Training Partner เข้าระบบ
 
Username
Password
Forgot password?
 
สมัครเป็น Training Partner ที่นี่
 
 
 
Keyword
วันที่เริ่มต้น
วันที่สิ้นสุด
 
รับข่าวสารการอบรมสัมมนา
 
 
Knowledge Zone > ข่าวสารแวดวง Training
 
 
 
สัญญาณเตือนฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ HR 2020 จะต้องรับมือประชาชาติอาเซียน

จะว่าไปงานสัมมนา มอง HR 2020 ผ่านเลนส์ซีอีโอที่จัดขึ้นที่สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผ่านมา มีประเด็นที่ให้ขบคิดอยู่หลายเรื่อง

ยิ่งเฉพาะต่อประเด็นที่ "รศ.ดร.ศิริยุพา รุ่งเริงสุข" กรรมการบริหาร-หัวหน้าหลักสูตรการบริหารบุคคล สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ ที่ตั้งข้อสังเกตว่า ต่อไปบุคลากรในสายงานบริหารจัดการบุคคลจะต้องไม่ยุ่งแต่เฉพาะเรื่องคนเท่านั้น

หากจะต้องทำหน้าที่เป็นนักสร้างแบรนด์, นักประชาสัมพันธ์, นักการสื่อสาร และจะต้องทำหน้าที่เป็นผู้ตรวจสอบผลงานและหุ้นส่วนเชิงกลยุทธ์กับซีอีโอด้วย

ผมเห็นด้วยกับ "รศ.ดร.ศิริยุพา" เป็นอย่างมาก เพราะที่ผ่านมาของหลายองค์กร ฝ่ายทรัพยากรมนุษย์เสียเวลาไปมากกับการรับสมัครพนักงาน การพัฒนาพนักงาน การอบรมพนักงาน รวมไปถึงเรื่องการหาโซลูชั่นต่าง ๆ ในการพิจารณาเงินเดือนพนักงานและโบนัส

ซึ่งถือเป็นงานพื้น ๆ ของฝ่ายทรัพยากรมนุษย์

แต่การตั้งข้อสังเกตของ "รศ.ดร.ศิริยุพา" นอกจากจะเห็นมุมมองของภาพ HR ที่จะต้องเปลี่ยนไปในอนาคต โดยเฉพาะอีก 10 ปีข้างหน้านั้น น่าจะเป็นภาพ ที่หลายองค์กรในประเทศไทยควรนำไปปรับใช้

ถามว่าเพราะอะไร ?

คำตอบคือ ในอีก 5 ปีข้างหน้าประเทศไทยจะเป็นหนึ่งในประชาชาติอาเซียน และต่อไปบุคลากรในอาเซียนจะสามารถเดินทางเข้ามาทำงานในประเทศอาเซียนเดียวกัน

อาจเริ่มต้นจากอาชีพแพทย์, พยาบาล, ทนายความ, วิศวกร และอื่น ๆ ก่อน แต่ต่อไปเชื่อแน่ว่าเมื่อมีการเปิดเสรีกัน มากกว่านี้ อีกหลาย ๆ อาชีพจะทำงานข้ามประเทศเป็นว่าเล่น

ฉะนั้น ต่อมุมมองตรงนี้จึงเป็นมุมมอง ที่น่าสนใจ และมองข้ามไม่ได้เป็นอันขาด ยิ่งถ้าไปเปรียบเทียบกับประเทศสิงคโปร์, ฟิลิปปินส์, เวียดนาม, อินโดนีเซีย ที่มีพื้นทางภาษาที่ 2 และภาษาที่ 3 มากกว่าเรา เขาจะได้เปรียบกว่าเรามาก

ยิ่งถ้าเขาเหล่านี้มีพื้นทางการศึกษาดี มีความรู้ความสามารถ ทำไมล่ะองค์กร ต่าง ๆ ในประเทศไทยจะไม่รับเขาไว้ในฐานะ talent group ของบริษัท

บวกกับอีกประเด็นหนึ่งที่ "รศ.ดร.ศิริยุพา" ตั้งข้อสังเกต คือ ต่อไปในอนาคตองค์กรยุคใหม่จะต้องประกอบด้วยคน 4 เจเนอเรชั่น ซึ่งประกอบด้วยคนรุ่นเบบี้ บูมเมอร์, เจน X, เจน Y และเจน Z

ตอนนี้ถ้ามองกันในความเป็นจริง เราจะเห็นว่าหลาย ๆ องค์กรต่างมีคนเหล่านี้ ผสมผสานอยู่ และบางองค์กรไปได้ดี ขณะที่บางองค์กรก็ประสบปัญหา

องค์กรที่ไปได้ดีอาจเป็นองค์กรที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับเทคโนโลยีไอที, วิศวกร หรือธุรกิจที่เกี่ยวกับคนรุ่นใหม่ ซึ่งอาจจะมีผู้บริหารระดับสูงที่เข้าใจในธรรมชาติของธุรกิจ และธรรมชาติของคนรุ่นใหม่

ดังนั้น การผสมผสานจึงไม่เกิดปัญหา

แต่สำหรับองค์กรที่ประสบปัญหา อาจเริ่มตั้งแต่ผู้บริหารระดับสูง ผู้บริหารระดับกลาง และหัวหน้างาน ที่มีความรู้สึกว่า จุดเริ่มต้นของการทำงานจะต้องอดทน ต้องค่อยเป็นค่อยไปถึงจะถึงจุดแห่งความสำเร็จ

ประกอบกับธุรกิจอาจเป็นธุรกิจที่มีวัฒนธรรมองค์กรแบบอนุรักษ์ จึงทำให้คนในวัยเจน Y และเจน Z รู้สึกและรับไม่ได้ต่อการค่อย ๆ เติบโตในชีวิต

เนื่องเพราะคนเหล่านี้ต้องการทุกอย่างแบบ full option อันหมายถึงเงินเดือนต้องดีในระดับหนึ่ง สวัสดิการ โบนัส ความก้าวหน้าในวิชาชีพ และงานต้องท้าทาย

ซึ่งถ้าไม่มีองค์ประกอบเหล่านี้ คนรุ่นนี้ก็จะอยู่กับองค์กรไม่นาน

ฉะนั้น ต่อมุมมองของ "รศ.ดร.ศิริยุพา" จึงถือว่าในอนาคตอีก 10 ปีข้างหน้าฝ่ายทรัพยากรมนุษย์จึงต้องทำการบ้านอย่างหนัก และจะต้องวาง career path ให้ชัดเจน หาไม่เช่นนั้นจะเกิดปัญหาได้

ที่สำคัญอีกประการต่อมุมมองเรื่องนี้ ผมมีความรู้สึกว่าตอนนี้คนรุ่นเบบี้บูมเมอร์กำลังค่อย ๆ เกษียณอายุ และบางองค์กรที่ปรับตัวทันพยายามที่จะสร้าง succession planning ของตัวเองขึ้นมา แต่บางองค์กรแทบจะหา successor ไม่ได้เลย

ขณะที่บางองค์กรยังคิดไม่ถึงด้วยซ้ำ

หรือบางองค์กรพยายามสร้างลูกหรือหลานขึ้นมาบริหาร ด้วยการส่งลูก หลานเข้ามาเรียนรู้งานจนกว่าจะถึงจุด ๆ หนึ่งแล้วให้ขึ้นมาบริหารแทน

ซึ่งตรงนี้ถ้าจะมองให้มีปัญหาก็อาจเป็นอีกปัญหา เพราะบางองค์กรพนักงานยอมรับนับถือเฉพาะคนรุ่นพ่อ-แม่ แต่ไม่นับถือรุ่นลูก และลูกจะต้องผ่านบททดสอบและแรงกดดันเหล่านั้นให้ได้

ที่สำคัญหากคนรุ่นลูกไม่มีความถนัดในธุรกิจครอบครัว แต่ต้องทนแบกรับเอาไว้ ตรงนี้ยิ่งน่ากลัวที่สุด เพราะจะนำพาองค์กรไปแบบไม่มีชีวิต มีวัฒนธรรมองค์กรใหม่ที่อาจทำให้เกิดปัญหากับพนักงานโดยรวมได้

ยิ่งถ้าเขามีความคิดว่า สิ่งที่ขับเคลื่อนองค์กรยากที่สุดคือคนรุ่นเก่าด้วย ยิ่งจะทำให้องค์กรถ่างออกจากกันมากขึ้น

นอกจากมุมมองของ "รศ.ดร.ศิริยุพา" ยังมีมุมมองของซีอีโออย่าง "ดร.อเล็กซานเดอร์ เพาฟ์ เลอร์" ประธานและซีอีโอบริษัท เมอร์เซเดส เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด ที่มองว่า ในอนาคตเราจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องให้ความสำคัญกับคนเก่งและ คนที่เป็นเดอะสตาร์

ยิ่งในธุรกิจของเขาเป็นธุรกิจบริการด้วย ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องสร้าง พนักงานเหล่านั้นให้มีความคิดแบบจิตบริการ

และเขาในฐานะผู้นำมองว่า การที่จะทำเช่นนั้นได้ผู้บริหารจะต้องเข้าไปพูดคุยให้คำปรึกษาเขาเสมือนเป็นการโค้ชตัวต่อตัว เพื่อสร้างเขาให้มีศักยภาพต่อไป

อันนี้ไปสอดรับกับความคิดของ "บุปผาวดี โอวรารินทร์" กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทาวเวอร์ส วัตสัน (ประเทศไทย) จำกัด ที่มองว่าทิศทางของ HR ในอนาคตจะต้องมีความสอดคล้องกับสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันองค์กรต่าง ๆ ก็พยายามแข่งขันกันในเรื่องของนวัตกรรมสินค้าและบริการ

ดังนั้น ฝ่ายทรัพยากรมนุษย์จึงต้องมีการปรับเปลี่ยนและพัฒนาอย่างเท่าทันด้วย ถึงจะทำให้เส้นทางเดินของฝ่าย HR ประสบความสำเร็จ

ในมุมมองตรงนี้ ถ้ามองอย่างผู้ทำธุรกิจด้านการวางแผนและบริหารบริษัทไทย ยามาฮ่ามอเตอร์ "พงศธร เอื้อมงคลชัย" ที่ต้องทำตลาดในกลุ่มประเทศอาเซียนเขาก็มองว่า ในส่วนของ HR ในตอนนี้ หรืออีก 10 ปีข้างหน้า ฝ่าย HR จะต้องโฟกัสในเรื่องของการขยายตัวอย่างรวดเร็วทางเศรษฐกิจของประเทศในกลุ่มอาเซียน

และจะต้องมีวิสัยทัศน์มองออกด้วยว่าธุรกิจที่ทำอยู่จะเสียเปรียบหรือได้เปรียบอย่างไรบ้างต่อการเปิดเสรีอาเซียนครั้งนี้ เพราะจะเกี่ยวข้องกับบุคลากรทั้งระบบที่ข้ามไปมาระหว่างกัน

ดังนั้น ถ้าจะมองอย่างสรุปคงเป็นจริงอย่างที่วิทยากรหลายท่านตั้งข้อสังเกต และมีความเป็นไปได้ว่าฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ในปัจจุบันจะทำงานแบบเดิม ๆ ไม่ได้อีกแล้ว

แต่จะต้องแสวงหาความรู้มาก ๆ ทั้งยังจะต้องมีวิสัยทัศน์กว้างไกลด้วย หาไม่เช่นนั้นองค์กรของคุณอาจประสบปัญหาได้

เพราะอย่างที่ทราบ ทุกถ้อยคำที่วิทยากรเตือนต่างอยู่บนพื้นฐานของเหตุและผล ซึ่งมีความเป็นไปได้ทั้งสิ้นว่าในอนาคตอีก 5-10 ปีข้างหน้า บทบาทของฝ่ายทรัพยากรมนุษย์คงอาจจะเป็นบทบาทของพระเอก-นางเอกที่อาจนำพาองค์กรไปสู่ความสำเร็จได้

ที่ล้วนเป็นเรื่องจริงทั้งสิ้น ?

 

ที่มา :  ประชาชาติธุรกิจ


ผู้เข้าชม : 2604 ครั้ง
 
 
 
 
cheap nfl jerseys cheap nike jerseys cheap mlb jerseys cheap real air jordans cheap soccer jerseys