Training Partner เข้าระบบ
 
Username
Password
Forgot password?
 
สมัครเป็น Training Partner ที่นี่
 
 
 
Keyword
วันที่เริ่มต้น
วันที่สิ้นสุด
 
รับข่าวสารการอบรมสัมมนา
 
 
Knowledge Zone > ข่าวสารแวดวง Training
 
 
 
ช่วงเวลาไหนที่คุณควรเปลี่ยนงาน

หากคุณคิดจะก้าวไปข้างหน้าแล้ว  คุณจะถอยกลับได้ยากหรืออาจถอยกลับไม่ได้เลย  ดังนั้น  ก่อนจะเปลี่ยนงานลองอ่านดูสักนิด...




ความเชี่ยวชาญในงาน

ถ้าเราทำงานในระดับ หรือตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่ง องค์กรใดองค์กรหนึ่ง  จนมั่นใจว่าเรารู้งานนั้นทะลุปรุโปร่งแล้ว ผ่านการเรียนรู้ ผ่านการทำงาน ผ่านการพัฒนางานมาเรียบร้อยแล้ว และยังไม่มีวี่แววว่าเราจะได้เลื่อนตำแหน่ง คงพอจะบอกเราได้ว่าเวลานี้น่าจะเป็นเวลาที่น่าจะคิดเปลี่ยนงานได้แล้ว เพราะการทำงานในจุดสูงสุดนั้น อัตราเร่งของความรู้และประสบการณ์ที่เพิ่มขึ้น อาจจะช้ากว่าอายุงานและอายุตัวที่เพิ่มขึ้นทุกปี 

คือ ถ้าเราอยู่ในช่วงการเรียนรู้งาน ช่วงของการทำงาน หรือช่วงของการพัฒนาปรับปรุงงาน เวลาผ่านไปแต่ละปี เรายังได้อะไรเยอะ แต่เมื่อไหร่ที่เราทำงานเพื่อรักษาสถานะทำงานในจุดที่เรารู้หมดแล้ว อายุงานและอายุตัวผ่านไปแต่ละปี เราจะได้อะไรเพิ่มขึ้นน้อยมาก ถ้าเป็นบริษัทเราจะเรียกกันว่า ขาดทุนกำไร หมายถึง ยังมีกำไรชีวิตอยู่ แต่เปอร์เซ็นต์กำไรชีวิตน้อยกว่าในปีก่อนๆ

 

อายุงานและอายุของคุณ

อายุงานเป็นดัชนีตัวหนึ่ง ที่จะบอกเราว่าเราควรจะเปลี่ยนงานได้แล้วหรือยัง เช่น เราทำงานมาประมาณ 5 ปี อายุงาน 10 อายุงาน 15 ปี แต่ยังไม่มีความก้าวหน้า ก็น่าจะบอกได้แล้วว่าเราควรจะเล็งๆ งานใหม่ไว้บ้าง

องค์กรส่วนใหญ่จะรับผู้จัดการอายุระหว่าง 30 -40 ปี ถ้าเราอายุใกล้ๆ 40 ปีแล้ว แต่เรายังเป็นซุปเปอร์ไวเซอร์อยู่ก็คงพอจะบอกได้ว่า  ถ้าหลังอายุ 40 ปีแล้ว โอกาสที่เราจะก้าวขึ้นเป็นผู้จัดการคงจะยากแล้ว เพราะคู่แข่งของเราคือ  คนอายุ 30 - 40 ปี

 

คนรุ่นเดียวกันเป็นอย่างไรกันบ้าง

อาจจะดูว่า เพื่อนอายุรุ่นเดียวกัน เพื่อนที่จบมาด้วยกัน เพื่อนที่เคยทำงานด้วยกัน โดยส่วนใหญ่เขาไปถึงไหนกันแล้ว ถ้าปรากฎว่า  เราอยู่ในกลุ่มค่อนข้างล้าหลัง ก็น่าจะบอกอะไรบางอย่างเกี่ยวกับการเปลี่ยนงานเราได้เหมือนกัน  แต่ถ้าเราจัดอยู่ในกลุ่มก้าวหน้าอยู่แล้ว ก็อาจจะยังไม่ต้องคิดถึงการเปลียนงานก็ได้ เพราะถ้าขืนอยู่ในกลุ่มที่ก้าวหน้าเร็วอยู่แล้ว แต่เพิ่มอัตราเร่งในการเปลี่ยนงานและตำแหน่งงานสูงขึ้นไปเรื่อยๆ อาจเป็นผลเสียมากกว่าผลดี

 

อยู่ในช่วงรอยต่อ

คนทำงานควรจะมีการประเมินตัวเองอยู่ตลอดเวลาว่า  ในแต่ละช่วงเวลา  คุณอยู่ระดับไหน  เช่น ถ้าเทียบกับเพื่อนๆในระดับเดียวกันในที่ทำงานเดียวกัน เรารู้สึกว่า  เราน่าจะอยู่ในกลุ่มที่ทำงานมานาน ประสบการณ์เยอะ และถ้าเทียบกับคนในระดับที่สูงกว่าเราอีกหนึ่งระดับ  ก็พบว่าเราก็ไม่ได้มีความรู้ความสามารถห่างชั้นกับเขามากนัก จะต่างกันก็ตรงที่ระดับและตำแหน่งเท่านั้น จุดนี้ก็พอที่จะบอกเราว่า  เราอยู่ในช่วงรอยต่อ  อีกก้าวเดียว  เราก็น่าจะสามารถก้าวขึ้นไปอยู่อีกระดับหนึ่งแล้ว เพราะถ้าเราเปลี่ยนงานช่วงรอยต่อนี้  ชีวิตจะไม่เสี่ยงมากนัก และทำให้อายุงานของเราไม่อยู่ในระดับใดระดับหนึ่งนานจนเกินไป

เปลี่ยนงานในช่วงขาขึ้น

ในช่วงแรกไม่ควรเปลี่ยนงานบ่อย เพราะอยู่ในช่วงของการเก็บเกี่ยวอายุงานและประสบการณ์  และช่วงบั้นปลายของชีวิตการทำงานก็ไม่ค่อยเปลียนงานบ่อย เพราะความเสี่ยงในชีวิตสูงขึ้น อายุมากขึ้น เงินเดือนมากขึ้น ใครจะจ้างก็คิดมากหน่อย ความกระตือรือร้นน้อยลงเพราะผกผันกับอายุตัวและอายุงานที่ทำงานมานาน  แต่ช่วงกลางๆ ของชีวิตการทำงาน จะเปลี่ยนงานบ่อยก็ไม่เป็นไร เพราะภาระในชีวิตยังไม่มาก มีแรงจูงใจในชี่วิตมาก เช่น อยากแต่งงาน อยากเรียนต่อ อยากเก็บเงิน และช่วงกลางของชีวิตการทำงานนี้ เป็นช่วงที่องค์กรกำลังแย่งตัวกันอยู่มาก

ปัจจัยดึงและปัจจัยดัน

ปัจจัยที่พอจะบอกเราได้ ว่า  เราควรจะเปลี่ยนงานหรือไม่คือ ปัจจัยผลักจากที่ทำงานในปัจจุบัน เช่น  ไม่มีวี่แววของความก้าวหน้า หรือมีปัญหาบางอย่างที่เราแก้ไม่ได้แน่ๆ  และปัจจัยดึงคือความต้องการของตลาด เช่น  ความถี่ที่บริษัทหางานนำข้อเสนอดีๆ มาให้เราดูจากโอกาสความก้าวหน้าจากองค์กรอื่น

 

แหล่งที่มา : nationejobs


ผู้เข้าชม : 6588 ครั้ง
 
 
 
 
cheap nfl jerseys cheap nike jerseys cheap mlb jerseys cheap real air jordans cheap soccer jerseys