Training Partner เข้าระบบ
 
Username
Password
Forgot password?
 
สมัครเป็น Training Partner ที่นี่
 
 
 
Keyword
วันที่เริ่มต้น
วันที่สิ้นสุด
 
รับข่าวสารการอบรมสัมมนา
 
 
Knowledge Zone > ข่าวสารแวดวง Training
 
 
 
HR thought Leader : ควรจะอายุเกษียณเมื่อไร ?

 

ข่าวคราวการประท้วงของผู้ใช้แรงงานที่ฝรั่งเศสยังหาข้อยุติไม่ได้ ประเด็นของการประท้วงเป็นเรื่องของการขยายอายุเกษียณจาก 60 ปีเป็น62 ปี มีการต่อต้านจนทำให้เกือบเกิดจลาจลย่อยๆ ด้วยซ้ำ ไม่รู้ว่าจะจบลงอย่างไร แต่มีข้อน่าคิดหลายอย่างที่วันหนึ่งน่าจะมีการเปลี่ยนแปลงทำนองนี้ในวงการแรงงานบ้านเราก็ได้
        
มีคนชอบถามเสมอว่า ว่างงานมาระยะเวลาหนึ่งแล้ว หางานใหม่ไม่ได้สักที อายุเป็นอุปสรรคสำคัญหรือไม่ คนถามมีอายุตั้งแต่ 35ปีขึ้นไป น่าประหลาดใจไหมว่า อายุขนาดนี้ถูกมองว่าหมดโอกาสทำงานแล้วหรือ หากอยู่ในช่วงวัยทอง (50ปีขึ้นไป) จะไม่แปลกใจเลย อาจเป็นไปได้ แต่คน GenY คือขึ้นต้นเลขสามแล้วบอกว่าอายุเป็นอุปสรรคในการหางานละก็ ต้องผิดปกติแน่ๆ
        
ที่สหรัฐอเมริกานั้น เขากำหนดอายุเกษียณที่ 65ปี (นับเป็นมาตรฐานสากลด้วย) แล้วยังมีกฎหมายห้ามกีดกันโอกาสในการทำงานโดยยกเรื่องอายุมาอ้างอีกด้วย นายจ้างรายใดมีพฤติกรรมที่พิสูจน์ได้ว่า ปฏิเสธผู้สมัครเพราะสูงอายุ จะมีความผิด มีคดีฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายเกิดขึ้นมาก มีเพื่อนอเมริกันกระซิบบอกด้วยซ้ำไปว่า อาจขยายออกไปอีกก็ได้ เพราะคนอายุยืนยาวกว่าเดิม แข็งแรงกว่าเพราะดูแลตัวเองดี สหรัฐฯ นั้นแม้ประสบวิกฤติรุนแรง ก็มิได้เปลี่ยนแปลงหรือลดโอกาสตรงนี้
        
ในวงการทำงานบ้านเรา มีการขยายโอกาสการมีงานทำบ้างในบางสาขาอาชีพ เช่น แพทย์ ผู้พิพากษา เมื่อครบ60ปี รัฐยินดีจ้างต่อ แต่เปลี่ยนสถานภาพจากข้าราชการประจำ เป็นลูกจ้างแทน เพราะเราขาดแคลนแพทย์มาก สามารถได้รับการจ้างจนอายุ 72ปี ผู้พิพากษาก็ผลิตไม่ทัน อาจมีจำนวนผู้พิพากษานั่งบัลลังก์ไม่ครบองค์คณะ จึงจ้างผู้พิพากษาต่อโดยมานั่งคดีในศาลล่างเพื่อให้ครบองค์คณะแม้เดิมจะอยู่ในศาลสูงก็ตาม นอกจากนี้ ส่วนตัวยังมีความเชื่อว่า น่าจะมีการขยายอายุเกษียณออกไปอีกในภาพรวม เพราะยังน้อยกว่ามาตรฐานสากลหลายปี ยิ่งกว่านั้น จากการคาดการณ์โครงสร้างประชากรของประเทศ ไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุในอีกสิบห้าถึงยี่สิบปีข้างหน้า
        
ผลพวงจากการรณรงค์ให้คุมกำเนิดอย่างได้ผล วิถีชีวิตของคนหนุ่มสาวเปลี่ยนไป ผู้หญิงพึ่งพาตนเองได้ จึงมีค่านิยมสมัครใจอยู่เป็นโสดมากกว่าจะหาห่วงมาผูกคอ หรือคนที่แต่งงานก็อาจไม่ต้องการมีลูก การดูแลรักษาสุขภาพดี ทำให้อายุเฉลี่ยเพิ่มขึ้นจาก 72 ปี เป็น 78 ปี ทำให้เรามีผู้สูงอายุถึง 25% (ขณะนี้ 15%) แล้วหันมาดูระบบรัฐสวัสดิการหรือประกันสังคม ที่เริ่มต้นช้าไป ทำให้คาดกันว่า น่าจะมีผู้สูงอายุที่ขาดความสามารถในการยังชีพเป็นจำนวนสูง ซึ่งจะเป็นภาระที่น่าหนักใจเพราะขาดคนเลี้ยงดู เราจึงเห็นรัฐให้เงินเลี้ยงชีพแก่ผู้มีอายุ 60ขึ้นไปที่ไม่มีรายได้เดือนละห้าร้อยบาท จนเกิดเสียงกระแนะกระแหนว่า ประชานิยม ทั้งๆ ที่น่าจะทำตั้งนานแล้วด้วยซ้ำ
        
ลองนึกดูว่า ส.ว.(ผู้สูงวัย) เหล่านี้จะเป็นปัญหาสังคมหรือไม่ งบประมาณเท่าใดจึงจะพอเลี้ยง จะต้องกู้เงินมาเลี้ยงคนแก่หรือทางออกที่นุ่มนวลคือการที่ขยายอายุของคนทำงานออกไปอีกอย่างน้อยสามถึงห้าปี ลำพังข้าราชการสองสามล้านคนที่มีอยู่ พอเกษียณยังมีเงินบำนาญยังชีพได้ รัฐดูแลมาดีแล้ว แต่ภาคเอกชนที่เป็นแหล่งงานที่ใหญ่กว่ามาก ใครจะรับผิดชอบ เดือนละห้าร้อยไม่พออยู่แล้ว เงินช่วยเหลือผู้สูงอายุตามกองทุนประกันสังคมก็น้อยนิด เพราะเพิ่งตั้งเมื่อสิบห้าปีนี่เอง กองทุนยังไม่ใหญ่พอจะแบกรับได้เพียงพอต่อการดำรงชีพ ฉะนั้น หากจะขยายอายุการทำงานออกไปอีก น่าจะมีผลดีต่อรัฐและคนทำงานมิใช่หรือ
        
ประเทศสมาชิกของสหประชาชาติส่วนใหญ่ อายุเกษียณมักเกินกว่าหกสิบปีแทบทั้งสิ้น มีเหลือไม่กี่ประเทศที่ยังยึดติดที่หกสิบรวมทั้งประเทศไทยด้วย.... นายจ้างทั้งหลาย ควรมีแผนรองรับการเพิ่มจำนวนอายุล่วงหน้า การขาดแคลนคนทำงานในบางสาขาอาชีพ การบ่มเพาะประสบการณ์ของเบบี้บูมเมอร์หรือคน Gen X ปลายๆ ยังมีคุณค่าที่คนรุ่นหลังขาดหรือยังไม่ตกผลึกเท่าที่ควร น่าจะเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ คนกลุ่มนี้จะมีความจงรักภักดีสูง มีความรับผิดชอบและยังอยากมีสังคม หากยังมีงานทำก็พร้อมอุทิศตนให้กับงานอย่างเต็มที่ จึงวางใจได้ในผลงาน
        
การขยายอายุเกษียณออกไป นอกจากจะส่งเสริมให้คนทำงานมีโอกาสที่ดีแล้ว ยังช่วยลดภาระแก่รัฐในอันที่จะต้องเลี้ยงดูคนมีอายุที่นับวันจะถูกทอดทิ้งเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย
 
 
 
ที่มา : หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายสัปดาห์

ผู้เข้าชม : 2461 ครั้ง
 
 
 
 
cheap nfl jerseys cheap nike jerseys cheap mlb jerseys cheap real air jordans cheap soccer jerseys