Training Partner เข้าระบบ
 
Username
Password
Forgot password?
 
สมัครเป็น Training Partner ที่นี่
 
 
 
Keyword
วันที่เริ่มต้น
วันที่สิ้นสุด
 
รับข่าวสารการอบรมสัมมนา
 
 
Knowledge Zone > ข่าวสารแวดวง Training
 
 
 
Leading Bold Change

 “กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว... มีนกเพนกวินฝูงหนึ่ง ใช้ชีวิตอย่างสุขสบายอยู่บนก้อนภูเขาน้ำแข็งในทวีปแอนทาร์ติก้า พวกมันภูมิใจและะผูกพันกับอาณาจักรแห่งนี้มาก และตั้งใจจะอยู่เช่นนี้ตลอดไปชั่วกาลนาน
       
       ในขณะที่นกเพนกวินตัวอื่นๆ ง่วนอยู่กับการหาปลาตามปกติสุข เพนกวินหนุ่มตัวหนึ่งชื่อ “เฟรด” ซึ่งมีนิสัยช่างสังเกตโดยกำเนิดและชอบเก็บข้อมูลต่างๆไว้ในกระเป๋าเอกสารของมัน (ใช่ครับ กระเป๋าเอกสาร... เรื่องนี้เป็นนิทานนะจ๊ะ) ได้ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการศึกษาและสังเกตความเปลี่ยนแปลงของภูเขาน้ำแข็ง ในยามที่เหล่าเพนกวินพากันเฮฮาปาร์ตี้ เฟรดใช้ชีวิตอยู่กับดินสอและการวิเคราะห์ข้อมูล
       
       อยู่มาวันหนึ่ง เฟรดสังเกตว่าได้เกิดรอยแยกหลายแห่งบนภูเขาน้ำแข็ง เฟรดเริ่มกังวลเพราะรอยแยกเหล่านี้น่าจะหมายถึงการละลายตัวของงน้ำแข็ง ที่ แย่ยิ่งกว่านั้น เฟรดยังค้นพบโพรงถ้ำขนาดใหญ่ภายใต้ภูเขาน้ำแข็งที่อาจเป็นอันตรายต่อโครงสร้างทั้งหมด เฟรดสรุปกับตัวเอง ได้อย่างไม่มีข้อสงสัยว่า ภูเขาน้ำแข็งที่เขาและเพื่อนๆอาศัยอยู่มานานนับปีนั้น มีความเสี่ยง “สูงมากถึงสูงที่สุด” ที่จะแตกออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ในฤดูหนาวที่กำลังจะมาในอีกไม่ถึงสองเดือนข้างหน้า
       
       เฟรดตกใจมาก เขาต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อหาทางแก้ไขปัญหาระดับชาติของเพนกวินปัญหานี้ แต่จะทำอะไรล่ะ เขาเป็นเพียงเพนกวินตัวเล็กๆ ไม่มีอำนาจ ไม่ได้เป็นผู้นำองค์กร ไม่ได้เป็นโฆษก ศ.อ.พ.ฉ. (ศูนย์อำนวยการเพนกวินเพื่อแก้ไขกรณีฉุกเฉิน) ตรงกันข้าม เฟรดเป็นเพียงเพนกวินโนบอดี้ๆ เขาและกระเป๋าเอกสารคู่ใจของเขา มักจะถูกมองด้วยสายตาประหลาดจากเพื่อนเพนกวินด้วยซ้ำไป
       
       เฟรดจะทำอย่างไรดี?
       
       นี่คือที่มาของเรื่องราวแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่...”
       
       บรรดาเพนกวินในหนังสือ Our Iceberg is Melting ของปรมาจารย์แห่ง Change ศาสตราจารย์ด็อกเตอร์จอห์น คอตเตอร์ (John P. Kotter) ทำหน้าที่เป็นตัวแทนการอธิบายถึงกระบวนการ “นำการเปลี่ยนแปลง” หรือการ Leading Change ที่ตัวท่านศาสตราจารย์ใช้เวลายาวนานในการค้นหาคำตอบ
       
       ดร. คอตเตอร์ทุ่มเทชีวิตของท่านให้กับการทำความเข้าใจถึงวิธีการนำการเปลี่ยนแปลง ทั้งในส่วนน้อยที่ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม และส่วนใหญ่อีก 70% ที่ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง โดยการศึกษาองค์กรทั้งใหญ่และเล็ก องค์กรในชาติและองค์กรข้ามชาติ องค์กรที่เป็นที่รู้จักกันดี เช่น Ford, GE, Bristol-Myers Squibb ไปจนถึงองค์กรระดับท้องถิ่นที่ไม่มีใครรู้จักชื่อ จนได้ผลสรุปอันเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางทั่วโลก
       
       จากงานวิจัย สู่หลักการ 8 ข้อในการนำการเปลี่ยนแปลงขององค์กร จนมาถึงวิธีการสื่อสารอันสนุกสนานและเปี่ยมไปด้วยเนื้อหา เป็นที่มาของหลักสูตร LEADING BOLD CHANGE อันเป็นหลักสูตรแรกและหลักสูตรเดียวของ ดร. คอตเตอร์ ที่จะช่วยให้องค์กรทุกประเภท บุคลากรทุกระดับ และผู้ที่สนใจทุกท่าน เข้าใจอย่างชัดเจนถึงกระบวนการแห่งการเปลี่ยนแปลงที่สมบูรณ์แบบ เพราะผมผ่านมาแล้ว
       
       คำถามแรก “หลักสูตรนี้ ดีอย่างไร?”
       
       ผมคิดง่ายๆ นะครับ หลักสูตรนี้เป็นหลักสูตรหนึ่งเดียวที่ ดร. คอตเตอร์ ได้สร้างขึ้น เป็นถนนเพียงเส้นเดียวที่ท่านทุ่มเทความหวังทั้งหมด ให้เป็นตัวเชื่อมงานวิจัยทั้งชีวิตของท่านกับองค์กรที่สามารถนำการเปลี่ยนแปลงได้สำเร็จ ไม่ต้องดูไกล แม้แต่วิธีการนำเสนอ ท่านถึงกับลงทุนเขียนหนังสือหนึ่งเล่มโดยเฉพาะ นำสื่อที่เข้าใจได้ง่ายอย่างชุมชนเพนกวิน เข้ามาเรียบเรียงให้ทุกองค์ประกอบลงตัว เพื่อเป็นทางลัดให้พวกเราได้นำไปใช้ในการนำการเปลี่ยนแปลงได้อย่างสะดวกสบายที่สุด
       
       อย่างน้อย Google, IBM, British Airways, Coca-cola, Novartis, The Associated Press, Merrill Lynch, Johnson & Johnson และบริษัทอื่นๆอีกมากมายที่ได้นำหลักสูตรนี้ไปใช้ในองค์กรของพวกเขาแล้ว ก็น่าจะเป็นหนูทดลองที่ไว้ใจได้พอประมาณนะครับ
       
       คำถามที่สอง “หลักสูตรนี้จะช่วยรับรองความสำเร็จของการเปลี่ยนแปลงได้หรือไม่?”
       
       คำถามนี้เป็นคำถาม “ท่าไม้ตาย” ที่บรรดาที่ปรึกษาและวิทยากรทั้งหลายมักจะมีหลากกระบวนท่าในการเลี่ยงที่จะตอบ ตัวผมเองก็เช่นกัน (ฮ่ะๆ) เอาเป็นว่าผมตอบด้วยเรื่องราวที่เพิ่งเกิดขึ้นกับตัวเองสดๆร้อนๆแล้วกัน ที่เหลือให้คุณผู้อ่านพิจารณาคำตอบเอง
       
       ที่ห้องเรียนของลูกสาวผม ผู้ปกครองหลายท่านมีปัญหากับคุณครูประจำชั้นด้วยสาเหตุหลายประการ ถามแล้ว บอกแล้ว เขียนแนะนำแล้ว กระแนะกระแหนนิดหน่อยก็แล้ว ก็ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง สุดท้าย หลายคนทนไม่ไหวและจะเข้าไป “บ่น” ตรงๆด้วยตนเองเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้น ขณะนั้น ผมเพิ่งผ่านหลักสูตรผู้ฝึกอบรม Leading Bold Change มา จึงร้อนวิชาและอยากลองของว่า ดร. คอตเตอร์ จะ “แน่” แค่ไหน
       
       ผมบอกคุณพ่อคุณแม่ที่กำลังลมออกหูเหล่านั้น (รวมถึงหูแม่ของลูกผมด้วย) ว่าขอให้ผมได้ลองเป็นคนแรกที่ได้คุยก่อน หลังจากนั้นผมก็เข้าไปทักทายปราศรัยกับคุณครูช่วงเย็นหลังเลิกเรียนวันหนึ่ง ผลเป็นอย่างที่ผมคาดไว้ คุณครูท่านนั้นไม่ได้รับรู้หรือเฉลียวใจเลยแม้แต่น้อยว่ากำลังมี “รอยแยกบนก้อนน้ำแข็ง” เหล่านี้เกิดขึ้น ตัวเองนั้นคิดว่าทุกอย่างกำลังไปได้สวย แถมยังบอกผมอย่างจริงใจว่า “ห้องอื่นมีค่ะปัญหา แต่ห้องนี้เราไม่มีนะคะ ทุกอย่างไปได้ด้วยดี (Problem? What problem?)
       
       สรุปเรื่องยาวให้สั้น สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ผมเพียงบอกกับคุณครูท่านนั้นว่า “เอ่อ... อันนี้กระซิบกันเป็นการส่วนตัวนะครับคุณครู ห้องนี้ก็มี(ปัญหา)ครับ” หลังจากเห็นสีหน้าตระหนกของคุณครู (Sense of Urgency) ผมก็อำลาจากเธอมาโดยไม่ได้บอกด้วยซ้ำไปว่าปัญหาคืออะไร
       
       สิ่งที่เกิดขึ้นดั่งปาฏิหาริย์ ทั้งๆที่ผู้ปกครองหลายท่านออกอาการเซ็งและถอดใจไปแล้วว่าห้องนี้คงไม่มีวันเปลี่ยนแปลงได้ หลายคนถึงขั้นวางแผนการโยกย้ายบุตรหลานของตัวเองออกจากสถานการณ์นี้ หลังจากวันนั้น คุณครูเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด สิ่งที่เคยบอกมาก่อนหน้านี้โดยไม่มีการตอบสนอง ก็ได้รับการปฏิบัติ บางท่านบอกผมว่าไม่น่าเชื่อเลยว่าจะเป็นไปได้ ผลในระยะยาวคือตอนนี้ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ปกครองและคุณครูดีขึ้นอย่างมาก บรรยากาศที่ค่อนข้างจะมาคุก็เปลี่ยนไปเป็นสดใสกันเองมากขึ้น ฟ้าหลังฝนเริ่มจะงดงาม
       
       ถ้าให้สรุปอย่างเป็นทางการ การกระซิบที่ผมทำก็คือการ “สร้างสำนึกแห่งความรีบเร่งและกระตือรือร้น” หรือการ Create Sense of Urgency ให้กับคุณครู เพื่อความสำเร็จของการเปลี่ยนแปลง โดยดร. คอตเตอร์แนะนำผมว่า ต้องทำให้คุณครูท่านนั้นได้รับรู้ถึง “รอยแยกในภูเขาน้ำแข็งที่จะนำไปสู่ความพินาศ ของชุมชน” ก่อน ซึ่งนั่นก็คือขั้นตอนแรกสู่การเปลี่ยนแปลงของเหล่าเพนกวินที่แอนทาร์ติก้า นั่นเอง
       
       หากผมไม่ได้ใช้วิธีดังกล่าว ผู้ปกครองหลายท่านคงตรงเข้าไป “สั่ง” ให้คุณครูเปลี่ยนแปลง พรรณนาถึงเหตุผลร้อยแปดที่พวกเขาไม่พอใจ และทางออกอีกร้อยเก้าประการที่ต้องการให้คุณครูทำ แต่ผลที่น่าจะเกิดขึ้นคือคุณครูก็จะตั้งป้อมว่าตนไม่ผิด สอนหนังสือมาตั้งเป็นหลายปีแล้วจะผิดได้อย่างไร คงมีการสาดโคลนไปมาสกปรกด้วยกันทุกฝ่าย และสุดท้ายการเปลี่ยนแปลงก็คงไม่เกิดขึ้นโดยง่าย แต่ด้วยการนำสิ่งที่ผมได้เรียนรู้จาก ดร. คอตเตอร์ มาใช้อย่างง่ายๆ ผลลัพธ์ที่ทุกฝ่ายแฮปปี้กลับเกิดขึ้นได้อย่างไม่น่าเชื่อ
       
       ดังนั้น สำหรับผม ดร. คอตเตอร์ และ LEADING BOLD CHANGE ของท่าน “แน่” จริงๆ ครับ
 

ที่มา :  ผู้จัดการ 360° รายสัปดาห์ วันที่ 31 สิงหาคม 2553


ผู้เข้าชม : 1475 ครั้ง
 
 
 
 
cheap nfl jerseys cheap nike jerseys cheap mlb jerseys cheap real air jordans cheap soccer jerseys