Training Partner เข้าระบบ
 
Username
Password
Forgot password?
 
สมัครเป็น Training Partner ที่นี่
 
 
 
Keyword
วันที่เริ่มต้น
วันที่สิ้นสุด
 
รับข่าวสารการอบรมสัมมนา
 
 
Knowledge Zone > ข่าวสารแวดวง Training
 
 
 
ความหลากหลายที่ไม่แตกต่าง

 คำนี้ค่อนข้างใหม่ ที่ว่าใหม่ หมายความว่า เพิ่งเข้ามาเป็นที่รู้จักในแวดวงการบริหารบุคคลเมื่อไม่นานมานี้เอง หลังจากที่เราคุ้นกับคำว่า Globalization (โลกาภิวัฒน์) ได้ไม่นาน ก็มีการพูดถึง Diversity ตามมา

ซึ่งน่าจะเป็นเพราะการเป็นโลกไร้พรมแดน (Borderless world) คือมีความใกล้ชิดกันมากขึ้น การเคลื่อนไหวติดต่อไปมาหาสู่กัน มีความง่ายสะดวกรวดเร็วกว่าเดิม เพียงกระดิกปลายนิ้วนิดเดียว ก็ท่องโลกได้ทั่ว

 คำว่า Diversity เข้ามาหมุนวนในงานบริหารบุคคลได้ เพราะมีการเคลื่อนย้ายแรงงาน (Migration) ไหลไปในอาณาบริเวณที่กว้างขวาง แล้วเป็นไปในแรงงานทุกระดับ เราเคยคุ้นมานานแล้วกับการมีชาวต่างชาติเข้ามาทำงานร่วมกันและมักจะมาเป็นผู้บังคับบัญชาด้วย แต่บัดนี้เปลี่ยนไปแล้ว ต่างชาติมาเป็นนายก็มี ต่างชาติมาเป็นคนงาน เป็นลูกน้องก็ไม่น้อย คละเคล้าปนเปไป เช่น ที่สมุทรสาคร มีแรงงานต่างด้าวชาวพม่ามาทำงานเป็นคนงานในโรงงานอาหารแช่แข็ง ลูกเรือประมง มากมายจนมีเสียงพูดกันว่า ประชากรแรงงานพม่าที่นั่นที่เดียว มีมากกว่าสองแสนคนทีเดียว

 Diversity นั้น ขอแปลว่า ความหลากหลาย ต้นแบบของคำนี้น่าจะอยู่ที่สหรัฐอเมริกา ประเทศที่เน้นสิทธิเสรีภาพเป็นสำคัญ คำนี้จะไม่ต้องมาพูดถึงเป็นพิเศษ หากไม่มีปัญหาเกิดขึ้นอย่างมากมาย จนต้องเกิดวิธีบริหารจัดการความหลากหลาย (Diversity Management)  สหรัฐฯนั้นเป็นที่รวมของคนชาติต่างๆ แทบจะจากทุกมุมโลกก็ว่าได้ ผิวสีต่างๆมีครบจะขาวจะเหลืองจะดำจะแดงมีหมด แม้จะเคยขึ้นชื่อลือชาว่า ผิวดำถูกเหยียดผิวจากคนขาวอย่างรุนแรง แต่บัดนี้ดูจะเบาบางลงไปมาก ถึงขนาดประธานาธิบดียังผิวสีเลย แต่ความหมายของคำนี้กว้างกว่าสีของผิว เขาครอบคลุมหมดไม่ว่า จะสีผิว เชื้อชาติ ศาสนา เพศ อายุตามช่วงวัยต่างๆ โอกาสในการเติบโต ลักษณะการจ้าง ความรู้ วัฒนธรรม ทักษะหรือมาตรฐานความสามารถที่แตกต่าง นี่คือความหลากหลายที่เกิดขึ้นในซีกโลกตะวันตก ซึ่งได้รับการยอมรับว่าสำคัญมาก ถึงขนาดมีการอบรมเรื่องนี้โดยเฉพาะ หรือตั้งตำแหน่งผู้บริหารความหลากหลายด้วยซ้ำไป

จากความหลากหลายอย่างที่เล่ามา ภาครัฐได้ออกกฎหมายออกมาใช้บังคับอย่างชัดเจน เพราะความหลากหลายนั้นเกิดมานานแล้ว เขาจึงมีกฎกติกาที่ครอบคลุมอย่างทั่วถึง ดูแลได้อย่างดี ซึ่งรวมตลอดไปถึงการยอมรับในสิทธิมนุษยชนไปด้วยพร้อมๆกัน คนที่จะทำงานด้านการบริหารบุคคลในสหรัฐฯนั้น ละเลยไมได้เป็นอันขาดในเรื่องของกฎหมาย ต้องรู้และปฏิบัติตาม มิฉะนั้น จะมีบทลงโทษที่ร้ายแรง นายจ้างที่ทำผิดนั้น จะต้องโดนปรับเป็นเงินจำนวนสูงมาก แม้จะยอมรับในสิทธิของคนทุกคนเสมอหน้ากัน ไม่มีการแบ่งแยกในเรื่องสีผิว เชื้อชาติ ศาสนา สัญชาติ เพศ แต่ก็เกิดการกระทำผิดเสมอๆ เช่น หากรังเกียจคนต่างเชื้อชาติจนไม่อยากรับเข้าทำงาน แต่จะนำมาใช้เป็นเหตุปฏิเสธไม่ได้ ตำแหน่งนี้อยากได้เพศชาย เลยปฏิเสธไม่รับผู้สมัครที่เป็นเพศหญิง อย่างนี้ถือว่าผิด มีโทษปรับเป็นเงินสูง จากการติดตามข่าวอย่างสม่ำเสมอ พบว่า ยอดรวมเงินค่าปรับนั้น สูงกว่าเดือนละ หลายแสนดอลล่าร์ต่อเดือนทีเดียว

 ผู้ใช้แรงงานในสหรัฐฯ มีความโชคดีตรงที่กฎหมายเฉียบขาด ทั้งนายจ้างและลูกจ้างต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด เมื่อเร็วๆนี้ อ่านข่าวว่ามลรัฐอริโซน่า ซึ่งอยู่ใกล้เขตแดนเม็กซิโก ได้ออกกฎหมายจัดการกับแรงงานที่หนีข้ามแดนมาทำงานอย่างรุนแรง ทีแรกมีเสียงต่อต้านมาก แต่พอรู้รายละเอียด เสียงคัดค้านเงียบลงอย่างรวดเร็ว แทบไม่มีเสียงค้านเหลือเลยด้วยซ้ำ ถือเป็นส่วนหนึ่งของ Diversity Management

เคยทำงานในองค์การต่างชาติ ที่สำนักงานใหญ่ที่ตั้งอยู่ที่นิวยอร์ค มีคนทำงานมากกว่า 50 เชื้อชาติ มีคนผิวดำไม่น้อยที่อยู่ในตำแหน่งผู้บังคับบัญชามีลูกน้องเป็นคนขาวมากมาย ในสำนักงานของธนาคารโลก องค์การการเงินระหว่างประเทศ (IMF- International Mutual Fund) มีชาวสิงค์โปร์ ชาวอาฟริกัน เป็นผู้บริหารระดับสูงหลายคน สำนักงานใหญ่ธนาคารซิตี้แบงค์ มีชาวอินเดีย เชื้อสายยิว เชื้อสายจีนเป็นท็อปทีมเลยทีเดียว ไม่เคยมีปัญหาเรื่องวัฒนธรรมเลย เคยมีนายเป็นเชื้อสายยิว เขาจะทานอาหารที่เป็นผักเท่านั้น มีอยู่ครั้งหนึ่ง เขาเดินทางมาที่ฮ่องกง ก็เรียกผู้ใต้บังคับบัญชาจากภูมิภาคนี้ทั้งหมดไปพบ มีการเลี้ยงกันหลายครั้งรวมทั้งโต๊ะจีนด้วย พวกเราทานอาหารทั้งเซ็ท สิบอย่าง เขาก็นั่งทานและสนทนากับพวกเรา โดยมีอาหารสิบชนิดเหมือนกัน แต่เป็นผักทั้งสิบจานเลย ก็เห็นเขาปกติดี ไม่มีบ่นไม่ปฏิเสธเลยสักอย่าง บ้านเราเดี๋ยวนี้ก็ไม่น้อยหน้าแล้ว มีชาวต่างชาติสนใจอยากมาทำงานที่ประเทศไทยมากมาย เขาไถ่ถามมาทางหน้าเว็บที่ตอบปัญหารายวันเสมอ ไม่ว่าจะเป็นออสเตรเลีย อินเดีย พม่า จีนหรือเวียตนาม แปลว่าแหล่งคนทำงานนั้น ขยายออกไปได้กว้างทั่วโลก เรียกได้เลยว่า Global Sourcing ทีเดียว ในทางกลับกัน คนไทยก็ออกไปทำงานนอกประเทศมากขึ้นเช่นกัน แม้จะหนักไปในกลุ่มที่เราเรียกว่า นักรบแรงงานก็ตาม คือแรงงานระดับล่างหรือกึ่งฝีมือเป็นส่วนใหญ่

แวดวงการบริหารบุคคลของเรา มีการปรับเปลี่ยนให้มีความหลากหลายเช่นกัน แต่อาจจะแตกต่างจากของสหรัฐฯต้นแบบบ้าง แต่พอจะอยู่ในความหมายของคำนี้ได้เช่นกัน เราอาจไม่เน้นในเรื่องสีผิวเลย แต่เราสร้างความหลากหลายที่ลักษณะการจ้าง สภาพการจ้าง และเกิดขึ้นทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นเอกชน หรือภาครัฐ ต่างรับเอาความหลากหลายมาใช้โดยทั่วถึง แต่น่าเสียใจว่า ความหมายถูกแปรเปลี่ยนไป ขณะเดียวกัน กฎหมาย ระเบียบที่จะทำให้เกิดความเป็นธรรม ความสันติสุขในวงการ ปรับเปลี่ยนไม่ทันพัฒนาการของการจ้างงาน ความหลากหลายที่เกิดจึงมีภาพลักษณ์ที่ไม่ค่อยดี มีช่องว่างให้เกิดการเอารัดเอาเปรียบ เกิดความเหลื่อมล้ำ สร้างความไม่พอใจมากกว่าจะเกิดความพอใจ

โครงสร้างของบุคลากรในองค์การปัจจุบัน ประกอบด้วย พนักงานประจำ พนักงานทดลองงาน ลูกจ้างตามสัญญา พนักงานจ้างงานนอก (Outsourcing) บางองค์การอาจมีมากกว่านี้ก็ได้ กลุ่มที่ใหญ่ที่สุดน่าจะได้แก่ พนักงานประจำ ซึ่งมีหลากหลายตำแหน่งงาน หลายระดับ อาจมีตั้งแต่ระดับล่างสุดจนสูงสุด หรือบางแห่งอาจไม่มีระดับล่างสุดเลยก็ได้  แต่มีพนักงานจ้างงานนอกมาแทน เช่น แม่บ้าน ยาม พนักงานรปภ. อาจรวมถึงพนักงานขับรถด้วยก็ได้ พวกลูกจ้างตามสัญญา มักอยู่ในตำแหน่งที่เป็นงานชั่วคราวหรืองานโครงการ สิ้นสุดการจ้างภายในเวลาสองปีตามที่กฎหมายกำหนด ตำแหน่งที่ปรึกษาเฉพาะด้าน ส่วนพนักงานทดลองงานนั้น ในระยะเวลาไม่นานจะเปลี่ยนสถานะเป็นพนักงานประจำ ประเด็นความหลากหลายที่สร้างปัญหามักจะอยู่ในกลุ่มของพนักงานจ้างงานนอก คือบางทีไม่มีอัตรากำลังตั้งรับ ก็เลือกจ้างพนักงานจ้างงานนอก มาทำ ทำงานเหมือนพนักงานประจำที่มีอยู่ แต่แตกต่างในค่าจ้างค่าตอบแทน ความมั่นคง สวัสดิการ แค่นี้ก็นึกภาพได้แล้วว่า จะเกิดปัญหาอะไร หรือมีคนหลาย Generation ทำงานอยู่ด้วยกัน โดยเฉพาะองค์การมีมีอายุก่อตั้งนานๆ ยังมีคนเก่าๆสูงอายุอยู่ไม่น้อยและอาจเป็นระดับบริหารด้วย ต้องทำงานร่วมกับเด็กๆ generation y ที่คราวลูกหลาน หรือกลับกัน คนสูงอายุมีหัวหน้าอายุคราวลูกหลาน ปัญหาเกิดขึ้นง่ายมาก การไม่ยอมรับ การไม่เชื่อถือ การถือตัวว่าอาวุโสกว่า ล้วนแต่เป็นปมที่เกิดจาก ความหลากหลายทั้งสิ้น

ในภาคราชการ เห็นความหลากหลายได้อย่างชัดเจน อันเป็นผลมาจากภาวะเศรษฐกิจ ผนวกกับการปฏิรูประบบราชการ แต่ขณะนี้น่าจะก่อปัญหาให้แก่ผู้ถือกฎไม่น้อย (กพ.) กล่าวคือ โครงสร้างของคนทำงานในภาคราชการประกอบด้วย ข้าราชการ พนักงานราชการ ลูกจ้างตามสัญญา ลูกจ้าง และพนักงานจ้างงานนอก ที่ปรึกษา นี่ยังไม่ได้รวมไปถึงรัฐวิสาหกิจสังกัดกับกระทรวงต่างๆอีกเกือบหกสิบแห่ง ซึ่งมีกฎหมายควบคุมต่างหาก บางส่วนคล้ายราชการ แต่อีกบางส่วนก็คล้ายภาคเอกชน นี่ก็คือความหลากหลายที่ต้องมีการบริหารจัดการที่หลายหลากเช่นกัน

เมื่อนำทั้งภาคราชการและเอกชนมาคู่กัน ความหลากหลายมีส่วนเหมือนกันคือ คนทำงานมีหลายสถานภาพ ได้รับการปฏิบัติที่แตกต่างกัน สิทธิประโยชน์แตกต่างกัน ความมั่นคงผิดกันไกล คาดได้เลยว่า ในระยะยาวจะต้องเกิดปัญหาใหญ่โดยเฉพาะเมื่อระบบรัฐสวัสดิการไม่สามารถดูแลได้อย่างทั่วถึง เช่น เมื่อพ้นวัยทำงานจะกลายเป็นภาระแก่สังคม ระบบประกันสังคมเข้าไม่ถึง สภาพสังคมคนพ้นวัยทำงานจะไม่มีรายได้แม้แต่จะยังชีพด้วยมาตรฐานต่ำสุด ปมปัญหาที่ใหญ่ที่สุดที่เกิดขึ้นในวงการจ้างงานของเรา น่าจะได้แก่ประเด็นของความเหลื่อมล้ำของรายได้ ความมั่นคงของงาน สิทธิประโยชน์ คนหนึ่งสังกัดบริษัทผู้ว่าจ้างงานนอก คนหนึ่งสังกัดผู้รับจ้างงานนอก แม้จะทำงานเหมือนกัน ทุกอย่างก็ไม่เท่ากัน รัฐมีกฎหมายควบคุมไหม มี แต่กฎหมายเขียนขึ้นโดยขาดความเข้าใจลึกซึ้งว่า เรื่องของ Outsource นั้นเป็นอย่างไร แง่มุมที่ควรควบคุมอยู่ตรงไหนบ้าง จึงเขียนแบบกว้างๆ ขาดรายละเอียดในจุดที่อ่อนไหว เช่น อัตราค่าบริการ สิทธิประโยชน์ อัตราเงินเดือนที่คนทำงานได้รับเทียบกับค่าจ้างที่เรียกเก็บจากนายจ้างยังห่างกันไม่น้อย ความก้าวหน้า ความมั่นคงที่ผู้ใช้แรงงานแสวงหา ภาคราชการตอนนี้ได้ทราบมาประปรายว่า มีการดูแลมากขึ้น ยืดหยุ่นกว่าเดิม เพิ่งมีข่าวของสถาบันการศึกษาแห่งหนึ่งของรัฐ มีรูปแบบการจ้างบุคลากรหลายแบบ กำลังจะเปลี่ยนแปลงสิทธิประโยชน์บางอย่างที่เคยให้แก่พนักงานราชการ ซึ่งน่าจะด้อยกว่าเดิม แต่พนักงานไม่ยอม ความขัดแย้งยังไม่จบ มีการเจรจาอยู่ ไม่ทราบว่าจะจบลงอย่างไร นี่คือปัญหาของความหลากหลายที่เกิดขึ้น

มีตัวอย่างดีๆที่อยากเล่าเหมือนกัน บริษัทยุโรปที่เข้ามาดำเนินธุรกิจในประเทศไทย ทำธุรกิจประกันชีวิต มีเครือข่ายทั่วโลก มีพนักงานกว่าแสนคนทั่วโลก มีอายุการก่อตั้งมานับร้อยปี เป็นการเข้ามาเทคโอเวอร์จากบริษัทของอเมริกัน ลองวาดภาพว่าจะหลากหลายตรงไหนบ้าง ระบบการบริหาร สไตล์ของการนำองค์การ ความคาดหวัง ระบบ ระเบียบ วัฒนธรรม ใครเคยทำงานกับต่างชาติจะทราบว่า ยุโรปจะค่อนข้างหัวเก่า ควบคุมใกล้ชิด (Strictly Control) อเมริกันจะให้อิสระเต็มที่ (Freedom to Act) แค่นี้ก็ปวดหัวกันไปถ้วนทั่วแล้ว สิ่งที่ตามมาคือการเปลี่ยนตัวผู้บริหาร การเข้ามาควบคุมงาน วิธีทำงาน คนทำงานต้องปรับเปลี่ยนกันเกือบจะพลิกโฉมเลยไหมนี่ ต้องยอมรับว่า ผู้บริหารเขามีวิสัยทัศน์ในเรื่องคนดีมาก HR ต้องเป็นตัวขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ นับเป็นการเรียนรู้ครั้งสำคัญในชีวิตการทำงานก็ว่าได้

ประธานบริษัท ส่งจดหมายชี้แจงถึงพนักงานทุกคน ปลุกปลอบให้ทราบว่า ไม่ต้องตระหนก เขาวางเป้าหมายไว้ชัดแจ้งแล้ว บอกเล่าให้รู้ทีละขั้นตอน เขาไม่เปลี่ยนแบบพลิกฝ่ามือเดียว แต่ใช้กลยุทธ์ ตีลูกซึมส่งจดหมายมาทุกอาทิตย์ ผู้บริหารผลัดเปลี่ยนเดินทางมาเยี่ยมเยียน เรียก HR ไปอบรม Mindset Program ฝึกภาคปฏิบัติด้วย มอบบทบาท Change Agent ให้ โดยกำหนดเวลาให้ 3 ปี สำนักงานใหญ่สนับสนุนด้วยการผลิตวีดิโอคลิปให้ใช้ทั่วโลก

เมื่อต้องลงมือทำ เขามีนโยบายให้พนักงานทุกคนต้องเข้ารับทราบ ในโปรแกรมจะมีเนื้อหาที่บอกเล่าถึงความเป็นมาของบริษัท ประเภทธุรกิจที่หลากหลายจริงๆ ทั้งด้านการเงิน การประกัน โมเดิร์นเทรด ผลิตภัณฑ์เครื่องดื่ม ฯลฯ โครงสร้างบุคลากรทั่วโลก นโยบายการตลาดก็ที่นี่แหละที่ได้เรียนกลยุทธ์การตลาดที่นายกรมต.คนหนึ่งของเรานำมาใช้ นั่นคือ ใช้กลยุทธ์ Be on the First Page เสมอ การสร้างแบรนด์ การสื่อความ ทุกหัวข้อมีการทำสำรวจ วิจัย วิเคราะห์กันมาก่อนแล้ว เช่น เรื่องการสื่อความ มีการสำรวจว่า พนักงานอยากได้ยินข่าวอะไร เกี่ยวกับใครบ้าง ใช้หลักคิดแบบ Mind Map แสดงให้เห็นชัดเจน ผลปรากฏว่าพนักงานทั่วโลก ต่างได้รับการอบรมพัฒนาไปในทิศทางเดียวกัน ทีมผู้บริหารยุโรปชุดใหม่ ชนะใจได้ใจพนักงานทั่วโลก ช่องว่างมีเหลือน้อยเต็มที ทุกคนอยู่ได้ท่ามกลางความหลากหลาย แม้แต่เรื่องช่องว่างระหว่างอายุของคนในองค์การก็แทบไม่มี เขาประกาศนโยบายสำคัญเรื่องหนึ่งคือ ทุกสำนักงานทั่วโลก ต้องมีสัดส่วนผู้หญิงอยู่ในระดับบริหารอย่างน้อย 40% อย่างนี้ไม่ชนะใจคนได้อย่างไร สำนักงานในประเทศไทยไม่มีใครลาออกเลยสักคนหลังการควบรวมกิจการ (Merger & Acquisition) เมื่อมีการสร้างสำนักงานใหญ่แห่งใหม่ที่ยุโรป ประธานส่งจดหมายเชิญชวนให้พนักงานทั่วโลกประกวดตั้งชื่อตึกใหม่ด้วย มีคนส่งชื่อไปหลายพันชื่อ พองานเปิดตึกเขาเชิญพนักงานที่ชนะการประกวดชื่อตึกไปร่วมงานด้วย สิ่งที่ประทับใจมากตอนที่ประธานมาเยี่ยมเมืองไทยนั้น เขาให้ทายปัญหาว่า ใครเอ่ยที่ได้มีโอกาสร่วมโต๊ะเสวยกับประมุขของประเทศ ก็ทายว่าในบ้านเราไง ใครซื้อโต๊ะงานการกุศลราคาเป็นแสน ก็มีโอกาสได้เข้าร่วมโต๊ะเสวยกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวหรือไม่ก็พระราชินีนาถ พอเขาเฉลยแทบหงายหลัง ที่ประเทศเขาต่างหาก เขาเองก็ประหลาดใจว่า ประเทศเขามาเหมือนประเทศเราได้อย่างไร คำอธิบายก็คือ เพราะต่างมีระบบกษัตริย์เหมือนกันนั่นเอง เห็นไหม ท่ามกลางความหลากหลาย ยังมีความเหมือนกันจนได้

หลายคนอาจกำลังเผชิญกับความหลากหลายอยู่โดยไม่รู้ตัว นั่นเป็นเพราะเราไม่ได้รู้สึกว่าสำคัญหรือปวดหัวตัวร้อน ยกเว้นคนที่อยู่ในความหลากหลายนั้นเอง จึงจะรู้สึก หากรู้จักมองรอบๆตัว สนใจคนอื่นอย่างจริงจัง คนที่มีอำนาจตัดสินใจรู้วิธีการที่จะบริหารจัดการท่ามกลางความแตกต่างให้ได้ มีใจเป็นธรรม ไม่หาทางเอาเปรียบบนความไม่รู้หรือความขัดสนของคนอื่น ทุกคนในองค์การจะเป็นสุข สังคมก็จะเป็นสุขและสงบไปด้วย

 

ที่มา: http://www.pmat.or.th


ผู้เข้าชม : 2311 ครั้ง
 
 
 
 
cheap nfl jerseys cheap nike jerseys cheap mlb jerseys cheap real air jordans cheap soccer jerseys