราก็ได้แต่ภาวนาว่าภาพนี้จะเปลี่ยนไปใน 50 หรือ 100 ปี

 

6) ต้องขยายความรับผิดชอบส่วนบุคคล

คนแต่ละคนมีพลังในการรับผิดชอบ เริ่มจากสิ่งที่เราต้องทำ และมีความกล้าที่จะเปลี่ยนทั้งในระดับปัจเจกบุคคลและระดับองค์กร  ผู้หญิงวันนี้ เป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่ จะเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้หญิงคนอื่นๆ ก้าวตามการเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นได้ ไม่ใช่เพียงเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมหรือได้รับการสนับสนุนจากผู้ชายเท่านั้น สิ่งที่จะทำให้การเปลี่ยนแปลงเป็นจริงและคงอยู่ตลอดไป อยู่ที่ตัวผู้หญิงเอง ต้องเรียนรู้ ให้เข้าใจทั้งสิ่งแวดล้อมที่ทำงาน ความสัมพันธ์กับคน และเพิ่มทักษะกับความรับผิดชอบเพื่อก้าวไปสู่ความสำเร็จ

 

 

ที่มา : http://incquity.com/articles/why-not-many-women-become-ceo-1


ผู้เข้าชม : 1261 ครั้ง
 
 
 
 
cheap nfl jerseys cheap nike jerseys cheap mlb jerseys cheap real air jordans cheap soccer jerseys