Training Partner เข้าระบบ
 
Username
Password
Forgot password?
 
สมัครเป็น Training Partner ที่นี่
 
 
 
Keyword
วันที่เริ่มต้น
วันที่สิ้นสุด
 
รับข่าวสารการอบรมสัมมนา
 
 
Knowledge Zone > ข่าวสารแวดวง Training
 
 
 
มากกว่าแจกทุนการศึกษา แต่เพื่อสร้าง... คนพันธุ์ซีเอสอาร์


โครงการมอบทุนการศึกษาแก่นิสิต นักศึกษา โดยมูลนิธิยุทธสาร ณ นคร เพื่อสมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (TMA) ในปีที่ 7 นี้ ได้รับการตอบรับจากนิสิต นักศึกษา และสถาบันการศึกษา สมัครเข้ามากว่า 30 ราย ขณะที่ผู้ผ่านการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการจะมีโอกาสได้รับความรู้และร่วมทำกิจกรรมทางด้านความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR : Corporate Social Responsibility) ภายใต้หัวข้อกิจกรรม "สร้างสรรค์สังคมที่เป็นสุขกับ TMA" ซึ่งนับเป็นปีแรกที่มูลนิธิได้นำเรื่องซีเอสอาร์เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมในโครงการนี้

และเป็นปีแรกในตำแหน่งประธานโครงการมอบทุนการศึกษา มูลนิธิยุทธสาร ณ นคร เพื่อสมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย ของ "วิชัย เบญจรงคกุล" กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เบญจจินดา โฮลดิ้ง จำกัด

"วิชัย" เล่าถึงที่มาของโครงการและการนำเรื่องซีเอสอาร์เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในกิจกรรมการมอบทุนการศึกษาแก่นิสิต นักศึกษาของมูลนิธิในปีนี้ว่า ที่ผ่านมามีหลายโครงการของนิสิต นักศึกษาที่ส่งเข้ามาประกวดเพื่อขอรับทุนการศึกษา ซึ่งมีความน่าสนใจและมี ไอเดียใหม่ ๆ หลายอย่าง แต่บางโครงการก็ทำให้เราฉุกคิดว่า เป็นโครงการที่อาจส่งผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยที่นิสิต นักศึกษา ผู้เขียนแผนเข้าประกวดไม่ทราบ

ดังนั้น ในปีนี้คณะกรรมการจึงคิดถึงเรื่องการให้ความรู้และการสร้างพื้นฐานแก่คนรุ่นใหม่ในเรื่องการรับผิดชอบต่อสังคม ในฐานะที่อนาคตเยาวชนเหล่านี้ก็ต้องออกไปเป็นส่วนหนึ่งในองค์กร หรือในสังคมด้วย

ประกอบกับในวัยศึกษาเล่าเรียน เยาวชนเหล่านี้ก็มี

โอกาสไปทำค่าย ทำกิจกรรมในมหาวิทยาลัยที่เปิดโอกาสให้เขาได้สัมผัสรับรู้กับปัญหาสังคมบางด้าน หรือบางคนก็อาจไม่เคยเอาตัวเองไปสัมผัสเลย ดังนั้น คณะกรรมการของมูลนิธิจึงคิดถึงการสร้าง พื้นฐานของเยาวชนคนรุ่นใหม่ให้มีจิตสำนึกของการรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ผ่านการเข้าร่วมกิจกรรมกับโครงการนี้

"เราคุยกันว่า ทำไมเราจึงไม่พยายามไปผลักดัน หรือจุดชนวนความคิดริเริ่มเหล่านี้ในตัวนักศึกษาให้แตกกระจายได้ โดยที่ เขาเองก็จะได้มีโอกาสใช้ความคิดอ่านใน วัยเรียน คิดถึงเรื่องสังคม และปลูก จิตสำนึกเรื่องนี้อยู่กับตัวเขาตลอด"

วิชัยยอมรับว่า ที่ผ่านมา โครงการประกวดแผนธุรกิจเพื่อชิงทุนการศึกษาของมูลนิธิ อาจทำให้มีโครงการที่น่าสนใจในแง่ของการทำธุรกิจ แต่ถ้าเราต้องการเป็นองค์กรที่ดี มีจิตสำนึกสาธารณะ เราต้องไม่ละเลยการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม และทำให้เรื่องเหล่านี้มาถ่วงดุลกับโลกธุรกิจที่คิดแต่เรื่องกำไร/ขาดทุนเพียงมิติเดียว

"สิ่งหนึ่งที่ประสบกับตัวเองในหลายโครงการ ผมพบว่ามีโครงการที่น่าสนใจ แต่บางโครงการก็มีมุมมืดของมัน เช่น บางโครงการอาจใช้ทรัพยากรอย่างสิ้นเปลืองไม่รู้คุณค่า บางโครงการอาจไปละเมิดสิทธิของผู้อื่น หรือทำอะไรที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งนักศึกษาอาจไม่รู้ทราบว่าบางโครงการของเขาทำลายสิ่งแวดล้อม หรือละเมิดสิทธิมนุษยชน เราจึงคิดหาวิธีที่จะนำมิติเรื่องสังคม สิ่งแวดล้อมขึ้นมาพูดคุย ปลูกฝังกันไปด้วย"

ดังนั้น ในวันปฐมนิเทศนิสิต นักศึกษาที่เข้าร่วมโครงการ จึงได้จัดให้นักศึกษาได้ฟังการอภิปรายในหัวข้อ "ความเป็นเลิศด้านความรับผิดชอบต่อสังคม" โดยผู้บริหารจากองค์กรที่มีความโดดเด่นในเรื่องซีเอสอาร์ อาทิ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน), บริษัท บางจาก ปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน), บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) เพื่อเป็นการปูพื้นฐานและทำความรู้จักกับการทำธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับเรื่องซีเอสอาร์ก่อนจะร่วมทำกิจกรรม

หลังจากนั้น นักศึกษาที่ผ่านการคัดเลือก 3 ทีมสุดท้ายจะต้องลงพื้นที่จริงเป็นระยะเวลา 3 เดือน เพื่อเขียนแผนธุรกิจและนำกลับมาเสนอให้กับคณะกรรมการพิจารณาตัดสินผู้ได้รับรางวัลอีกครั้ง

"เราอยากแบ่งปันความรู้เหล่านี้ให้เด็ก ๆ ที่เข้าร่วมโครงการ และอยากให้เขารู้ว่า คุณจะไม่ได้เป็นเพียงผู้ชนะเท่านั้น แต่คุณต้องจบโครงการไปด้วยความรู้และพื้นฐานด้านซีเอสอาร์ที่ชัดเจน การเข้าร่วมโครงการ อย่างน้อยเขาก็ได้สัมผัสกับอรรถรสของ ซีเอสอาร์ที่จะอยู่กับตัวเขาไปตลอด"

ในทรรศนะของประธานโครงการที่สามารถโน้มน้าวคณะกรรมการให้ยกประเด็นเรื่อง ซีเอสอาร์มาเป็นหัวข้อการทำโครงการมอบทุนการศึกษาในปีนี้ เขามองว่าซีเอสอาร์เป็นเรื่องมุมมององค์กรของบริษัท เป็นหน้าที่ของคนในสังคม เพราะตราบใดที่เราเป็นส่วนหนึ่งของสังคมใหญ่ ต้องยอมรับเลยว่า ธุรกิจทุกธุรกิจมักจะถูกมองในแง่ลบตลอดเวลา ไม่ว่าจะทำดีอย่างไรก็ตาม

ขณะเดียวกัน ในองค์กรธุรกิจ ก็ประกอบไปด้วยประชาชน แต่ละคนก็จะมีความรักภักดีกับองค์กรมากน้อยแตกต่างกันไป และคนเหล่านี้ก็ใช้สอยทรัพยากรขององค์กรแบ่งปันกันไป ดังนั้น ถ้าเรามีประชากรที่ได้รับประโยชน์จากสิ่งที่องค์กรต่าง ๆ รวมตัวกันทำ เขาก็จะเริ่มรู้สึกว่า คนไทยก็มีจิตสำนึกที่ช่วยเหลือคนไทยด้วยกัน และมันก็น่าจะเป็น "กาว" ที่ทำให้เกิดความรู้สึกว่า คนไทยรักกันมากขึ้น เข้าใจกันมากขึ้น

อีกทั้งยังยืนยันว่า "เรื่องซีเอสอาร์เป็นเรื่องของศิลปะ" เป็นเรื่องการบริหารจัดการ การใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างไรให้ได้ประโยชน์สูงสุด วิธีการมองหาเป้าหมายทำอย่างไร ทุกสิ่งทุกอย่างเหล่านี้เป็นสิ่งที่เด็ก ๆ ต้องเรียนรู้

สมมติว่า ถ้าคุณมีเงินก้อนหนึ่ง แล้วคุณเอาไปทำเสื้อหรือของประดับเพื่อประชาสัมพันธ์โครงการเกือบหมด แต่เงินที่ลงไปทำงานจริงเหลือเพียง 25-30% อันนี้แสดงว่า คุณใช้ทรัพยากรผิดแล้ว แล้วมันเหมือนทำซีเอสอาร์เพื่อ พี.อาร์. ถึงมี 100 ล้านบาทก็หมด การประชาสัมพันธ์เพื่อให้คนรู้ เข้าร่วม หรือเข้าถึง ควรจะใช้เงินน้อย แต่ควรนำเงินไปสู่การทำงานมากกว่า

และสิ่งเหล่านี้จะเป็นบทเรียนของผู้เข้าร่วมโครงการ ด้วยความหวังของประธานโครงการที่ระบุว่า โครงการที่เราทำจะเป็นการฉีดสารเร่งปฏิกิริยาให้เขา (เยาวชนรุ่นใหม่) ได้คิดได้มองกับเรื่องเหล่านี้ แล้วอนาคตในอีก 10-20 ปีข้างหน้า เขาน่าจะใช้ประสบการณ์ตรงนี้สร้างสิ่งที่เป็นประโยชน์กับคนอื่น ๆ และสังคมรอบตัวเขาได้

เป็นการตั้งต้นจากรุ่นพี่ในวงการธุรกิจ เพื่อให้เกิดสังคมธุรกิจที่มีความรับผิดชอบ และไม่ละเลยใครไว้ข้างหลัง ซึ่งใช้ "เวลา" เท่านั้นเป็นเครื่องพิสูจน์

หน้า 29

ที่มา:วันที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2553 :ประชาชาติธุรกิจ



 


ผู้เข้าชม : 1303 ครั้ง
 
 
 
 
cheap nfl jerseys cheap nike jerseys cheap mlb jerseys cheap real air jordans cheap soccer jerseys