Training Partner เข้าระบบ
 
Username
Password
Forgot password?
 
สมัครเป็น Training Partner ที่นี่
 
 
 
Keyword
วันที่เริ่มต้น
วันที่สิ้นสุด
 
รับข่าวสารการอบรมสัมมนา
 
 
Knowledge Zone > ข่าวสารแวดวง Training
 
 
 
Multigeneration Workforce

วันนี้จะขอนำเรื่องของ Multigeneration Workforce มาเล่าสู่กันฟัง เนื่องจากเป็นสถานการณ์ที่ทุกองค์กร

ต้องเผชิญ และเตรียมพร้อมรับมือกับการบริหารทรัพยากรบุคคลในปี 2557

 

สถานที่ทำงานปี 2557 เป็นอย่างไร ?

 

เราจะเห็นคน Generation Y (เกิดปี พ.ศ. 2524-พ.ศ. 2543) เข้ามาในที่ทำงานมากขึ้นเรื่อย ๆ และเป็น

Trend ที่ตรงกันทั่วโลก ดังตัวอย่างองค์กรส่วนใหญ่ในประเทศสหรัฐอเมริกามีคนกลุ่ม Gen Y มีสัดส่วนสูง

ถึง 67% เมื่อเทียบกับ Generation X (เกิดปี พ.ศ. 2509-พ.ศ. 2523) 28% และ Baby Boomer (เกิดปี พ.ศ. 2488-พ.ศ. 2508) ซึ่งคิดเป็น 5% ในองค์กร 

ปัจจุบันจะเห็นว่าคนทำงานกลุ่ม Baby Boomer จะยังมีบางส่วนที่ทำงานนานมากขึ้น ถึงแม้เกษียณแล้ว หาก

ยังมีการต่อสัญญาในการทำงาน โดยเฉพาะในสายงานที่เน้นความเชี่ยวชาญในบางสาขา 

 

การทำงานร่วมกันของคน 3 Generation


ลองจินตนาการถึงคนทำงาน 3 รุ่นที่ทำงานร่วมกันในสถานที่ทำงานเดียวกัน เพื่อบรรลุเป้าหมายของบริษัท

คน 3 รุ่นที่มีความแตกต่างในเรื่องแรงจูงใจ สไตล์ ความชอบในการทำงาน วิธีการสื่อสาร และความคุ้นเคย

ในการใช้เทคโนโลยี นี่เป็นสิ่งที่บริษัทและองค์กรต่าง ๆ ต้องหยิบมาถก มาปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ วิธีคิด วิธี

ทำงาน ปรับแผนงานด้านบริหารทรัพยากรบุคคล

เพื่อจะสามารถทำให้องค์กรสามารถดึงดูดคนทำงานแต่ละรุ่น สามารถผลักดันให้คนทำงานทั้ง 3 รุ่น

สร้างผลลัพธ์ให้กับองค์กร และประเด็นสำคัญ ต้องสามารถหาวิธีการทำงานร่วมกันของคนเหล่านี้ให้ได้ 

 

3 กลยุทธ์ในการบริหารคนทำงาน 3 รุ่น

 

หนึ่ง การคัดสรรคัดเลือกคน วันนี้บริษัทต้องมองเรื่องวิธีการและแหล่งค้นหาคน Gen Y และ Gen X

ที่ไม่เหมือนกัน คน Gen Y มีค่าเฉลี่ยในการทำงานต่อหนึ่งสถานที่ทำงานประมาณ 2-4 ปี

ส่วนมากคนรุ่นนี้ไม่ชอบทำงานที่ใดที่หนึ่งนานเกินไป รัก

โอกาสในการเรียนรู้ และเสาะแสวงหาที่ทำงานใหม่เสมอ

คน Gen Y มักจะโพสต์ประวัติ คุณสมบัติของตัวเองไปกับ

กลุ่มเครือข่าย หรือ Website ของบริษัทจัดรับสมัครงาน 

อาจได้เห็นหลายบริษัทที่ตระหนักถึงปัญหาการขาดคน

กะทันหัน และเลือกที่จะให้ Recruitment Agency

คอยป้อนใบสมัครของคนทำงานให้ทุกเดือน เพื่อที่จะให้บริษัทมีตัวเลือกในการคัดเลือกตลอดทั้งปี 

นอกจากนี้ บริษัทยังต้องเตรียมพร้อมเรื่องเครื่องมือ และวิธีการคัดเลือกที่เหมาะสมกับคนรุ่นนี้ด้วย

ตัวอย่างที่เห็น เช่น มีแบบทดสอบคุณสมบัติ หรือแบบวัดความรู้ออนไลน์ ก่อนเรียกเข้ามาสัมภาษณ์ และยัง

ต้องมองไปถึงเรื่องการสร้างแรงจูงใจด้วยเงินเดือน ความอิสระในการทำงาน พร้อมทั้งโอกาสในการเรียนรู้

ซึ่งเป็นปัจจัยที่ Gen Y  ใช้ในการเลือกสถานที่ทำงาน แต่สำหรับคนทำงานกลุ่ม Gen X นั้น ส่วนใหญ่บริษัท

จะมองหาคนกลุ่มนี้ในตำแหน่งระดับผู้จัดการ ผู้บริหาร หรือผู้เชี่ยวชาญในสาขางานต่าง ๆ บริษัทจะใช้วิธี

สรรหาคัดเลือกกลุ่มเป้าหมายจากกลุ่มเครือข่าย อาจมีการเช็กประวัติและประสบการณ์การทำงาน เพื่อ

มั่นใจในความรู้ความสามารถ และมีการให้ความสำคัญในการติดต่อเรียนเชิญเข้ามาสัมภาษณ์ คำนึงถึง

ภาพลักษณ์ มารยาทการติดต่อสื่อสาร และการให้เกียรติ โดยจะเห็นว่าใช้วิธีการที่เป็นทางการมากกว่า

เนื่องจากคนกลุ่ม Gen X จะให้ความสำคัญถึงความเป็นมืออาชีพของบริษัท รายได้ ตำแหน่ง และความ

มั่นคงของบริษัท เป็นปัจจัยในการเลือกเข้าทำงาน



สอง การรักษาคนในองค์กร (Retain) ในอดีตเคยมีความเข้าใจว่า การรักษาคนทำงานนั้นไม่ยาก เพราะแนวโน้ม

ของคน Gen และ Baby Boomer ไม่ค่อยเปลี่ยนงาน ตราบใดที่งาน เงินเดือน

และสภาพการทำงานยังมีความยืดหยุ่นเหมาะสม 

แต่สำหรับปัจจุบันคนกลุ่ม Gen Y มีสัดส่วนมากขึ้น และ

เป็นกลุ่มใหญ่ของบริษัท ก็ดึงให้อัตราการลาออกเพิ่มสูง

ขึ้นตามไปด้วย ยิ่งมีเรื่อง Talent และการแย่งชิงสำหรับ

คนมีศักยภาพสูงขึ้นอีก คราวนี้องค์กรต่าง ๆ ต้อง

คิดเยอะขึ้น ในการรักษาคนในองค์กร สิ่งสำคัญจะไม่ใช่

แค่เรื่องเงินเดือนและผลตอบแทนเท่านั้น แต่จะเป็นเรื่องโอกาสในการเรียนรู้ การทำงานที่ท้าทาย และสร้าง

รายได้ หากให้งานมากไปก็ไม่ได้ เพราะคน Gen Y จะให้ความสำคัญกับ Work Life Balance การเข้าสังคม

และความเป็นทีมอีกด้วย ดังนั้น จึงเป็นความท้าทายที่บริษัทและองค์กรต่าง ๆ ให้ความสำคัญ ศึกษาในราย

ละเอียด และสรรหาวิธีการที่จะรักษาคนในองค์กรที่มีความหลากหลายมากขึ้น ตัวอย่างที่เห็น เช่น มี

โปรแกรมการพัฒนาเรียนรู้ที่หลากหลายแบบ มีการกำหนด Career Wish (สายงานที่ปรารถนา) ให้กับ

คนในองค์กร มีสวัสดิการใหม่ ๆ ที่ตอบเรื่อง Life Style มากขึ้น การให้ทุนเพื่อการศึกษาต่อ การเป็นสมาชิก

Fitness การมีโปรแกรมการสลับหมุนเวียนงานในสายงานอื่น รวมถึงโอกาสในการไปอบรมหรือไปทำงาน

ในต่างประเทศ เป็นต้น 

สาม การสร้างวัฒนธรรมองค์กร เป็นหัวข้อสำคัญที่ติดอันดับ เพราะเรียกได้ว่า 80%

ขององค์กรชั้นนำจะเลือกเรื่องนี้โดยมุ่งเน้นปลูกฝังเรื่องการยอมรับความแตกต่าง (Value Different)

และกำหนดวิธีอยู่ร่วมกัน สร้างวิธีที่จะทำให้มี

การเปิดใจรับฟัง อีกทั้งมีความกล้าในการท้าทายความคิด

เพื่อสิ่งใหม่ ๆ ในอนาคตด้วย ตัวอย่างที่เห็นในหลาย

บริษัทจะมีการจัดประชุมหรือให้ความรู้ว่า คนแต่ละ

Generation มีความคิดมีความแตกต่างกันอย่างไร

มีมุมมองที่แตกต่างกัน และโอกาสที่จะเกิดความขัดแย้ง

โดยธรรมชาติของ Generation อย่างไรบ้าง ยกตัวอย่าง

เช่น คน Gen Y จะถูกมองว่าเป็นคนไม่มีความอดทน

ไม่สู้งาน ไม่มีความรับผิดชอบ ไม่มีกาลเทศะ คน Gen X และ Baby Boomer จะถูกมองว่า พิธีการเยอะ

ไม่ทันสมัยเรื่องเทคโนโลยี แต่เมื่อจัดโปรแกรมให้คนทั้ง 3 รุ่นมาเรียนรู้ และเปิดใจยอมรับในความแตกต่าง

ของกันและกัน อีกทั้งเรียนรู้ในข้อดีและจุดเสริมระหว่างกัน องค์กรสามารถสร้างสรรค์วิธีการที่เรียกว่า

Collective Wisdom คือการยอมรับฟังในวิธีการที่แตกต่างในเชิงความคิด และก่อเกิดวิธีการใหม่ ๆ ในการ

ทำงานในองค์กร

 

การเรียนรู้และปรับตัวไม่สิ้นสุด

วันนี้ยังมีอีกหลายเรื่องที่องค์กรต้องเรียนรู้และเตรียมพร้อมจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพเศรษฐกิจ สังคม

หรือเทคโนโลยีหลาย ๆ เรื่องที่เกิดขึ้นวันนี้ เพียงย้อนกลับไปไม่กี่ปีก็ไม่เคยเกิดขึ้น อาทิ

กฎกติกาที่เกี่ยวข้องกับการใช้สื่อต่าง ๆ เช่น Facebook, Twitter, Youtube ในต่างประเทศ

เรื่องการใช้สื่อเหล่านี้ไปในทางที่ไม่เหมาะสมก็เป็นเรื่องที่เป็นคดีความได้ ดังนั้นจึงมีอีกหลายเรื่องที่เป็นสิ่งใหม่

ที่องค์กรต้องปรับตัวและเรียนรู้ และต้องเอามากำหนดในเชิงนโยบายกฎกติกา หรือโปรแกรมต่าง ๆ

ที่จะมาช่วยผลักดันให้คนในองค์กรอยู่ร่วมกัน และทำงานร่วมกันเพื่อได้ประโยชน์สูงสุ

 

 

ที่มา : http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1389952690


ผู้เข้าชม : 1328 ครั้ง
 
 
 
 
cheap nfl jerseys cheap nike jerseys cheap mlb jerseys cheap real air jordans cheap soccer jerseys