Training Partner เข้าระบบ
 
Username
Password
Forgot password?
 
สมัครเป็น Training Partner ที่นี่
 
 
 
Keyword
วันที่เริ่มต้น
วันที่สิ้นสุด
 
รับข่าวสารการอบรมสัมมนา
 
 
Knowledge Zone > ข่าวสารแวดวง Training
 
 
 
คิว.ที.ซี.ทรานสฟอร์เมอร์ องค์กรไทยที่ฝันไกลถึงเวิลด์คลาส สร้าง "คนคุณภาพ" ด้วย "เป้าหมาย" ที่ชัดเจน


อาจเป็นเพราะ "คิว.ที.ซี. ทรานสฟอร์เมอร์" ก่อตั้งขึ้นในจังหวะเดียวกับที่ประเทศไทยประสบภาวะวิกฤตเศรษฐกิจปลายปี 2539 ต่อเนื่องต้นปี 2540 ทำให้องค์กรแห่งนี้ต้องก้าวเดินด้วยความระมัดระวัง เน้นเรื่องคุณภาพคน คุณภาพองค์กร ในการสร้างความเติบโตให้กับธุรกิจ

จากวันแรกจนถึงวันนี้ คิว.ที.ซี. ทรานสฟอร์เมอร์ได้รับรางวัลมากมาย นอกจากรางวัล SMEs แห่งชาติสาขากลุ่มธุรกิจเครื่องจักรกลและอุปกรณ์จากสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ที่มอบกันไปในรอบปีที่ผ่านมา ก่อนหน้านี้ยังมีรางวัลเกียรติยศอีกรางวัลหนึ่งที่คน คิว.ที.ซี.ต่างภาคภูมิใจ นั่นคือ สัญลักษณ์ Q-MARK ซึ่งเป็นรางวัลที่มอบให้กับผู้ประกอบการที่มีคุณธรรมและจริยธรรมดีเด่น ที่สภาหอการค้าแห่งประเทศไทยจัดให้ เพื่อเป็นการยืนยันถึงคุณภาพขององค์กรเล็ก ๆ แห่งนี้

"คิว.ที.ซี.โตขึ้นมาได้เพราะคนคุณภาพ ที่นี่ใช้คนทำงานน้อยมาก เพียง 140 คน ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับคู่แข่งที่มีกำลังการผลิตสินค้าขนาดนี้ต้องใช้คนทำงานถึง 400-500 คน ดังนั้นพนักงานคนหนึ่งสามารถทำรายได้ให้บริษัทเฉลี่ยแล้ว 4-5 ล้านบาท"

"พูลพิพัฒน์ ตันธนสิน" ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท คิว.ที.ซี. ทรานสฟอร์เมอร์ จำกัด ผู้นำในธุรกิจหม้อแปลงไฟฟ้า บอกด้วยความภาคภูมิใจ พร้อมอธิบายต่อไปว่า ที่ คิว.ที.ซี.จะดูแลพนักงานอย่างดี มีคุณธรรม จริยธรรม ตรงไปตรงมา ไม่ใช่ว่าเขียนไว้ในนโยบายอย่างหนึ่ง แล้วปฏิบัติอีกอย่างหนึ่ง เพราะเราเชื่อว่า ถ้าหากไม่มีพนักงานคุณภาพการจะก้าวไปข้างหน้าก็เป็นเรื่องที่ยากลำบากมาก

"องค์กรเราไม่เหมือนที่อื่น คนส่วนหนึ่งอยู่กันมานาน มีความผูกพันกัน พนักงานที่เดินเข้ามาใหม่ก็ได้รับวัฒนธรรมความเอื้ออาทร ก็ไม่ค่อยมีคนลาออก ในช่วงวิกฤตปี 2540 องค์กรผ่านวิกฤตมาได้เพราะพนักงานทุกคนมีส่วนเข้ามาช่วยองค์กร โดยการนำเงินส่วนตัวร่วมลงขัน ตั้งกองทุนซื้อวัตถุดิบมาผลิตเพื่อให้องค์กร ขับเคลื่อนไปได้"

เมื่อพนักงานเทใจให้กับองค์กรขนาดนี้ ผู้บริหารจึงต้องให้ความใส่ใจกับพนักงานมากเป็นพิเศษ

"พูลพิพัฒน์" บอกว่า การดูแลพนักงานในแง่ของผลตอบแทนที่นี่จะใช้หลักบันได 3 ขั้น เนื่องจากบริเวณที่ตั้งโรงงานเป็นย่านนิคมอุตสาหกรรมที่มีโรงงานอยู่นับ 100 แห่ง แล้วส่วนใหญ่เป็นของนายทุนต่างชาติกระเป๋าหนัก ค่าจ้างแรงงานจึงพุ่งทะลุอัตราขั้นต่ำไปถึง 200 บาท และเพื่อรักษาคนของ คิว.ที.ซี. ไว้ให้นานที่สุด บริษัทจึงต้องจ่ายสูงกว่าโรงงานอื่น โดยสตาร์ตค่าตอบแทนเริ่มต้นที่ 220 บาทต่อวัน แล้วมีการปรับเงินเพิ่มให้เป็นขั้นบันไดตามความสามารถของพนักงาน

เมื่อพนักงานทำงานได้ระยะหนึ่ง ผ่านช่วงทดลองงาน ทางบริษัทจะนำคู่มือการทำงาน ระเบียบบริษัท การขาด ลา มาสาย การแต่งกายให้พนักงานไปศึกษา แล้วกลับมาสอบข้อเขียน ถ้าพนักงานสอบผ่านก็จะได้เงินเพิ่มอีกหนึ่งขั้นเป็นบันไดขึ้นที่หนึ่ง

จากนั้นก็จะไต่ขึ้นบันไดขั้นที่สองแบบ ง่าย ๆ โดยบริษัทจะให้พนักงานเอาประสบการณ์ที่ทุกคนทำงานอยู่ทุกวันมาทดสอบ ว่าสามารถทำได้ตามขั้นตอนของบริษัทหรือไม่ ถ้าทำได้ครบบริษัทก็จะเพิ่มเงินเดือนให้อีกหนึ่งขั้น

และเมื่อทำงานครบ 3 ปี แล้วสามารถทำงานได้หลายอย่าง พันคอยล์แรงสูง พันคอยล์แรงต่ำ ทำงานทดแทนเพื่อน ๆ ในแผนกต่าง ๆ บริษัทจะเพิ่มเงินให้อีกหนึ่งขั้นเป็นบันไดขั้นที่สาม พนักงานก็มีรายได้เพิ่มขึ้นในขณะที่องค์กรก็ได้ประโยชน์ไปพร้อม ๆ กัน

องค์กรแห่งนี้ไม่ได้ตอบแทนพนักงานแค่นั้น ในรอบการทำงาน 1 เดือน ถ้าพนักงานคนใดไม่ขาดงานทางบริษัทยังมีเบี้ยขยันเพิ่มให้อีก และถ้าในรอบ 1 ปี พนักงานไม่มีการลาพักร้อนตามสิทธิที่บริษัทจัดให้ ทางบริษัทก็จะคืนสิทธิให้กับพนักงานเป็นตัวเงินตามวันลาพักร้อนที่พนักงานได้รับ

นี่คือวิธีการเพิ่มมูลค่างาน เพิ่มมูลค่าคนในแบบฉบับของ "พูลพิพัฒน์ ตันธนสิน" ที่น่าสนใจอย่างยิ่ง

กระบวนการดูแลพนักงาน ซีอีโอคิว.ที.ซี.ไม่ได้คิดเพียงแค่นี้ ยังมองลึกไปถึงคุณภาพชีวิตของพนักงานที่เชื่อมโยงโดยตรงกับคุณภาพของงาน

"คนงานส่วนใหญ่มาจากต่างจังหวัด ต้องมาเช่าบ้านราคาแพง แล้วขับรถมอเตอร์ไซค์เสี่ยงชีวิตมาทำงานกับเรา บริษัทจึงลงทุนกว่า 10 ล้านบาท สร้างห้องพักให้พนักงานเช่าในราคาถูก บริเวณด้านหลังโรงงาน เพื่อลดค่าใช้จ่ายและความเสี่ยงภัยในการเดินทางให้กับพนักงาน"

"พูลพิพัฒน์" เปิดใจว่า เนื่องจากบริษัทไม่สามารถจ่ายเงินเพิ่มจำนวนมากให้กับพนักงานได้ ทาง คิว.ที.ซี.จึงใช้ทุกยุทธวิธีในการช่วยลดค่าใช้จ่ายให้กับพนักงาน ไม่ว่าจะเป็นการจัดขายอาหารราคาพิเศษให้กับพนักงานภายใต้คุณภาพมาตรฐานที่ได้รับการรับรองโดยกระทรวงสาธารณสุขจัดให้มีร้านค้าสวัสดิการขายสินค้าราคาถูกซึ่งรับมาจากโรงงานอุตสาหกรรมที่เป็นเน็ตเวิร์กกัน

และจากการที่บริษัทพยายามช่วยพนักงานลดค่าใช้จ่าย ลดค่าเสี่ยงภัยต่าง ๆ ก็ทำให้เงินในกระเป๋าพนักงานเพิ่มขึ้นมาทันทีโดยไม่เป็นภาระกับองค์กร

เมื่อองค์กรเติบโตแข็งแกร่งได้ระดับหนึ่ง "พูลพิพัฒน์" ก็คิดต่ออีกว่า ทำอย่างไรจะให้สถานที่ทำงานแห่งนี้เป็นที่ที่ทุกคนอยู่แล้วมีความสุข เพราะทุกคนอยู่ที่ทำงานมากกว่าที่บ้าน

ด้วยวิธีคิดเช่นนี้ นอกจากบ้านพักและโรงอาหารที่ทางบริษัทจัดให้กับพนักงานแล้ว ที่นี่ยังได้จัดห้องพักผ่อนให้กับพนักงานในช่วงพักเที่ยง โดยแยกห้องผู้หญิงและผู้ชาย มีเครื่องปรับอากาศ ทีวี ให้พนักงานได้ผ่อนคลายหลังรับประทานอาหารกลางวันเสร็จ แต่ทันทีที่นาฬิกาเดินถึงเวลา 13.00 น. เครื่องปรับอากาศจะตัดทันที ทุกคนก็กลับไปทำงานตามปกติ

คิว.ที.ซี.แม้จะมีรางวัลมาตรฐานรับรองมากมาย มีการทำงานอย่างเป็นระบบระเบียบ แต่วิถีการบริหารแบบเถ้าแก่ก็ยังแฝงอยู่ในองค์กรแห่งนี้ โดย ทุก ๆ ปีนอกจากงานปีใหม่ที่บริษัทจัดให้กับพนักงานได้รื่นเริงกันอย่างเต็มที่ บริษัทยังมีโปรแกรมพาพนักงานไปทัศนศึกษาในสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ เปิดโอกาสให้พนักงาน ตั้งแต่ระดับล่างจนถึงผู้บริหารได้กิน เที่ยวฟรี ทุกรายการ

"พูลพิพัฒน์" บอกว่า การบริหารจัดการองค์กรที่นี่จะเน้นเรื่องความโปร่งใส ความมีคุณธรรมจริยธรรมในการทำงานเป็นหลัก ดังนั้นการทำงานทุกจุดจะมี KPI วัด พนักงานที่พันคอยล์ในการผลิตหม้อแปลงไฟฟ้าได้ 4 อัน กับพนักงานที่พันคอยล์ได้ 3 อัน ย่อมมีเงินเดือนไม่เท่ากัน เพราะผลงานแตกต่างกัน

ที่ คิว.ที.ซี.จะใช้ "เป้าหมาย" เป็นหลักในการทำงาน

"ณ วันนี้เราไม่ได้แข่งกับคนในชาติ แต่เรากำลังแข่งกับคนต่างชาติ เพราะสินค้าของ คิว.ที.ซี.ได้ส่งออกไปจำหน่ายในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก เราจึงต้องย้ำกับพนักงานเสมอว่า วันนี้เราเป็นแบรนด์ของประเทศไทย ไม่ใช่แบรนด์ คิว.ที.ซี.เช่นในอดีต เพราะการขายของในต่างประเทศ ถ้าคุณภาพไม่ดีเขาก็จะตำหนิประเทศไทย เช่นเดียวกับสินค้าที่ผลิตในจีน ผู้บริโภค ไม่มีใครพูดถึงบริษัทผู้ผลิต แต่เวลาพบสินค้าด้อยคุณภาพจะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า สินค้าของจีนไม่ดี เพราะฉะนั้นพนักงานทุกคนต้องสร้างสินค้าที่มีคุณค่า เพราะเราเป็นเมดอินไทยแลนด์ เป็นตัวแทนของคนไทยอีก 64 ล้านคน"

เป้าหมายของ คิว.ที.ซี.วันนี้คือเวิลด์คลาสก็จริง แต่สิ่งที่จะทำให้องค์กรแห่งนี้ก้าวเป็นบริษัทระดับโลกได้ "พูลพิพัฒน์" บอกว่า แม้บริษัทจะมีเครื่องจักรทันสมัย มีการพัฒนางานอย่างต่อเนื่อง แต่สุดท้ายก็ไปลงที่คน เพราะถ้าคนไม่พัฒนาองค์กรก็ไปไม่รอด เพราะฉะนั้นองค์กรแห่งนี้จึงพยายามพัฒนาคนให้มีคุณภาพมากที่สุด

ยุทธศาสตร์การทำงานในองค์กร คิว.ที.ซี.ทุกการตัดสินใจจึงไม่ได้อยู่ที่เบอร์หนึ่งเท่านั้น แต่ผู้บริหารระดับหัวหน้างานทุกคนสามารถบริหารจัดการงานของตัวเองได้อย่างเต็มที่

"ที่ คิว.ที.ซี.เราจะให้เกียรติ ให้โอกาส คนทำงาน ผู้บริหารจะให้ดาบ ให้ปืนให้กระสุนให้ทุกคนไปต่อสู้ ให้ตัดสินใจในการทำงานได้ด้วยตัวเอง โดยบริษัทกำหนด เป้าหมายให้ทำ ถ้าทำได้ทะลุเป้าหมายรับโบนัสไป แต่ถ้าทำไม่ได้ตามเป้าหมายก็ต้องถูกตัดเงินเดือนตามระเบียบ"

"พูลพิพัฒน์" บอกว่า ในการทำงานถ้าไม่กำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน ทุกคนก็จะทำงานไปวัน ๆ ไม่มีแผนงาน งานก็ไม่ก้าวหน้า ไม่พัฒนา

"ผมบอกเลย ถ้าหากทุกคนยังทำงานกันเหมือนเดิม ไม่มีการพัฒนา บริษัทก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องขึ้นเงินเดือนให้กับพนักงาน"

ด้วยวิธีคิดเช่นนี้พนักงานที่นี่จึงมีการพัฒนาตัวเองทุกวัน พนักงานทุกแผนก นอกจากจะต้องผ่านการฝึกอบรมพัฒนาอย่างน้อยปีละ 3 หลักสูตรแล้วในระดับหัวหน้างานยังมีโอกาสไปดูงานต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง

"เมื่อก่อนเวลาพาพนักงานไป ต่างประเทศต้องมีล่ามให้ เดี๋ยวนี้ทุกคนบินเดี่ยวหมด ที่นี่เราส่งเสริมให้คนเรียนรู้ตลอดเวลา ไม่ใช่รู้อยู่แค่โรงงานแต่ต้องรู้และเข้าใจโลกกว้างว่าเขาทำอะไร เขาคิดอะไรกัน พนักงาน ที่มีโอกาสไปต่างประเทศหูตาก็กว้างขึ้น ความเจริญของประเทศต่าง ๆ จะทำให้คนของเรากลับมาพัฒนาตัวเอง โดยไม่ต้องไปจ้ำจี้จ้ำไช เพราะสิ่งที่เกิดในต่างประเทศอีกไม่นานประเทศไทยก็ต้องมีแบบเขา"

"คิว.ที.ซี.ทรานสฟอร์เมอร์" อาจไม่ใช่องค์กรใหญ่ที่มีทุนหนาพอที่จะจ้างคนคุณภาพมาสร้างองค์กร แต่ยุทธศาสตร์การบริหารจัดการองค์กรที่คิดถึงคุณภาพของคนตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ ก็ทำให้องค์กรนี้มีโอกาสก้าวสู่เวิลด์คลาสได้ไม่ยาก

หน้า 31

ที่มา:วันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2553 : ประชาชาติธุรกิจ


ผู้เข้าชม : 1390 ครั้ง
 
 
 
 
cheap nfl jerseys cheap nike jerseys cheap mlb jerseys cheap real air jordans cheap soccer jerseys