Training Partner เข้าระบบ
 
Username
Password
Forgot password?
 
สมัครเป็น Training Partner ที่นี่
 
 
 
Keyword
วันที่เริ่มต้น
วันที่สิ้นสุด
 
รับข่าวสารการอบรมสัมมนา
 
 
Knowledge Zone > ข่าวสารแวดวง Training
 
 
 
ปลูกฝังดีเอ็นเอแห่งธรรมาภิบาลให้พนักงานทุกคน

        นับตั้งแต่มีการผลักดันให้มีการนำ “หลักธรรมาภิบาล” มาใช้ในกิจการ ข้อกำหนดในเชิง “หลักการและแนวปฏิบัติ” เกือบทั้งหมดที่มีการคิดการพัฒนา และเผยแพร่กันมักจำกัดอยู่ที่ระดับ “บอร์ด” ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบสูงสุดในเชิงนโยบายของบริษัทที่รับมอบอำนาจจากผู้ถือหุ้น ต่อมาในระยะหลังจึงเริ่มเห็นการพูดถึงบทบาทและหน้าที่ด้านธรรมาภิบาลระดับ “ผู้บริหาร” ที่ถือว่ารับมอบอำนาจมาจากบอร์ดมากขึ้น (อย่างเช่นแนวปฏิบัติเรื่อง TEA ที่มีการนำเสนอในฉบับที่แล้ว) แต่ก็ยังมีอยู่ในปริมาณน้อยซึ่งก็ถือเป็นเรื่องที่ต้องมีการพัฒนาและส่งเสริมกันอย่างต่อเนื่องต่อไป

            ดังภาษิตจีนประโยคหนึ่งกล่าวไว้ว่า “ ร้อยถี่มีหนึ่งห่าง ” ดังนั้นหากต้องการให้ธรรมมาภิบาลเป็นพลังขับเคลื่อนองค์กรอย่างจริงจังและยั่งยืน ก็ไม่อาจปล่อยให้ธรรมาภิบาลเป็นหน้าที่ของเพาะบอร์ด และผู้บริหารแต่เพียงฝ่ายเดียวเพราะเขาเหล่านั้นย่อมไม่อาจจะกำกับดูแลกิจกรรมหรือการงาน ทั้งหลายที่เกิดขึ้นทุกๆ วันในองค์กรได้อย่างทั่วถึงตลอดเวลา 

           ทางออกของปัญหาดังกล่าว ก็คือต้องทำให้หลักธรรมาภิบาลถูกถือปฏิบัติลงไปในทุกระดับของการทำงาน จนกลายเป็นวัฒนธรรมองค์กร และอยู่ในดีเอ็นเอของ “พนักงานทุกคน” แต่การจะทำเช่นนั้นได้ก็ต้องทำให้ธรรมาภิบาลไม่เป็นเพียงนามธรรม หรือแนวคิดที่เข้าใจยาก หากแต่ต้องแปลงธรรมาภิบาลให้เป็นเรื่องเข้าใจง่าย และถือปฏิบัติได้ชัดเจนในการทำงานปกติของพนักงาน

ดีเอ็นเอแห่งธรรมาภิบาลที่สามารถนำมาประยุกต์สู่การทำงานของพนักงานทุกคนในทุกๆ วัน ได้แก่ หลักการ 3 ข้อ คือ
            D – Diligence ปลูกฝังความระมัดระวังรอบคอบ
            N – Norm สร้างบรรทัดฐานธรรมาภิบาล
            A – Appreciation เชิดชูผู้เป็นแบบอย่าง

            โดยมีแนวคิดและวิธีปฏิบัติในแต่ละข้อ ดังนี้
            ปลูกฝังความระมัดระวังรอบคอบ ( D – Diligence ) หลักการใหญ่ที่เป็นพื้นฐานแห่งธรรมาภิบาล ก็คือ พนักงานทุกคน ทุกตำแหน่ง ต่างก็ทำงานในฐานะผู้รับมอบอำนาจเป็นทอดๆ มาจากเจ้าของ ซึ่งได้แก่ผู้ถือหุ้นทั้งสิ้น ดังนี้ ทุกคนจึงต่างต้องใช้หลักระมัดระวังรอบคอบในการทำงานเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ผู้เป็นเจ้าของตามพันธะแห่งสัญญาจ้างนั้น ( หลักการดังกล่าวเป็นสิ่งที่พึงถือปฏิบัติเช่นเดียวกันแม้ในภาคราชการ / รัฐวิสาหกิจที่รับมอบอำนาจจากประชาชนผู้เสียภาษี )

            ในทางปฏิบัติ ถือเป็นเจ้าหน้าที่ของบอร์ดและผู้บริหาร ที่จะทำให้การปฏิบัติงานประจำวันของพนักงานในทุกระดับเป็นไปตามหลักระมัดระวังรอบคอบ โดยเครื่องมือสำคัญที่มักนำมาใช้ก็คือระบบบริหารความเสี่ยงในองค์กร ( Enterprise Risk Management ) ที่พนักงานแต่ละคนต่างต้องตระหนักถึงบทบาทของตนเองในฐานะผู้รับผิดชอบความเสี่ยง ( Risk Owners) ในงานของตนเอง โดยมีการระบุประเมิน และจัดการกับความเสี่ยงในงานประจำวันของตนเองตามแนวทางที่องค์กรกำหนด ดังนั้น องค์กรที่นำระบบริหารความเสี่ยงทั่วทั้งองค์กรมาใช้ในการปฏิบัติงานจึงถือได้ว่า เป็นการส่งเสริมให้พนักงานทำงานตามหลักระมัดระวังรอบคอบแห่งธรรมาภิบาลโดยอัตโนมัติ

            อย่างไรก็ตาม แม่องค์กรจะไม่ได้นำระบบบริหารความเสี่ยงมาใช้ หน้าที่พื้นฐานของพนักงานทุกคนตามหลักการข้อนี้ก็คือการปฏิบัติงานโดยคำนึงถึงกฎระเบียบข้อบังคับ ไม่ใช่ทำตามความรู้สึก ตามความเคยชินหรือแม้แต่ตามที่เคยปฏิบัติต่อๆ กันมา เนื่องจากการทำงานในลักษณะดังกล่าวอาจทำให้เกิดความเสียหายกับองค์กรทั้งด้านต้นทุนการเงิน และความรับผิดทางกฎหมายที่อาจจะตามมา หลักระมัดระวังรอบคอบในเบื้องต้น ได้แก่ การตรวจสอบกฎระเบียบ และหาข้อมูลเพิ่มเติมอย่างเพียงพอก่อนการตัดสินใจดำเนินการใดๆ โดยเฉพาะกับบุคคลหรือหน่วยงานภายนอก ที่จะส่งผลผูกพันกับองค์กร

            ดังนั้น แนวปฏิบัติพื้นฐานในการปลูกฝังความระมัดระวังรอบคอบในการทำงานทุกวันของพนักงานจึงได้แก่การสร้างรายการ (Cheklist) สิ่งที่พึงปฏิบัติสำหรับหน้าที่งานสำคัญๆ แต่ละด้านว่าควรจะมีการตรวจสองเรื่องใดบ้างก่อน การดำเนินการ และอาจให้พนักงานเป็นผู้เสนอแนะรายการดังกล่าวในฐานะผู้ปฏิบัติ ซึ่งก็จะเท่ากับเป็นการตรวจสอบความเข้าใจของพนักงานผู้ปฏิบัติไปด้วยในตัว จากนั้นจึงให้ผู้บริหารที่รับผิดชอบให้ข้อแนะนำเพิ่มเติมก่อนให้ความเห็นชอบเพื่อถือปฏิบัติต่อไป หรืออาจสนับสนุนให้มีการจัดทำรายการในลักษณะข้อพึงปฏิบัติ – ข้อห้าม ( Dos & Don’ts ) ก็ได้

 สร้างบรรทัดฐานธรรมาภิบาล ( N – Norm ) ในขณะที่การปลูกฝังความระมัดระวังรอบคอบเป็นเรื่องที่มุ่งเน้นให้เกิดจิตสำนึก และวิธีปฏิบัติเป็น “ รายบุคคล ” การสร้างบรรทัดฐานธรรมาภิบาลมุ่งเน้นที่การสร้างบรรทัดฐานในระดับ “ กลุ่ม ” ในลักษณะที่ “ ใครๆในบริษัทก็คิด ก็ทำกันทั้งนั้น” 

            อย่างไรก็ตาม บรรทัดฐานมักไม่เกิดขึ้นเองหากแต่ถือเป็นหน้าที่รับผิดชอบของผู้บริหารที่จะต้อสร้างสรรค์และผลักดันให้เกิดบรรทัดฐานการทำงานด้วยหลักธรรมาภิบาลภายในบริษัท เพื่อให้ถือเป็นหลักปฏิบัติในการทำงานของพนักงานทุกคน ไม่ว่าบรรทัดฐานดังกล่าวจะกำหนดไว้เป็นลายลักษณ์อักษรหรือไม่ก็ตาม

            ตัวอย่างความพยายามผลักดันให้เกิดบรรทัดฐานธรรมาภิบาลในการทำงานทุกวันของพนักงานที่เกิดขึ้นในภาคราชการ / รัฐวิสาหกิจ ได้แก่ การกำหนดให้ทุกโครงการที่จะนำเสนอเพื่อของงบประมาณ ต้องระบุให้ชัดเจนว่าแต่ละโครงการสอดคล้องกับหลัก 6 ด้าน คือ หลักนิติธรรม หลักคุณธรรม หลักความโปร่งใส หลักความมีส่วนร่วม หลักความรับผิดชอบ และหลักความคุ้มค่า ซึ่งถือเป็นองค์ประกอบสำคัญตามหลักธรรมมาภิบาลที่ภาคราชการ / รัฐวิสาหกิจถือปฏิบัติมากน้อยเพียงใด ทั้งนี้โดยจัดทำรายการ Checklist ของทั้ง 6 หลักการ ไว้ในแบบฟอร์ม / ใบปะหน้าของทุกโครงการที่เสนอของบประมาณ

            การกำหนดให้แต่ละฝ่ายหรือแผนกต้องคิดและตอบให้ได้ว่าแต่ละโครงการที่ต้องการทำนั้นเป็นไปตามหลักธรรมาภิบาลมากน้อยเพียงใด ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการสร้างบรรทัดฐานให้พนักงานต้องคิดถึง หลักธรรมาภิบาลในการทำงาน และมีนัยว่าเงินงบประมาณที่จะได้รับอนุมัติให้ใช้จ่ายต้องเป็นไปตามหลักธรรมาภิบาลด้วยเช่นกัน 

            อย่างไรก็ตาม การกำหนดในลักษณะดังกล่าว อาจเป็นเพียงแนวปฏิบัติในกระดาษเท่านั้น เนื่องจากไม่ได้ส่งผลถึงตัวพนักงานโดยตรง ดังนั้น จึงต้องมีการเสริมด้วยการสร้างบรรทัดฐาน ธรรมาภิบาลในการทำงานที่พนักงานรู้สึกได้ว่าเกี่ยวข้องโดยตรงกับตนเอง ตัวอย่างเช่น

            - บรรทัดฐานการมีส่วนร่วม – วิธีการปลูกฝังจิตสำนึกรับผิดชอบต่อบริษัทร่วมกัน ก็คือ การเปิดโอกาสและสนับสนุนให้พนักงานมีส่วนร่วมในการตัดสินใจทั้งในเรื่องสำคัญๆ ที่ส่งผลกระทบต่อพนักงานในวงกว้าง ไม่ว่าจะเป็นในระดับองค์กร ระดับฝ่าย หรือระดับแผนกโดยตัวอย่างกลไกลที่สร้างการมีส่วนร่วม ได้แก่ การส่งเสริมการทำงานในรูปคณะกรรมการ ระบบการเลือกตั้งผู้แทนพนักงาน ระบบการเลือกตั้งผู้แทนพนักงาน เพื่อมีส่วนร่วมในการตัดสินใจและการจัดการที่สำคัญๆ เช่น การลงคะแนนโหวตในเรื่องต่างๆเป็นต้น
            - บรรทัดฐานการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง – แนวปฏิบัติที่สำคัญอีกประการคือ การปลูกฝังความกระตือรือร้นในการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องที่ไม่ใช่เพียงเพื่อให้เกิดความก้าว ในการทำงานของตนเองเท่านั้น หากแต่ยังเพื่อให้ปฏิบัติงานที่รับผิดชอบอยู่ในปัจจุบันได้อย่างมีคุณภาพ ตัวอย่างกลไกสำคัญของบรรทัดฐานนี้คือ การผูกข้อกำหนดการฝึกอบรม และพัฒนาเข้ากับการประเมินผลงาน โดยสนับสนุนให้พนักงานไปหาความรู้ และเพิ่มพูนความสามารถในด้านที่ยังขาดหรือด้านที่ยังไม่ผ่านเกณฑ์การประเมินอย่างสม่ำเสมอ 

            ความสำเร็จในการสร้างบรรทัดฐานธรรมาภิบาลให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมองค์กรที่ยั่งยืนต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของการทำให้พนักงานได้เป็นประโยชน์จากบรรทัดฐานธรรมาภิบาล ว่าเป็นสิ่งที่ “คุณก็ได้ บริษัทก็ได้” หรือเป็น วิน – วิน ( win - win) สำหรับทั้งพนักงานและบริษัท

เชิดชูผู้เป็นแบบอย่าง ( A – Appreciation ) ธรรมมาภิบาลจะยั่งยืนได้นั้น ต้องทำให้เกิดการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องของผู้คนในบริษัท ในลักษณะของการสะสมฐานความรู้ว่าสิ่งใดควรปฏิบัติ สิ่งใดไม่ควรปฏิบัติ แต่ความรู้ในเชิงหลักการที่เป็นนามธรรมมักเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ยาก ทางเลือกหนึ่งในการส่งผ่านความรู้ ความเข้าใจและตอกย้ำถึงคุณค่าแห่งธรรมมาภิบาลก็คือ

            การยกย่องแนวปฏิบัติและบุคคลผู้เป็นแบบอย่างในด้านธรรมาภิบาลในทุกระดับของบริษัท โดยการประกาศหลักเกณฑ์ วิธีการเสนอชื่อ และการพิจารณาที่ชัดเจนซึ่งก็เท่ากับเป็นการส่งเสริมให้พนักงานเกิดการเรียนรู้ถึงหลักการ และแนวปฏิบัติของธรรมาภิบาลโดยอัตโนมัติ รวมทั้งเป็นการส่งสัญญาณจากบริษัทว่าผู้ปฎิบัติตามหลักธรรมาภิบาลนั้นสมควรได้รับการยกย่องเชิดชูให้เป็นแบบอย่างในการทำงาน

            ในเชิงกุศโลบายของการดำเนินการภายใต้หลักการนี้ผู้บริหารอาจกำหนดให้มีการเชิดชูแบบอย่างในหลายด้าน เช่น ด้านความโปร่งใส ด้านความรับผิดชอบ ด้านการรักษาประโยชน์ของบริษัท ฯลฯ และในหลายกลุ่มระดับของพนักงาน เพื่อเปิดโอกาสให้มีพนักงานที่สามมรถถูกเสนอชื่อให้พิจารณาได้จากหลายแง่มุมและในทุกๆระดับ การยกย่องเชิดชูผู้เป็นแบบอย่างยังถือเป็นกลไกสำคัญในการช่วยสร้างและรักษาบรรทัดฐานแห่งธรรมาภิบาลให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืนในบริษัทได้เป็นอย่างดี

   โดยสรุป หากจะสร้างธรรมาภิบาลให้เป็นพลังขับเคลื่อนองค์กรที่ยั่งยืนก็ต้องทำให้เกิดแนวปฎิบัติที่เป็นรูปธรรมในทุกระดับตั้งแต่ “บอร์ด” สู่ “ผู้บริหาร” จนถึง “พนักงาน” โดยให้บอร์ดปฏิบัติตามมาตรฐานระดับชาติและนานาชาติที่มีการใช้กันย่างกว้างขวางไม่ว่าจะเป็นโดย ตลาดหลักทรัพย์ฯ หรือโดย OECD ให้ผู้บริหารปฏิบัติตามหลัก TEA (Transparency – Equity - Accountability) แหล่งธรรมาภิบาลและปลูกฝังพนักงานด้วยดีเอ็นเอ (Diligence – Norm - Appreciation) เพียงเท่านี้ ความเป็นนามธรรมของหลักธรรมาภิบาลก็เปลี่ยนเป็นแนวปฏิบัติชัดเจนที่จะช่วยขับเคลื่อนองค์กรได้ด้วยความร่วมใจของทุกคนในทุกระดับ

 

ที่มา วิชาการ.คอม


ผู้เข้าชม : 1401 ครั้ง
 
 
 
 
cheap nfl jerseys cheap nike jerseys cheap mlb jerseys cheap real air jordans cheap soccer jerseys