Training Partner เข้าระบบ
 
Username
Password
Forgot password?
 
สมัครเป็น Training Partner ที่นี่
 
 
 
Keyword
วันที่เริ่มต้น
วันที่สิ้นสุด
 
รับข่าวสารการอบรมสัมมนา
 
 
Knowledge Zone > ข่าวสารแวดวง Training
 
 
 
เตรียมคน เตรียมองค์กร นับถอยหลังรับมือ AEC

  ๐ เมื่อการเกิดขึ้นของ AEC มีท้งโอกาสและอุปสรรค
       
       ๐ กูรูชื่อดังแนะเตรียมพร้อมรับมือ
       
       ๐ 3 ส่วนสำคัญ ทั้งผู้นำ-องค์กร และเอชอาร์
       
       ๐ เพราะอาจไม่ทันการเมื่อวันนั้นมาถึง
       
       ทุกวันนี้ต้องยอมรับว่าประเด็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ ASEAN Economic Community (AEC) เป็นเรื่องท๊อปฮิต เพราะในวันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2558 หรืออีกสี่ปีข้างหน้า ข้อตกลง AEC จะมีผลบังคับใช้ ซึ่งทำให้ประเทศต่างๆ ในกลุ่มอาเซียนรวมทั้งประเทศไทยด้วย ต้องเปิดเสรีทางการค้า มีภาษีต่อกันเป็นศูนย์ การเคลื่อนย้ายเงินทุนและแรงงานทำได้โดยเสรี พรมแดนต่าง ๆ จะจางหายไป คำถามที่น่าสนใจคือ องค์กรไทยควรเตรียมพร้อมอย่างไรกับการเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้
       
       ๐ มองโอกาส-อุปสรรค
       
       อภิวุฒิ พิมลแสงสุริยา กรรมการบริหาร บริษัท ออคิด สลิงชอท จำกัด กูรูชื่อดังด้านการพัฒนาองค์กร กล่าวกับ “ผู้จัดการสุดสัปดาห์”ว่า AEC เป็นได้ทั้งโอกาสและอุปสรรค ขึ้นอยู่ความพร้อมขององค์กรและมุมมองของแต่ละคน สำหรับองค์กรที่มีความพร้อม ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนจะเป็นโอกาสอย่างมาก เพราะการรวมตัวของ 10 ประเทศที่มีประชากรประมาณ 500 ล้านคน จะทำให้การค้าขายดีขึ้น ยังไม่นับรวมกับอีก 6 ประเทศที่เมื่อรวมกันแล้วมีประชากรถึงครึ่งโลก
       
       นอกจากนั้น แรงงานที่จะมีการเคลื่อนย้ายอย่างเสรีจะทำให้อุปทาน (Supply) ของตลาดแรงงานเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก ต่อไปจะสามารถคัดสรรคนเก่งคนดีมีความสามารถมาทำงานได้ง่ายขึ้น ปัญหาการขาดแคลนแรงงานและต้องหลบ ๆ ซ่อน ๆ ใช้แรงงานต่างด้าวผิดกฏหมายน่าจะหมดไป ความยุ่งยากในการทำเอกสารขออนุญาตทำงานสำหรับชาวต่างชาติ (Work Permits) ก็จะลดลง การจ้างแรงงานต่างชาติที่มาจากประเทศในกลุ่มอาเซียนด้วยกัน ทำได้ง่ายขึ้น
       
       สุดท้ายจะพบว่า การจัดตั้งธุรกิจและเปิดสาขาในประเทศต่างๆ ในกลุ่ม จะทำได้ง่ายขึ้น ในปัจจุบัน การเปิดสาขาในต่างประเทศเป็นสิ่งที่มีความซับซ้อนและทำได้ค่อนข้างยาก บางประเทศมีปัญหาเรื่องการนำกำไรที่ได้จากการประกอบธุรกิจกลับประเทศของเราด้วย แต่หาก AEC มีผลบังคับใช้ นอกจากการดำเนินธุรกิจนอกประเทศจะสะดวกขึ้น ไม่ต่างจากการเปิดสาขาใหม่ในต่างจังหวัด การเคลื่อนย้ายเงินลงทุนและกำไรก็จะทำได้ง่ายขึ้น อันมีผลทำให้การทำธุรกิจคล่องตัว ความสามารถในการแข่งขันกับภูมิภาคอื่นก็จะเพิ่มสูงขึ้นด้วย
       
       แต่หากองค์กรไม่เตรียมความพร้อมให้ดี AEC ย่อมก่อให้เกิดปัญหาในการบริหารจัดการได้เช่นกัน อภิวุฒิมองว่า อุปสรรคหลักๆ ที่จะเกิดขึ้นกับองค์กรในประเทศไทย มี 3 ประการคือ หนึ่ง แรงงานที่มีความรู้และมีฝีมือจะรักษาได้ยากขึ้น สองความรู้ความสามารถของบุคลากร โดยเฉพาะเรื่องภาษาจะเป็นอุปสรรคในการทำงานและมีผลต่อความสำเร็จขององค์กร และสามการแข่งขันทั้งภายในและภายนอกองค์กรจะมีสูงมาก
       
       “เมื่อมีการเปิดเสรีให้แรงงานเคลื่อนย้ายได้อย่างอิสระ แม้ในแง่ดีจะเป็นการเพิ่มอุปทานในตลาดแรงงาน แต่ในอีกมุมหนึ่งคนเก่งคนดีมีฝีมือในองค์กรก็มีโอกาสมากขึ้นที่จะเคลื่อนย้ายไปทำงานในตลาดอื่นๆ ที่เปิดกว้างด้วยเช่นกัน และปกติคนที่จะไป มักเป็นพนักงานที่มีความรู้ความสามารถสูง”
       
       ในเรื่องภาษา ซึ่งเป็นปัญหาหนักอกของประเทศ ผลการสำรวจล่าสุดของสถาบันเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เมื่อเร็ว ๆ นี้ พบว่าศักยภาพและความพร้อมของไทยอยู่ในระดับ "กลางๆ" เมื่อเทียบกับประเทศอื่นในอาเซียน และเป็นรองแม้กระทั่งอินโดนีเซียและห่างไกลมากกับมาเลเซียที่มีศักยภาพเป็นอันดับสอง ส่วนสิงคโปร์นั้นมีศักยภาพสูงสุด
       
       ส่วนการแข่งขันทั้งภายในและภายนอก ประเด็นที่น่าสนใจคือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีประมาณ 2 ล้านรายในปัจจุบัน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นธุรกิจครอบครัว จากผลการศึกษาของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ในเรื่อง “อัตราการอยู่รอดของธุรกิจครอบครัว” พบว่า ลดลงอย่างมากในแต่ละรุ่นคน นับจากรุ่นที่ 2 จะเหลือ 30 % รุ่นที่ 3 เหลือแค่ 12% และจนถึงรุ่นที่ 4 จะเหลือเพียง 3% เท่านั้น ดังนั้น หากองค์กรเตรียมความพร้อมไม่ดี ไม่สามารถแข่งขันกับองค์กรอื่นหรือประเทศอื่นได้ ก็น่าเป็นห่วงว่าจะเหลือรอดหรือไม่ คำถามคือ เมื่อเป็นเช่นนี้ องค์กร ผู้บริหารหรือผู้นำ พนักงาน รวมทั้งเอชอาร์ ควรเตรียมพร้อมและปรับตัวอย่างไร ?
       
       ๐ แนะ'ผู้นำ-องค์กร-เอชอาร์'รับมือ
       
       สำหรับ “องค์กร” ควรจะเตรียมความพร้อมอย่างน้อย 5 ประการ คือ 1)ต้องเตรียมวัฒนธรรมองค์กรให้พร้อม วัฒนธรรมหลายๆ อย่างของคนไทย ไม่ใช่สิ่งที่ไม่ดี แต่เมื่อเวลาผ่านไป วัฒนธรรมเหล่านั้นอาจไม่เหมาะและกลายเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนา เช่น การใช้ระบบอาวุโส หรือการไม่เถียงผู้ใหญ่ เป็นต้น เราต้องสร้างวัฒนธรรมที่ให้พนักงานสามารถทำงานภายใต้ความหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นพื้นเพความหลังที่แตกต่าง เชื้อชาติ ศาสนา ภาษา หรือแม้แต่ความคิดและความเชื่อที่ไม่เหมือนกัน
       
       2)ต้องเตรียมความรู้ด้านภาษา โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ ซึ่งต่อไปความสามารถด้านภาษาจะมีลักษณะคล้ายกับความสามารถด้านคอมพิวเตอร์ หากเราจำได้เมื่อสัก 10 ปีที่แล้ว เวลาเขียนใบสมัคร ถ้าสามารถทำคอมพิวเตอร์ได้ใช้คอมพิวเตอร์เป็น ถือเป็น “ความสามารถพิเศษ” แต่ปัจจุบันหากใครใส่ว่าสามารถใช้คอมพิวเตอร์ได้ในช่องความสามารถพิเศษคงดูเชยฉะมัด เหมือนกันกับภาษาอังกฤษ วันนี้หากพูดอ่านเขียนได้คล่อง ถือเป็นเรื่องพิเศษ อีกสัก 5 ปีจากนี้ไป ตลาดอาจถามหาภาษาที่ 3 แล้วก็ได้
       
       3)ต้องเตรียมมองหาและรักษาคนเก่งให้อยู่กับองค์กรให้ได้ เพราะต่อไปการแย่งชิงตัวพนักงานโดยเฉพาะพนักงานเก่ง ๆ คงมากขึ้นเรื่อย ๆ เราอาจต้องกำหนดว่าใครคือพนักงานที่องค์กร “เสียไม่ได้” และต้องรักษาไว้ให้สุดความสามารถ
       
       4)ต้องเตรียมรับกับการเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะมาถึง วิธีคิดและการทำงานแบบเดิม ๆ ที่เคยสำเร็จอาจไม่ได้ผลอีกต่อไป องค์กรที่น่าเป็นห่วงคือองค์กรที่บุคลากรไม่เคยมีการหมุนเวียนงาน (Rotation) เลย เพราะคนเหล่านี้จะรับกับการเปลี่ยนแปลงได้ค่อนข้างยาก
       
       5)ต้องตัดคำว่า “ความมั่นคงในการทำงาน” (Job Security) และ “ความภักดี” (Loyalty) ออกจากพจนานุกรม เพราะต่อไปสองคำนี้คงไม่มีในการทำงาน ทั้งหมดขึ้นอยู่กับความสามารถ (Employability) หากพนักงานมีความสามารถ การงานย่อมมั่นคง ในทางกลับกัน หากองค์กรมีความสามารถในการดูแล พนักงานก็คงภักดี แต่หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งขาดความสามารถ ความมั่นคงหรือความภักดี ก็จะไม่มีวันเกิดขึ้น
       
       ส่วนคำแนะนำสำหรับ “ผู้นำ” ที่ควรจะทำ 3 ประการคือ 1) ผู้นำต้องเป็นแบบอย่างในการเรียนรู้และรับรู้ข่าวสาร เป็นคนแรกในองค์กรที่รับรู้และตื่นตัวเปิดรับข้อมูลใหม่ๆ และมีหน้าที่สื่อสารเพื่อสร้างความเข้าใจให้คนในองค์กรตระหนัก ตื่นตัว แต่ไม่ตื่นตระหนก 2) ผู้นำต้องมีหน้าที่ให้การสนับสนุนทั้งงบประมาณ และทรัพยากรในการพัฒนาและรักษาคน เพราะสิ่งเหล่านี้ต้องทำตั้งแต่วันนี้ เพราะเมื่อถึงวันนั้นอาจจะไม่ทันหรือไม่ได้ผลแล้ว และ 3) ผู้นำควรปรับสภาพแวดล้อมและวัฒนธรรมในการทำงานให้เป็นองค์กรน่าอยู่ เช่น ปรับปรุงสถานที่ให้มีบรรยากาศที่ดีในการทำงาน การจัดสิ่งอำนวยที่เหมาะสม ไม่ปล่อยปละละเลยหรือมองข้ามเพราะเห็นว่าไม่ใช่สิ่งจำเป็น เป็นต้น
       
       “เพราะเราควบคุมปัจจัยดึงจากภายนอกไม่ได้ แต่ลดปัจจัยดันจากภายในองค์กรได้” อภิวุฒิ ย้ำในเรื่องนี้
       
       ขณะที่ คำแนะนำสำหรับ “เอชอาร์” ควรจะทำใน 3 ประการคือ 1) เอชอาร์ต้องเปิดหูเปิดตาให้กว้างขึ้นเพื่อรับรู้สภาพความเป็นไปของเศรษฐกิจและผลกระทบต่างๆ เพราะเอชอาร์บางส่วนโฟกัสความสนใจอยู่แค่ในองค์กรของตนเองเท่านั้น ทั้งที่การจะเป็นเอชอาร์คู่คิดขององค์กรต้องรับรู้และเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งภายในและภายนอกองค์กรอย่างดี 2) เอชอาร์ต้องใกล้ชิดพนักงานมากขึ้น ทำหน้าที่เป็นสื่อกลางระหว่างผู้บริหารกับพนักงานเพื่อถ่ายทอดความเข้าใจให้ทั้งสองฝ่าย เพราะหลายองค์กรคนในองค์กรไม่อยากคุยกับเอชอาร์ และเอชอาร์มักจะรู้ข่าวขององค์กรช้าที่สุด
       
       และ 3) เอชอาร์ต้องมองหาแนวทางใหม่ๆ ในการสรรหาพนักงานและต้องเตรียมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น เพราะการสรรหาจะยากขึ้น การแข่งขันจะมีมากขึ้น และวิธีการเดิมๆ อาจจะใช้ไม่ได้ เช่น การลงคลาสิฟลายด์เพื่อรับสมัครงาน ต่อไปอาจจะต้องใช้เฟซบุ๊กในการสรรหาคน เป็นต้น
       
       เมื่อตระหนักถึงสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น “อุปสรรค”จะลดน้อยลงได้ และ“โอกาส” จะเป็นของคนที่เตรียมพร้อมเสมอ

ที่มา managerweekly.com 

 


ผู้เข้าชม : 7675 ครั้ง