Training Partner เข้าระบบ
 
Username
Password
Forgot password?
 
สมัครเป็น Training Partner ที่นี่
 
 
 
Keyword
วันที่เริ่มต้น
วันที่สิ้นสุด
 
รับข่าวสารการอบรมสัมมนา
 
 
Knowledge Zone > ข่าวสารแวดวง Training
 
 
 
เราขึ้นเงินเดือนประจำปีแบบไหนบ้าง

นี่ก็เริ่มเข้าสู่ช่วงการพิจารณาขึ้นเงินเดือนประจำปีของแต่ละองค์กรกันแล้วนะครับ ผมเชื่อว่าหลายคนคงจะ

เร่งทบทวนผลงานให้เข้าตาหัวหน้ากันอย่างเต็มที่ เพราะสุดท้ายแล้วคนที่พิจารณาผลการปฏิบัติงานก็คือ

หัวหน้างาน

 

คราวนี้เรามาพูดกันถึงวิธีการขึ้นเงินเดือนประจำปีกันดูบ้าง 

 

ผมเชื่อว่าหลายท่านคุ้นเคยกับวิธีการขึ้นเงินเดือนเป็นเปอร์เซ็นต์จากฐานเงินเดือน เพราะเป็นวิธีการที่ใช้กัน

มานาน และใช้กันในองค์กรส่วนใหญ่ 

ยกตัวอย่างเช่น นายเชิงชายปัจจุบันรับเงินเดือน เดือนละ 30,000 บาท ได้รับการพิจารณาให้ขึ้นเงินเดือน

ประจำปี 5 เปอร์เซ็นต์ นายเชิงชายจะได้รับการขึ้นเงินเดือนปีนี้เท่ากับ 1,500 บาท นี่เป็นวิธีการขึ้นเงินเดือน

เป็นเปอร์เซ็นต์จากฐานเงินเดือนตามปกติทั่วไป

แต่มีปัญหาตามมาคือ นายเชิงชายไม่ได้เป็นพนักงานอยู่คนเดียวในบริษัทนะซิครับ เพราะนายเชิงชายอาจ

จะทำงานมาแล้วสัก 10 ปี ได้เงินเดือนปัจจุบันคือ 30,000 บาท แต่นายเชิงชายยังเป็นพนักงานปฏิบัติการ

ทั่วไป เพราะนายเชิงชายมีพฤติกรรมการทำงานแบบทำไปเรื่อย ๆ เหนื่อยก็พัก มาบ้างหยุดบ้างตามลมฟ้า

อากาศ ไม่ค่อยอยากรับผิดชอบอะไรให้มากนัก ไม่อยากเป็นหัวหน้างาน เพราะไม่ต้องไปรับผิดชอบอะไร

ให้มากไปกว่านี้ เพียงแต่ขอให้ตนเองได้รับการขึ้นเงินเดือนไปเรื่อย ๆ อย่างนี้ทุกปีก็โอเคแล้ว

ส่วนนายอุดมเป็นพนักงานที่จบมาทีหลัง เข้ามาทำงานในหน่วยงานเดียวกับนายเชิงชาย อยู่ในตำแหน่ง

เดียวกันคือพนักงานปฏิบัติการ นายอุดมปัจจุบันเงินเดือน 20,000 บาท นายอุดมเป็นคนขยันขันแข็งรับผิด

ชอบสูง เป็นคนรุ่นใหม่ไฟแรง ต้องการความก้าวหน้า กระตือรือร้นเรียนรู้งาน แถมบ่อยครั้งนายเชิงชายมา

สั่งให้นายอุดมช่วยทำงานของตัวเองทั้ง ๆ ที่นายเชิงชายไม่ใช่หัวหน้าของนายอุดม 


แต่ด้วยระบบอาวุโส ด้วยความเกรงใจ นายอุดมจึงต้องช่วย พอสิ้นปีนายอุดมได้รับการพิจารณาขึ้นเงินเดือน

5 เปอร์เซ็นต์ จึงได้รับการขึ้นเงินเดือนปีนี้เท่ากับ 1,000 บาท ซึ่งได้น้อยกว่านายเชิงชาย 500 บาท

เอาละครับ...มาถึงตรงนี้สัจธรรมข้อหนึ่งคือ "เงินเดือนเราได้เท่าไหร่...ไม่สำคัญเท่ากับเพื่อนได้เท่าไหร่"

เริ่มจะทำงานกันยากแล้วละสิ 

ถามว่าอย่างนี้จะยุติธรรมกับนายอุดมไหมครับ ?

ถ้ามองจากมุมของนายเชิงชายต้องบอกว่า ยุติธรรม เพราะฉันอยู่มานานกว่า เงินเดือนเยอะกว่า ต้องได้ขึ้น

เงินเดือนเยอะกว่านะสิ แต่นายอุดมจะบอกว่าไม่ยุติธรรมสิพี่ พี่อยู่มานานกว่าก็จริง แต่ตำแหน่งพี่ก็อยู่เท่า

ผม ทั้ง ๆ ที่พี่ควรจะเลื่อนตำแหน่งก้าวหน้าสูงขึ้นไปได้แล้ว แถมพี่ยังทำงานไปแบบเรื่อย ๆ กินแรงผมอีก

ต่างหาก แล้วอย่างนี้ผมจะขยันไปทำไม เพราะทำไปผมก็ไม่มีวันได้เงินเดือนสูงกว่าพี่ได้ มันไม่ยุติธรรม

ครับพี่...ฯลฯ 

ว่าแล้วนายอุดมก็อาจจะลาออกไป บริษัทก็ได้คุณเชิงชายอยู่เป็นขวัญใจถ่วงความเจริญของบริษัทต่อไป

แล้วอย่างนี้อนาคตของบริษัทจะเป็นยังไงท่านคงคิดได้นะครับ

 

นี่จึงเป็นที่มาของการขึ้นเงินเดือนจาก "ค่ากลาง" ดังรูป

 

จากรูปข้างต้น "ค่ากลาง" หรือ Midpoint คือที่ 25,000 บาท ถ้าท่านจะถามว่ามาจากไหน ?

ตอบได้ว่ามาจากการนำค่าสูงสุดของกระบอกเงินเดือนนี้ (40,000 บาท) บวกค่าต่ำสุดของกระบอกนี้

(10,000 บาท) แล้วหาร 2 ซึ่งวิธีนี้จะใช้ในการขึ้นเงินเดือนประจำปีในหลายองค์กร เนื่องจากวิธีนี้เป็นการขึ้น

เงินเดือนที่ถือว่ายุติธรรมตามหลักของ "ค่างาน" ครับ

เพราะตามหลักการบริหารค่าตอบแทนแล้ว จะถือว่าค่ากลางหรือ Midpoint เป็นค่าตอบแทนที่เสมอภาคและ

เป็นธรรม (Equal Work Equal Pay) เป็นค่าที่ลูกจ้างทำงานให้กับนายจ้างคุ้มค่าจ้าง และนายจ้างก็จ่ายค่า

จ้างให้อย่างยุติธรรมแล้ว ไม่ได้เปรียบเสียเปรียบซึ่งกันและกัน 


โดยหลักค่างานแล้ว ไม่ว่าใครจะได้รับเงินเดือนเท่าไหร่ ตั้งแต่ต่ำสุด (10,000 บาท) จนถึงสูงสุด

(40,000 บาท) ตามโครงสร้างเงินเดือนนี้จะต้องรับผิดชอบงานอยู่ในค่างานเดียวกัน

แต่ถ้าใครได้เงินเดือนต่ำกว่าค่ากลางแสดงว่าเขาทำงานให้กับนายจ้างอย่างเต็มที่แล้วแต่เขายังได้รับค่าจ้าง

ต่ำกว่าผลงานที่ทำให้นายจ้าง (Under Paid) ในขณะที่ถ้าใครได้เงินเดือนสูงกว่าค่ากลางแสดงว่าลูกจ้างคน

นั้นได้รับค่าจ้างมากเกินไป ในขณะที่ไม่ได้ทำงานให้กับนายจ้างอย่างคุ้มค่าจ้าง (Over Paid)

ที่นายจ้างจ่ายไป

โดยองค์กรที่จะใช้วิธีขึ้นเงินเดือนประจำปีแบบนี้ ควรจะต้องมีโครงสร้างเงินเดือนให้ชัดเจนเสียก่อนนะครับ

จากรูปข้างต้นท่านจะเห็นว่าคนที่ได้เงินเดือนเกินค่ากลาง(Over Paid) อย่างคุณเชิงชายจะไม่ชอบแหง ๆ

แต่คนที่มีเงินเดือนต่ำกว่าค่ากลาง (Under Paid) อย่างคุณอุดมจะบอกว่าอย่างนี้สิถึงจะยุติธรรม ซึ่งทั้งสอง

คนนี้จะได้รับการขึ้นเงินเดือนปีนี้เท่ากันคือที่ 1,250 บาท (หากมีผลการประเมินเท่ากัน) เพราะถือหลัก

Equal Work Equal Pay ที่ผมอธิบายไว้แล้วข้างต้นนั่นเองครับ

หลักการขึ้นเงินเดือนจากค่ากลางเพื่อที่จะเตือนคนที่เงินเดือนเกินค่ากลาง(เช่นคุณเชิงชาย) ให้ควรจะเร่ง

สร้างผลงาน หรือพัฒนาความสามารถให้ได้เลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นไปได้แล้ว จะได้ไม่ทำให้เงินเดือนตัน (ตาม

ตัวอย่างนี้เพดานตันอยู่ที่ 40,000 บาท) ในขณะเดียวกันจะสร้างแรงจูงใจให้คนที่เงินเดือนต่ำกว่าค่ากลาง

(เช่นคุณอุดม) ให้เกิดความตั้งใจที่จะทำงานให้มีผลงานดีมากยิ่งขึ้นต่อไป

ลองนำไปพิจารณาการขึ้นเงินเดือนด้วยวิธีนี้กันดูนะครั

 

 

ที่มา : http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1391770567

 


ผู้เข้าชม : 2971 ครั้ง
 
 
 
 
cheap nfl jerseys cheap nike jerseys cheap mlb jerseys cheap real air jordans cheap soccer jerseys