Training Partner เข้าระบบ
 
Username
Password
Forgot password?
 
สมัครเป็น Training Partner ที่นี่
 
 
 
Keyword
วันที่เริ่มต้น
วันที่สิ้นสุด
 
รับข่าวสารการอบรมสัมมนา
 
 
Knowledge Zone > ข่าวสารแวดวง Training
 
 
 
10 ทิศทางเพื่อไปสู่ CSR 2.0

เป็นประจำของการเริ่มต้นปีที่ต้องมีการทบทวนถึงสิ่งที่ผ่านมา และสิ่งที่คาดว่ากำลังจะเกิด เช่นเดียวกับเรื่องของความรับผิดชอบต่อสังคมของธุรกิจหรือ CSR ก็จะมีการพูดคุยถึงเรื่องนี้เป็นประจำว่าปีนี้จะมีทิศทางอะไรใหม่ ๆ บ้าง

สำหรับผมมองว่าแม้จะมีการเปลี่ยนแปลงใหม่ ๆ อยู่บ้าง แต่ที่สำคัญ สิ่งที่เคยเกิดขึ้นก็ไม่ได้หมายความว่าจะหายไป ขณะเดียวกัน ถ้าเรามองย้อนกลับไปถึงทิศทางที่เคยคาดหมายในระดับใหญ่ ไม่ใช่แค่ความฮอตฮิตกันว่าปีนี้จะเล่นเรื่องอะไร ป่าไม้ สิ่งแวดล้อม น้ำ เด็ก การศึกษา เป็นต้น แต่หมายถึงการที่ธุรกิจและสังคมจะมองเห็นว่า CSR จะเป็นอย่างไร ทั้งกระบวนการ กิจกรรม และผลกระทบ

 

 

เมื่อปี 2555 นักวิชาการคนสำคัญด้าน CSR ในระดับโลกที่เคยมาบรรยายที่เมืองไทยคือ "Dr. Wyne Visser" ได้พูดถึง CSR 2.0 หลายคนยังจำได้ เพราะมีกระแสที่พูดถึงกันระยะหนึ่ง แต่ไม่สามารถบดบังกระแสของการดูแลรักษาสังคมและสิ่งแวดล้อมได้ หรือหลายคนอาจจะลืมไปแล้วด้วยการเข้ามาของคำใหม่ ๆ ที่น่าสนใจกว่า ทำให้คำว่า CSR ดูด้อยค่าไป 

แต่สำหรับผมแล้ว CSR ยังน่าสนใจ ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับว่าเราจะให้ความหมายว่าอย่างไร ?

สรุปพอเป็นสังเขปได้ว่า แนวคิด CSR 2.0 ไม่ได้ตัดเรื่องของการให้การบริจาคการดูแลสังคมออก แต่สิ่งที่เป็นจุดมุ่งเน้นมากกว่านั้นคือการขับเคลื่อน CSR ด้วยเป้าหมายที่ชัดเจน ในการมองหา บ่งชี้ และติดตามว่าอะไรเป็นต้นเหตุสำคัญที่ทำให้ธุรกิจของเราไม่เกิดความยั่งยืน หรือขาดความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม เพื่อนำไปสู่การพัฒนาด้วยนวัตกรรมในโมเดลทางธุรกิจ พัฒนากระบวนการ พัฒนาสินค้าบริการที่ทำให้สิ่งที่เกิดขึ้นจากธุรกิจนี้สร้างความก้าวหน้าทั้งในระดับประเทศและสากล โดยมีสิ่งที่เกิดการเปลี่ยนแปลง 10 ทิศทางด้วยกัน

ทิศทางแรก คือ เราจะได้เห็นธุรกิจข้ามชาติขนาดใหญ่เกือบทั้งหมดมีการเปลี่ยนผ่านขั้นตอนการทำ CSR นับตั้งแต่ทำเพื่อปกป้องตัวเองจากข้อร้องเรียน ไปสู่การให้การสงเคราะห์ เพื่อเป็นการแสดงตัวว่าเป็นพลเมืองที่ดี ไปสู่การทำ CSR สำหรับการประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างความแตกต่าง และ CSR เชิงกลยุทธ์ ซึ่งเคลื่อนเข้าสู่ CSR 2.0 

ต่อคำถามที่ว่า แล้วเราจะรู้ได้อย่างไร ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนคือ เปลี่ยนผ่านจากการทำเพื่อให้ได้ตามมาตรฐานการตรวจสอบต่าง ๆ ประเภทไล่เช็กตามหัวข้อที่ให้มาว่ามี-ไม่มี หรือ CSR ประเภท Tick-box นั่น เพราะที่จริง CSR ซับซ้อนกว่านั้น สิ่งสำคัญคือ ความคิดสร้างสรรค์ในการตอบสนองต่อความท้าทายทางสังคมด้วยกระบวนการทางธุรกิจ 

ซึ่งเมื่อใดที่เราเห็นว่าสินค้าและบริการของเราสามารถตอบสนองต่อความท้าทายทางสังคมได้ นั่นแสดงว่าเราเริ่มก้าวเท้าเข้าไปสุ่ยุคของ CSR 2.0

ทิศทางที่สอง คือ การที่เราได้เห็นถึงมุมมองของธุรกิจที่มีต่อมาตรฐานต่าง ๆ เช่น UN Global Compact, ISO 14001, SA 8000, GRI และอื่น ๆ ว่าเป็นสิ่งจำเป็น แต่ไม่ใช่วิถีทางที่เพียงพอต่อการปฏิบัติด้าน CSR เอาเข้าจริง ๆ แล้วบริษัทจะถูกพิจารณาและตัดสินจากนวัตกรรมที่บริษัทใช้ในกระบวนการ และสินค้าบริการ สามารถแก้ไขปัญหา หรือสร้างความก้าวหน้าให้กับสังคมและสิ่งแวดล้อมได้มากน้อยจริงแท้แค่ไหน

ทิศทางที่สาม คือ การที่ผู้บริโภคที่ใส่ใจ สนใจการเลือกใช้สินค้าที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมจะมีทางเลือกมากขึ้น ไม่ต้องรู้สึกผิดการที่ใช้สินค้าที่ดี มีคุณภาพ แต่มีปัญหาเรื่องการใช้แรงงานเด็ก การทำลายป่าไม้เพื่อผลิตวัตถุดิบ ทั้งนี้เป็นเพราะธุรกิจจะได้รับสนับสนุนจากนโยบายภาครัฐ และการส่งเสริมอื่น ๆ 

จนกระทั่งสินค้าที่ไม่รับผิดชอบจะไม่ได้รับการผลิต เรียกว่า สวรรค์ของนักช็อปปิ้งที่มีจริยธรรมเกิดขึ้นแล้วอย่างแท้จริง

ทิศทางที่สี่ ความร่วมมือระหว่างภาคส่วนจะเป็นหัวใจหลักของทุกแนวคิดด้าน CSR เพื่อแลกเปลี่ยนความสามารถหลัก ทักษะความรู้ นอกเหนือจากความช่วยเหลือทางการเงินเพียงอย่างเดียว เพราะการที่ธุรกิจจะบรรลุในการปฏิบัติ CSR ด้านใดด้านหนึ่งต้องใช้ความร่วมมือจากหลายภาคส่วน เช่น การลดคาร์บอนในวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ ถ้าขาดความร่วมมือจากภาคขนส่งคงทำให้เป้าหมายบรรลุได้ยาก เป็นต้น 

หรือแม้แต่ความร่วมมือจาก NGO ในการตรวจสอบคู่ค้าถึงการใช้แรงงานเด็ก แรงงานบังคับ

ทิศทางที่ห้า ในอนาคตบริษัทที่ถือกันว่ายอดเยี่ยมด้าน CSR จะถูกคาดหมายว่าต้องมีการปฏิบัติที่ได้มาตรฐานตามแนวปฏิบัติสากล พร้อมกับต้องแสดงให้เห็นธุรกิจให้ความสำคัญกับประเด็นในท้องถิ่นที่ธุรกิจดำเนินงานอยู่ด้วย ซึ่งเป็นการผสานแนวปฏิบัติสากลเข้ากับเรื่องที่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในแต่ละพื้นที่ที่ธุรกิจดำเนินงานอยู่

ทิศทางที่หก ธุรกิจจะถูกขอให้แสดงถึงความรับผิดชอบ ตลอดทั้งกระบวนการบริหารจัดการสินค้า/บริการของตนเอง (Life Cycle Management) นับตั้งแต่เกิดจนตาย (From Cradle-to-Cradle) ซึ่งเราจะได้เห็นผลิตภัณฑ์ประเภทที่ไม่ทำให้เกิดของเสียเลย เพื่อสร้างสมดุลกับการปลดปล่อยคาร์บอนหรือน้ำ เป็นต้น

ทิศทางที่เจ็ด เราจะได้เห็นมาตรฐานการรับรอง CSR ที่ได้รับการยอมรับกันในระดับสากลเหมือนกับมาตรฐานการตรวจสอบบัญชีทั้งหลักการ แนวคิด วิธีการ และกฎระเบียบในการวัด การเปิดเผยข้อมูล รวมถึงหน่วยงานที่ให้ระดับความน่าเชื่อถือด้าน CSR

ทิศทางที่แปด เราจะได้เห็นว่าการปฏิบัติหลาย ๆ อย่างของ CSR จะถูกทำให้กลายเป็นภาคบังคับสำหรับธุรกิจ แต่ยังคงมีหลายสิ่งที่เป็นเรื่องของความสมัครใจ โดยเฉพาะเรื่องของการสร้างนวัตกรรมและความแตกต่าง อย่างเช่นการเปิดเผยข้อมูลด้านความรับผิดชอบต่อสังคมซึ่งเคยเป็นความสมัครใจ แต่ในปัจจุบันบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยต้องมีการแสดงข้อมูลในรายงานการเปิดเผยข้อมูลประจำปีུ-1 ซึ่งถือเป็นภาคบังคับไปเรียบร้อยแล้ว

ทิศทางที่เก้า ในอนาคตข้อมูลด้านความโปร่งใสของธุรกิจทางสังคม สิ่งแวดล้อม และธรรมาภิบาลที่เป็นภาคบังคับจะลงลึกไปถึงในระดับผลกระทบของวงจรชีวิตสินค้าและผลิตภัณฑ์ 

ทิศทางที่สิบ เราจะได้เห็นว่า CSR มีความหลากหลาย และต้องการความรู้เฉพาะทางในแต่ละด้านมากขึ้น เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความหลากหลายทางชีวภาพ สิทธิมนุษยชน การมีส่วนร่วมกับชุมชน เป็นต้น และเราก็ต้องการพนักงานในอนาคตที่มีความรู้ความเข้าใจในการบูรณาการประเด็นด้าน CSR ต่าง ๆ เหล่านั้นให้เข้าไปสู่งานในหน้าที่ของตนเอง

เป็นยังไงกันบ้างครับ สิบทิศทางในอนาคตที่ "Dr. Wyne" กล่าวไว้สำหรับ CSR 2.0 ที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจและสังคมอย่างแท้จริง ไม่ใช่ CSR ที่เหมือนกับตุ๊กตาหมีเท็ดดี้ ขนฟู ดูนุ่มน่ารักที่เราเอามาถือกอดแล้วเดินอวดให้คนอื่นเห็น 

ผ่านมาสองปีกว่าอย่าเพิ่งหาของใหม่

แต่ควรจะมาทบทวนว่าเราได้เห็นสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นในบ้านเราบ้างหรือเปล่าครับ ?

 

ที่มา : http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1390363757

muj

 


ผู้เข้าชม : 1383 ครั้ง
 
 
 
 
cheap nfl jerseys cheap nike jerseys cheap mlb jerseys cheap real air jordans cheap soccer jerseys