Training Partner เข้าระบบ
 
Username
Password
Forgot password?
 
สมัครเป็น Training Partner ที่นี่
 
 
 
Keyword
วันที่เริ่มต้น
วันที่สิ้นสุด
 
รับข่าวสารการอบรมสัมมนา
 
 
Knowledge Zone > ข่าวสารแวดวง Training
 
 
 
สำรวจทิศทางนโยบาย ดบ.เอเชีย ไทย-โสม-มาเลย์ขยับ จีน-ญี่ปุ่นชะลอยาว

การตัดสินใจปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ขึ้นไปที่ระดับ 1.50% ของคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม ซึ่งเป็นการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบ 2 ปีของประเทศไทย ถือเป็นการต่อยอดแนวโน้มการเข้าสู่ยุคดอกเบี้ยขาขึ้นในภูมิภาคเอเชีย

การปรับดอกเบี้ยของ ธปท. มีขึ้นหลังจากธนาคารกลางเกาหลีใต้เพิ่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยซื้อคืน 7 วัน 0.25% อยู่ที่ 2.25% จาก 2.0% เป็นการปรับขึ้นครั้งแรกเช่นกัน แต่นับจากเดือนสิงหาคม ปี 2551 โดยก่อนหน้านี้ ธนาคารกลางเกาหลีใต้ ปรับลดดอกเบี้ยลงทั้งสิ้น 6 ครั้ง ตั้งแต่เดือนตุลาคม ปี 2551 เพื่อต่อกรกับ วิกฤตเศรษฐกิจโลก หลังการล่มสลาย ของวาณิชธนกิจเลห์แมน บราเธอร์ส

สื่อต่างประเทศหลายแหล่ง รวมถึงสำนักข่าวรอยเตอร์ได้ประมวลพัฒนาการของการปรับดอกเบี้ยในเอเชีย โดยรายงานว่า นอกจากเกาหลีใต้และประเทศไทยแล้ว เขตเศรษฐกิจในเอเชียหลายแห่งก็เริ่ม ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนำร่องไปก่อน ได้แก่มาเลเซีย ซึ่งธนาคารกลางมาเลเซียได้ ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเป็นรอบที่ 3 ในปีนี้ แต่ก็ยังเตือนถึงความเสี่ยงของการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ โดยอัตราดอกเบี้ยนโยบายของมาเลย์ขยับมาอยู่ที่ 2.75% จาก 2.5%

เช่นเดียวกับไต้หวันที่ปรับขึ้นอัตรา ดอกเบี้ยเมื่อวันที่ 24 มิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นครั้งแรกที่มีการขยับดอกเบี้ยตั้งแต่เกิดวิกฤตการเงินโลก โดยธนาคารกลางไต้หวันประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยมาตรฐานเป็น 1.375% จากเดิมที่ 1.25%

ธนาคารกลางอินเดียก็ปรับขึ้นอัตรา ดอกเบี้ยซื้อคืนพันธบัตร (repo rate) 0.25% อยู่ที่ 5.5% จาก 5.25% เพื่อสกัดเงินเฟ้อที่พุ่งแตะเลข 2 หลัก อยู่ที่ 10.2% ในเดือนพฤษภาคม และขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (reverse repurchase rate) ซึ่งเป็นการปรับครั้งที่ 3 ในปีนี้ เป็น 4% จาก 3.75% ล่าสุด ดัชนีราคาขายส่ง มาตรวัดเงินเฟ้อของอินเดีย ได้ขยับขึ้นเป็น 10.55% ในเดือนมิถุนายน

เป็นที่คาดหมายกันว่า การขยับขึ้น อย่างต่อเนื่องของอัตราเงินเฟ้อ อาจส่งผลให้ธนาคารกลางอินเดียต้องขยับดอกเบี้ยเงินกู้อีกครั้ง 0.25% ในการประชุมทบทวนนโยบาย 27 กรกฎาคมนี้ ขณะที่บรรดา นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า อัตราดอกเบี้ย ซื้อคืนของอินเดียมีแนวโน้มจะปรับขึ้นไปเป็น 6.00% ถึง 6.25% ภายในสิ้นปี 2553

ธนาคารดีบีเอสในสิงคโปร์ตั้งข้อสังเกตในบทวิเคราะห์ตลาด หลังการขยับดอกเบี้ยของธนาคารกลางเกาหลีใต้ว่า การปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยในรอบหลังสุดนี้ (ไต้หวัน อินเดีย มาเลเซีย และเกาหลีใต้) ถือเป็น การแสดงความเชื่อมั่นต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของบรรดาธนาคารกลางต่าง ๆ ในเอเชีย แม้ว่าจะต้องเผชิญปัจจัยลบจากความอ่อนแอในยุโรป สหรัฐ และญี่ปุ่น ซึ่งเป็นคู่ค้าหลักของภูมิภาคก็ตาม

กระแสการปรับดอกเบี้ยในหมู่ชาติเอเชีย ยังไม่นับรวมออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ซึ่งถือเป็นประเทศในกลุ่มแรก ๆ ที่ขยับดอกเบี้ยนำร่อง โดยพบว่าออสเตรเลียได้นำร่องขึ้นดอกเบี้ย 6 ครั้ง ตั้งแต่ยังอยู่ในช่วงเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ รวม 1.50% ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายขึ้นไปที่ 4.5% นักวิเคราะห์คาดการณ์กันว่า มีความเป็นไปได้ที่ธนาคารกลางออสเตรเลียอาจขยับดอกเบี้ยต่อในการประชุม 3 สิงหาคมนี้อีก 0.25% ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยขึ้นไปที่ 4.75% ส่วนนิวซีแลนด์ได้เริ่มขยับดอกเบี้ยครั้งแรก 0.25% เมื่อวันที่ 10 มิถุนายนปีนี้ ทำให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายขึ้นมาอยู่ที่ 2.75%

อย่างไรก็ตาม ยังคงมีธนาคารกลางอีกกลุ่มหนึ่งในเอเชียที่ยังชะลอการตัดสินใจในการเปลี่ยนทิศทางนโยบายดอกเบี้ย ได้แก่จีน ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม

จากการรวบรวมข้อมูลของรอยเตอร์ พบว่าจีนได้ตรึงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ 1 ปี ซึ่งใช้เป็นดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 5.31% มาตั้งแต่เดือนธันวาคม ปี 2551 หลังจาก ได้ปรับลดดอกเบี้ยในช่วงที่เกิดวิกฤตการเงินโลกไปทั้งสิ้น 2.16% จากระดับ 7.47%

ขณะที่ญี่ปุ่นมีแนวโน้มจะคงอัตรา ดอกเบี้ยชั่วข้ามคืนไว้ที่ระดับ 0.1% ต่อไป จนถึงสิ้นปี 2554 เป็นอย่างน้อย ทั้งนี้ ธนาคารกลางญี่ปุ่นได้ตรึงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับนี้มาตั้งแต่ปลายปี 2551 หลังจากที่ได้ปรับลดดอกเบี้ยลง 0.40% ในช่วงที่ เกิดวิกฤตเศรษฐกิจโลก ทั้งยังผ่อนปรนนโยบายการเงินอย่างต่อเนื่องในเดือนธันวาคมและเดือนมีนาคม ผ่านกลไกสินเชื่อธนาคาร

นอกเหนือจากจีนและญี่ปุ่น ยังพบว่าอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ได้ตรึงดอกเบี้ยไว้ที่ระดับเดิม ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินล่าสุด ดังกรณีฟิลิปปินส์ที่ตัดสินใจตรึงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 4% ต่อ เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคมที่ผ่านมา หลังจากทบทวนภาวะเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมา ยังไม่พบแรงกดดันเงินเฟ้อในระดับที่น่าเป็นห่วง อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ บางรายคาดว่าธนาคารกลางฟิลิปปินส์มีแนวโน้มจะขึ้นดอกเบี้ย อย่างเร็วที่สุดในเดือนสิงหาคมนี้

ในส่วนของอินโดนีเซีย พบว่าได้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 6.5% มาตั้งแต่เดือนสิงหาคม ปี 2552 หลังจากปรับลดดอกเบี้ยลงมาจากอัตราสูงสุด 9.5% ตั้งแต่เดือนธันวาคม ปี 2551 ทั้งนี้ ผลสำรวจ ของรอยเตอร์คาดการณ์ว่า ธนาคารกลางอินโดนีเซียจะคงจุดยืนในนโยบายดอกเบี้ยในลักษณะนี้ต่อไปจนถึงปี 2554 ตราบใดที่ภาวะเงินเฟ้อยังคงอยู่ในกรอบ 4%-6%

เวียดนามเป็นอีกหนึ่งประเทศที่ยังคงตรึงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับเดิม และมีแนวโน้มจะตรึงที่ระดับ 8% จนถึงสิ้นปี ก่อนหน้านี้ ธนาคารกลางเวียดนามได้ปรับอัตราดอกเบี้ยลงเหลือ 7% ในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2552 จากระดับ 8.5% ในเดือนธันวาคม ปี 2551 เพื่อช่วย ประคองเศรษฐกิจในช่วงเกิดภาวะ เศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก

หน้า 12

ที่มา:วันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2553 :ประชาชาติธุรกิจ


ผู้เข้าชม : 1196 ครั้ง
 
 
 
 
cheap nfl jerseys cheap nike jerseys cheap mlb jerseys cheap real air jordans cheap soccer jerseys