Training Partner เข้าระบบ
 
Username
Password
Forgot password?
 
สมัครเป็น Training Partner ที่นี่
 
 
 
Keyword
วันที่เริ่มต้น
วันที่สิ้นสุด
 
รับข่าวสารการอบรมสัมมนา
 
 
Knowledge Zone > ข่าวสารแวดวง Training
 
 
 
ทบทวนกรอบคิด "ซีเอสอาร์" ส่วนผสมคุณค่าสร้างองค์กรยั่งยืน


กรอบแนวคิด แม้ฟังดูเป็นเรื่องหนักหัวและวิชาการมาก ๆ แต่เพราะการมีกรอบคิดหรือแนวทางสำหรับความคิดนั่นเอง ที่จะชี้นำ เปิดทาง และนำไปสู่การปฏิบัติที่มีความชัดเจน ไม่เป๋ไป๋ หลงทาง เสียเวลากันง่าย ๆ

เหมือนกับการเข้าใจในกรอบคิด แนวทางของซีเอสอาร์ ผ่านการเข้าร่วมการอบรมเชิงปฏิบัติการ "ประชาชาติ ซีเอสอาร์ อะคาเดมี 2010" ที่ผ่านพ้นไป แม้ใครหลายคนจะบอกว่า ความรู้เบื้องต้นในเรื่องแนวความคิดหรือกรอบคิดนั้นไม่น่าจะมีอะไรมาก ก็คงเป็นเพียงหลักทฤษฎีที่วิทยากรก็มาบรรยายตามปกติ แต่ "อาจารย์อนันตชัย ยูรประถม" ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาธุรกิจอย่างยั่งยืน และผู้ดูแลหลักสูตร ซีเอสอาร์ อะคาเดมีตลอด 3 รุ่น บอกชัดว่า "ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับซีเอสอาร์เป็นหลักสูตรสำคัญที่จะทำให้กรอบความคิดคนทำงานซีเอสอาร์มีความชัดเจน"

นั่นเป็นเพราะคนดูแลซีเอสอาร์ต้อง อาศัยภาพเชิงกว้างของทั้งองค์กร และไม่ว่าคุณจะสนใจในเรื่องโครงการที่เน้นสังคมและชุมชน การวัด การประเมิน การสื่อสาร การเชื่อมโยงผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และการรายงานซีเอสอาร์ แต่ทั้งหมดนี้จำเป็นต้องมีเรื่องกรอบแนวคิดเป็นตัวตั้งต้น มิเช่นนั้นแล้วคุณจะไม่สามารถออกแบบกิจกรรมความรับผิดชอบต่อสังคมอะไรก็ได้ ถ้าไม่ได้พูดถึงเรื่องกรอบแนวคิดสำหรับซีเอสอาร์ของทั้งองค์กรได้ชัดเจนก่อน

ที่สำคัญคุณจะไม่สามารถเชื่อมโยงไปยังผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ถ้ายังไม่กำหนดกรอบแนวคิด ไม่สามารถพูดถึงเรื่องการรายงาน ไม่ว่าจะเป็น ISO 26000 หรือรายงานตามกรอบ GRI ถ้ายังไม่ได้มองในเรื่องกรอบแนวคิด

จึงเป็นเหตุผลทั้งทางทฤษฎีและประสบการณ์ที่ทำให้ผู้จัดหลักสูตรเน้นย้ำว่า เรื่องความรู้พื้นฐานซีเอสอาร์เป็นเรื่องสำคัญ

บริบทสังคมบ่งชี้ลักษณะซีเอสอาร์

"อาจารย์อนันตชัย" อธิบายว่า ซีเอสอาร์ไม่ได้มีคำจำกัดความที่เป็นหนึ่งเดียว จากงานวิจัยที่กำลังทำอยู่ในเรื่องซีเอสอาร์ในบริบทโลกที่เชื่อมโยงกับประเทศไทย ทำให้พบในเบื้องต้นว่า การมุ่งเน้นซีเอสอาร์ ในแต่ละภูมิภาค แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับบริบทของสังคมสิ่งแวดล้อมของพื้นที่นั้น จะเป็นตัวกำหนดลักษณะเด่นของซีเอสอาร์

อีกทั้งซีเอสอาร์ยังมีความหลากหลาย เพราะที่ผ่านมาอาจจะเคยตั้งข้อสงสัยว่า ทำไมบริษัทแบบเดียวกัน อยู่ในพื้นที่เดียวกัน แต่ทำซีเอสอาร์ต่างกัน บริษัทที่อยู่เครือเดียวกัน อยู่ต่างพื้นที่ ทำซีเอสอาร์ต่างกัน ทั้ง ๆ ที่น่าจะเป็นนโยบายระดับโลก นั่นเป็นเพราะการทำซีเอสอาร์มีความหลากหลาย แต่เนื่องจากการทำกิจกรรมซีเอสอาร์ต้องสะท้อนบริบทสังคมและสิ่งแวดล้อม ดังนั้น การฝึกอบรมจึงต้องเน้นการแลกเปลี่ยน เพื่อตอบสนองวัตถุประสงค์ในเรื่องการสร้างความชัดเจนให้กับกรอบคิด และการสร้างซีเอสอาร์ให้กับองค์กรของตัวเอง

นอกจากนี้ ซีเอสอาร์ยังเป็นตัวนำไปสู่มุมมองอีกด้านที่ชี้ว่า ในโลกนี้การทำธุรกิจ การผลิตสินค้า ไม่ได้แยกออกจากสังคมและสิ่งแวดล้อมโดยเด็ดขาด ไม่ใช่ว่าจะแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมสักอย่าง องค์กรต้องตัดเรื่องคุณค่าทางกำไร หรือตัดการดำเนินการนั้น ๆ ออกไปจากเรื่องสังคมไปเลย ซึ่งนั่นอาจไม่ใช่การดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบต่อสังคมแบบที่กำลังจะพูดถึงกัน

ผสมคุณค่าองค์กรเป็นซีเอสอาร์

สิ่งที่ซีเอสอาร์ อะคาเดมีพูดถึงในเบื้องต้นของชั้นเรียนนั้น จึงเป็นการสร้างความเข้าใจและสัมผัสถึงส่วนผสมหรือการเสาะหาคุณค่าผสมขององค์กร (blended value) ด้วยความคิดที่ว่า ถ้าเราตั้งธงหรือมองอะไรไว้แบบใด มันจะนำเราไปสู่วิธีการปฏิบัติที่ตอบสนองวิธีคิดแบบนั้น

ส่วน "blended value" คือการมองการดำรงอยู่ขององค์กร การสร้างสินค้าและบริการออกไปสู่สังคม ไม่ใช่เพื่อแสวงหากำไรเพียงอย่างเดียว แต่คือการอยากตอบสนองสังคมด้วยคุณค่าที่องค์กรมีอยู่ เพราะทุกอย่างมีคุณค่าที่ผสมปนเปกันอยู่ เช่น การทำรายการโทรทัศน์ คงไม่ได้มีแต่เรื่องบันเทิงหรือทำแต่เรื่องมีสาระเพียว ๆ เพราะละครที่ว่ากันว่าน้ำเน่า หรือตลกไร้สาระ ก็ไม่อาจตอบได้ว่าไม่มีคุณค่าทางสังคมเลย

หรือในธุรกิจด้านพลาสติกและเคมี หากวันนี้สังคมไทยไม่มีบริษัทด้านนี้ที่เป็นของคนไทยและผลิตในประเทศไทย สังคมอาจต้องเดือดร้อน เนื่องจากอาจต้องใช้ท่อพีวีซีที่ไม่มีคุณภาพ เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ส่งผลกระทบต่อสังคม ในขณะเดียวกันก็อาจต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ หรือถ้าสังคมไทยไม่มีบริษัททำโฆษณา หรือมีแตˆทำโฆษณาที่ไม่มีคุณภาพ สังคมก็อาจต้องได้รับผลกระทบในด้านลบ

เนื่องจากบริษัททำโฆษณาที่มีคุณภาพย่อมจะมีผลต่อการนำเสนอสิ่งที่ถูก สิ่งที่ควรแก่สังคม ด้วยการขับเคลื่อนของบริษัท จะนำไปสู่การขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ

การไม่มีโฆษณาย่อมทำให้ส่วนผสมทางการตลาดในประเทศไทยเปลี่ยนแปลงไป เพราะโฆษณาเป็นส่วนหนึ่งของ 4P (Price, Place, Product and Promotion) และเราจะทำให้ "P" ตัวหนึ่งของประเทศไทยไม่สมบูรณ์

ในต่างประเทศจะมี code of conduct ด้านโฆษณา เนื่องจากวงการโฆษณาโดยตัวเองมีอิทธิพลต่อสังคมสูงมาก ดังนั้นการทำงานด้วยความรับผิดชอบของคนในวงการโฆษณาจะช่วยกระตุ้นให้สังคมเกิดความ ตื่นตัว ทำให้ระบบกลไกทางการตลาดสมบูรณ์ เป็นต้น

และสิ่งเหล่านี้คือคุณค่าที่มีอยู่ในแต่ละองค์กร และคือคุณค่าที่ผสมปนเปอยู่ใน ทุก ๆ กระบวนการของการดำเนินธุรกิจ

"สิ่งสำคัญของซีเอสอาร์ จึงอยู่ในเนื้อของการทำธุรกิจ ด้วยมุมมองของ blended value อันนี้เป็นแนวคิดหนึ่ง ที่จะทำให้องค์กรก้าวไปสู่การรับผิดชอบต่อสังคมทั้งหมด ทั้งจากการดำเนินธุรกิจ การดูแลพนักงาน รวมถึงการอยู่ร่วมกับชุมชนข้างนอก เพื่อนำองค์กรไปสู่ความยั่งยืน"

ดังนั้น คนทำงานซีเอสอาร์จึงต้องย้อนไปดูองค์กรของตัวเองว่า ในองค์กรของเรามีคุณค่าผสมที่อยู่ในการดำรงอยู่ในสินค้าและการดำเนินกิจการของเราแค่ไหน

"อาจารย์อนันตชัย" ยกตัวอย่างกรณีบริษัทด้านการให้บริการแม่บ้านที่มีพนักงานในสังกัด 2 หมื่นรายว่า หากวันนี้บริษัทนี้หยุดกิจการ นอกจากพนักงานแม่บ้าน 2 หมื่นคนจะตกงานแล้ว คนในครอบครัวของพนักงาน 2 หมื่นคนนี้ก็จะได้รับความเดือดร้อนด้วย โดยข้อมูลที่มีปัจจุบันพบว่า คน 1 คนในระบบเศรษฐกิจต้องมีภาระรับผิดชอบคนในครอบครัว 7 คน ดังนั้นการหยุดกิจการของบริษัทแห่งนี้ย่อมส่งผลกระทบถึงคน 1.4 แสนคนเลยทีเดียว

อีกทั้งเหล่าแม่บ้านทำความสะอาดซึ่งเป็นพนักงานกลุ่มใหญ่ของบริษัทแห่งนี้ ยังเป็น กลุ่มคนในระดับรากฐานทางเศรษฐกิจของประเทศ การหยุดธุรกิจของบริษัท ย่อมส่งผลต่อพื้นฐานทางเศรษฐกิจของประเทศด้วย และการจ้างงานคนเหล่านี้ จึงเป็นความรับผิดชอบต่อสังคมที่สำคัญอย่างหนึ่งของธุรกิจ และยังเข้าข่ายการจัดทำรายงานตามกรอบ GRI (Global Reporting Initiative) ในกลุ่มเศรษฐกิจด้วย

"นี่เป็นตัวอย่างหนึ่งที่ชี้ให้เห็นว่า คุณค่าของธุรกิจไม่ได้อยู่ที่ตัวกำไรหรือจ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้นเท่านั้น แต่คือการที่องค์กรมีความรับผิดชอบต่อสังคม เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อมที่ลึกกว่านั้น เป็นฐานแรกที่แสดงว่า การดำรงอยู่ขององค์กรเราเป็นรากฐานที่สำคัญที่มีต่อสังคม"

เรื่องนี้เป็นแนวคิดใหม่ ที่มองกันว่า องค์กร สินค้าและบริการมีคุณค่าผสมกันอยู่ และคุณค่าผสมนี้เป็นสิ่งที่ทำให้องค์กรต้องดำรงอยู่เพื่อรับผิดชอบต่อสังคม แต่จะเป็นส่วนผสมระหว่างอะไรกับอะไร อยู่ที่แต่ละองค์กรจะไปแยกแยะ วิเคราะห์ออกมา แต่ ณ วันนี้คุณค่าผสมนี้ เป็นคุณค่าผสมระหว่างเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมที่องค์กรมีอยู่ในรูปแบบสินค้าและบริการภายใต้ความรับผิดชอบที่นำไปสู่ความยั่งยืน

เปิดเผย โปร่งใสเหนือกรอบ กม.

อย่างไรก็ตาม การแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร ย่อมต้องคำนึงถึงความอยู่รอดขององค์กรเป็นอันดับแรก ต้องรับผิดชอบต่อเศรษฐกิจขององค์กรก่อน เพราะถ้าองค์กรไม่มีกำไร อยู่ไม่ได้ พนักงานก็ต้องตกงาน และคนในครอบครัวที่พนักงานคนนั้นต้องดูแลก็จะได้รับผลกระทบ ต่อมาการจะดำรงอยู่ขององค์กรธุรกิจ ก็ต้องดำรงอยู่ด้วยข้อกำหนดทางกฎหมาย

แต่การทำตามกฎหมายก็ยังรับประกันไม่ได้ว่าจะไม่มีความเดือดร้อนต่อสังคมและ สิ่งแวดล้อม เพราะกฎหมายบางอย่างก็ไม่ทันเทคโนโลยี มีความล้าหลัง และยังมีขั้นตอนการบังคับใช้อีก ดังนั้นหากกฎหมายยังบังคับไม่ได้ องค์กรธุรกิจก็ต้องมีจริยธรรม ปรับปรุงตัวเองให้สูงกว่ากฎหมายและระเบียบข้อบังคับ

เรื่องนี้เป็นแก่นที่จะบอกว่า องค์กรนั้น ๆ มีความรับผิดชอบ เพราะองค์กรทำสูงกว่ากฎหมาย ไม่ใช่การบอกว่าทำสูงกว่ากฎหมาย ด้วยการไปบริจาคเงินหรือสิ่งของเท่านั้น

อีกทั้งในปัจจุบันยังมีการขับเคลื่อนความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กรด้วยสิ่งที่เรียกว่า "ความโปร่งใส" ที่ไม่ใช่เพียงความโปร่งใสทางการเงินและมุ่งเน้นไปที่ผู้ถือหุ้นเพียงกลุ่มเดียว แต่ความโปร่งใสที่สังคมต้องการมากที่สุดในปัจจุบันคือ ความโปร่งใสที่ชี้ว่าองค์กรดำรงอยู่เพื่ออะไร และองค์กรมีการปฏิบัติในกระบวนการทำธุรกิจด้วยความรับผิดชอบอะไรบ้าง

เรื่องนี้มีความสำคัญมาก โดยตัวอย่างที่เกิดขึ้นแล้ว มาจากสาเหตุการขาดความเชื่อถือของสังคมที่มีต่อภาคธุรกิจ (trust gap) อย่างในกรณีของ 76 โครงการในมาบตาพุดที่ถูกชะลอโครงการ ในระยะแรก ๆ ที่มีเรื่องนี้ สังคมทั่วไปบอกว่า ดีแล้วที่เกิดเรื่องนี้ ขึ้นมา เพราะเป็นครั้งแรกที่ประชาชนชนะภาคธุรกิจ

แต่เมื่อสอบถามให้ลึกลงไปว่า คนเหล่านี้ทราบหรือไม่ว่า โครงการที่ถูกระงับไปนั้นมีโครงการอะไรบ้าง กลับมีคนน้อยถึงน้อยมากตอบได้ ทั้งที่โครงการที่ถูกระงับในรอบแรกนั้นเป็นโครงการเพื่อจัดการด้านสิ่งแวดล้อม หรือโครงการการออกแบบก่อสร้างด้วยซ้ำ

ที่มาของความรู้สึกอย่างนี้ หรือความ คิดนี้ก็เกิดจากสังคมขาดความไว้วางใจ ภาคธุรกิจ และเพราะธุรกิจไม่ได้เปิดเผยข้อมูล เปิดเผยถึงกระบวนการผลิต จนทำให้ในที่สุดธุรกิจก็ต้องมาต่อสู้กับความเชื่อ มากกว่าจะเป็นการต่อสู้กับความจริงกับผู้คนในสังคม

หน้า 29

 

ที่มา:วันที่ 05 กรกฎาคม พ.ศ. 2553:ประชาชาติธุรกิจ


ผู้เข้าชม : 1519 ครั้ง
 
 
 
 
cheap nfl jerseys cheap nike jerseys cheap mlb jerseys cheap real air jordans cheap soccer jerseys