Training Partner เข้าระบบ
 
Username
Password
Forgot password?
 
สมัครเป็น Training Partner ที่นี่
 
 
 
Keyword
วันที่เริ่มต้น
วันที่สิ้นสุด
 
รับข่าวสารการอบรมสัมมนา
 
 
Knowledge Zone > ข่าวสารแวดวง Training
 
 
 
ไม้ต่อธุรกิจกันตนา "ธนามล กัลย์จาฤก ธนสถิตย์" "เราต้องทำให้สำเร็จ เพราะเป็นของเราทุกคน"

อาจเป็นเพราะบริษัท กันตนา กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ประกอบด้วย 3 ธุรกิจหลักคือ หนึ่ง สายธุรกิจโทรทัศน์ สอง สายธุรกิจภาพยนตร์ และสาม สายธุรกิจการศึกษา และราชการสัมพันธ์

ซึ่งมี "จาฤก กัลย์จาฤก" เป็นประธานกรรมการบริหาร "ผศ.ปนัดดา กัลย์จาฤก ธนสถิตย์" เป็นกรรมการบริหาร "นิรัตติศัย กัลย์จาฤก" เป็นกรรมการบริหาร "ศศิกร ฉันท์เศรษฐ์" เป็นกรรมการบริหาร และ จิตรลดา ดิษยนันท์ เป็นกรรมการบริหารที่รับผิดชอบดูแลงานบริหารในส่วน ธุรกิจต่าง ๆ

พี่น้องแต่ละคนในตระกูลกัลย์จาฤก ต่างเป็นเจเนอเรชั่น 2 ที่สืบทอดธุรกิจต่อจาก "ประดิษฐ์-สมสุข กัลย์จาฤก" ซึ่งเป็น ผู้บริหารรุ่นก่อตั้ง

แต่ปัจจุบัน รุ่นหลานในเจเนอเรชั่น 3 ทั้งหมด 13 คน เริ่มจะมีบางคนเข้ามาทำงานในกันตนากรุ๊ปบ้างแล้ว ยิ่งเฉพาะกับ "อุ๊ย" ธนามล กัลย์จาฤก ธนสถิตย์ ซึ่งเป็นลูกสาวคนโต จากทั้งหมด 3 คน ของ "ผศ.ปนัดดา กัลย์จาฤก ธนสถิตย์" อดีตอาจารย์คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ซึ่งเธอรับผิดชอบดูแลในตำแหน่ง Assistant Managing Director Central Executive Office ในเครือกันตนากรุ๊ป

"ธนามล" เริ่มต้นเล่าให้ "ประชาชาติธุรกิจ" ฟังว่า อุ๊ยเรียนจบนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ สาขาวิทยุ-โทรทัศน์ จากนั้นไปเรียนต่อปริญญาโททางด้านการบริหาร ที่บอสตัน คอลเลจ ประเทศสหรัฐอเมริกา

"เพราะต้องการนำความรู้ที่ได้จากการบริหารจัดการมาต่อยอดในธุรกิจของครอบครัว อุ๊ยเรียนประมาณปีครึ่งก็กลับเมืองไทยทันที พอกลับมา คุณลุง (จาฤก) ก็ถามว่า อยากทำด้านการตลาดไหม เพราะคงเห็นอุ๊ยเคยทำเออีมาก่อน เมื่อตอนทำละครของคณะ"

"อีกอย่างอาจเป็นเพราะคุณลุงคงเชื่อว่าเราพอจะรู้จักคน ประกอบกับเพื่อน ๆ ของคุณลุงหลายคนอยู่ในแวดวงการตลาด ก็เลยเชื่อว่าเราน่าจะทำได้ อีกอย่างอาจเป็นเพราะก้านกล้วย 2 กำลังอยู่ในโปรเซส ของโปรดักชั่น เพื่อเตรียมลอนช์ออกสู่ตลาดในปีหน้าตอนนั้นด้วย"

"ก็เลยต้องมาช่วยดูมาร์เก็ตติ้งทางด้านฟิล์ม และอื่น ๆ

อีกนิดหน่อย อุ๊ยต้องติดต่อเองทั้งหมด ทั้งโทรศัพท์นัด เข้าไปพรีเซนต์ รวมถึงการติดตามงานทุกอย่าง ซึ่งงานตรงนั้นก็ทำให้เราเรียนรู้ทั้งจากลูกค้าเองและทีมงาน"

"เพราะลูกค้าบางคนบอกเราตรง ๆ ว่าหนังดีนะ แต่อิมเมจไม่ตรงกับแบรนด์ หรือบางคนบอกว่าสินค้าของเราฮาร์ดเซลไปหน่อย ขณะเดียวกันเราก็ได้เรียนรู้จากพี่ ๆ ทีมงานมาร์เก็ตติ้งด้วยกัน เพราะเขาจะคอยสอนงานและคอยให้กำลังใจ ซึ่งก็ทำให้ เรารู้สึกดี และรู้สึกว่าการปิดงานแต่ละ โปรเจ็กต์มันไม่ง่ายเลย"

จากก้านกล้วย 2 "อุ๊ย" ธนามล ต้องมาช่วยมาร์เก็ตติ้งกับภาพยนตร์เรื่องที่ 2 คือ "คนไทยทิ้งแผ่นดิน" และเรื่องนี้ไม่เพียงเธอจะต้องติดต่อประสานงานกับส่วนราชการมากขึ้น เธอยังต้องดูแลสปอนเซอร์ และติดต่อดิวงานจากภาคส่วนต่าง ๆ ด้วย

เธอยอมรับในช่วงแรกว่า งานด้านมาร์เก็ตติ้งอาจไม่ใช่งานที่เธอถนัด เนื่องจากเธออยากทำทางด้านโปรดักชั่น เฮาส์มากกว่า แต่เธอก็รู้ดีว่างานทางด้านมาร์เก็ตติ้ง นอกจากจะเป็นการฝึกตัวเองให้รู้จักผู้คน ยังเป็นการฝึกตัวเองให้รู้จักการเปิดมุมมองวิสัยทัศน์ด้วย

เพราะงานมาร์เก็ตติ้งจะต้องติดต่อเจรจากับลูกค้า ที่สำคัญ "อุ๊ย" รู้ดีว่า งานทางด้านนี้เป็นงานที่เชื่อมต่อไปยังไลน์ธุรกิจต่าง ๆ และถ้าหากเธอผ่านบททดสอบนี้ได้ เธอจะพัฒนาไปเชื่อมต่อในธุรกิจอื่นได้ด้วย

สำคัญไปกว่านั้น "อุ๊ย" มีความรู้สึกว่า เราต้องทำเพราะเป็นธุรกิจของครอบครัว

"เพราะอุ๊ยเห็นพนักงานข้างนอกที่มาช่วยทำงานอื่นให้กับกันตนา เขาทำงานด้วยความทุ่มเทและตั้งใจจริง อุ๊ยจึงมานั่งคิดว่าขนาดงานที่เขาทำอยู่ไม่ใช่ของเขา เขายังทุ่มเทขนาดนี้ แล้วเราล่ะ ลูกหลานกันตนาแท้ ๆ ทำไมเราถึงไม่ทุ่มเทแบบเขาบ้าง"

ตรงนี้เป็นจุดที่ทำให้ "อุ๊ย" ธนามลเริ่มคิด และเป็นจุดที่ทำให้เธอเริ่มวิตกกังวลพร้อมกันด้วย

"เพราะเรายังขาดความกระตือรือร้นและขาดความทะเยอทะยาน อาจเป็นเพราะเรารู้อยู่แล้วว่ายังไง ๆ ก็ต้องมาทำงานที่นี่ จึงทำให้ไม่ค่อยแอ็กทีฟ ขณะเดียวกันอุ๊ยก็รู้สึกกังวล กลัวจะทำงานสู้คนรุ่นก่อนไม่ได้ และตรงนี้อุ๊ยก็เคยคุยกับพี่เต้ พี่ชายอีกคนในเจเนอเรชั่นเดียวกัน"

"โชคดีที่ว่างานทุกอย่างยังไม่มาอยู่ที่เราโดยตรง เพราะผู้ใหญ่เป็นผู้บริหารหลัก แต่เราก็ต้องพยายามเรียนรู้งานและศึกษางานอย่างรอบด้านด้วย"

"เหมือนกับเราอยู่ตรงกลาง อยู่ระหว่างผู้บริหารระดับบนกับพนักงานระดับปฏิบัติ จึงทำให้เราเห็นภาพทั้ง 2 ด้าน ซึ่งบางด้านพอเราเห็นปัญหา เราก็แก้ให้เขาทันที แต่ในส่วนที่แก้ไขไม่ได้ เราก็จะเล่าให้คุณแม่ฟัง ไม่ใช่ฟ้องนะ เป็นการเล่าเพื่อหาแนวทางแก้ไข เพราะต่อไปเราต้องขึ้นมานั่งบริหาร เราจึงต้องพยายามเรียนรู้ทุกอย่าง"

"แต่สำหรับส่วนตัว เรากับพนักงานจะเป็นกันเองมาก ๆ สบาย ๆ เพราะบางคนเขาเห็นเรามาตั้งแต่เด็ก พอเขาเจอเราก็จะเล่าเรื่องราวเก่า ๆ ให้ฟัง เราก็ชอบฟังนะ ขณะที่บางส่วนก็จะเป็นพนักงานใหม่ อุ๊ยให้ความเคารพทุกคน เพราะถือว่าทุกคนมีประสบการณ์ ทุกคนเป็นครู"

"เราไม่ค่อยอยากเข้าไปเสนอความ คิดเห็น เพราะเชื่อในความสามารถและประสบการณ์ของเขา ยกเว้นที่เห็นว่าไม่ถูกต้องจริง ๆ เราจึงแสดงความคิดเห็น แต่ก็เป็นการแสดงความคิดเห็นแบบถ้อยทีถ้อยอาศัย เพราะอุ๊ยเชื่อว่า เราเป็นพนักงานคนหนึ่งเหมือนกัน มีอะไรต้องสื่อสารกันให‰ดีที่สุด"

ถึงตรงนี้จึงอดถาม "อุ๊ย" ธนามลไม่ได้ว่า แล้วได้อิทธิพลอะไรจาก "คุณแม่" บ้าง เธอจึงตอบว่า คุณแม่เป็นผู้หญิงที่สอนให้รู้จักความอดทน ความอดกลั้น และท่านเป็นคนที่ trust มาก แทบจะไม่เคยย่อท้อต่อความยากลำบาก และต้องทำให้ได้

"อุ๊ยจะได้ตรงนี้มา และก็มีความพยายามที่จะทำ แม้จะมีอุปสรรคบ้าง เหมือนอย่างตอนแรก ๆ ที่ไปหาลูกค้า ก็เจอลูกค้าพูดดีบ้าง ไม่ดีบ้าง เราร้องไห้เลยนะ คุณแม่จะปลอบบอกว่า เราเพิ่งจะอายุ 20 กว่า ๆ เอง ยังมีเวลาอีกเยอะ และประสบการณ์จะช่วยสอนเรา"

"คุณแม่จะไม่เป็นคน push ลูก ไม่บังคับอะไรทั้งสิ้น เขาไว้ใจลูกมาก และเขาเชื่อว่าเรารู้ว่าอะไรดี ไม่ดี ฉะนั้นรอให้ประสบการณ์สอนเรา แล้วเราจะเข้าใจงานทุกอย่างเอง และที่สุดก็จะทำให้เราแข็งแกร่งและแข็งแรง"

ขณะที่ในแง่ของกันตนากรุ๊ป "อุ๊ย" ธนามลบอกว่า เธอมีความรักในบริษัทมาก เพราะตรงนี้เสมือนเป็นแรงบันดาลใจอย่างหนึ่งของเธอ แม้ตอนนี้เธอยอมรับว่ายังไม่มีลูกน้องอย่างเป็นทางการ แต่เธอมีความเชื่อว่า ถ้าเธอจะมีลูกน้องในวันหนึ่ง เธอจะต้องสร้างแรงบันดาลใจให้เขา มากไปกว่าสนใจเรื่องเงินเพียงอย่างเดียว

"พยายามที่จะรับคนเข้ามาช่วยในทีมมาร์เก็ตติ้ง เรียกมาสัมภาษณ์ 10 คน ส่วนใหญ่มองเรื่องเงินเดือนก่อน ซึ่งเราก็พยายามเอาใจเขามาใส่ใจเรา แต่เอาเข้าจริงมันไม่ใช่ เขาแทบจะไม่มีใจที่จะทำงานจริง ๆ เลย ส่วนเพื่อนเราก็ไม่อยากให้มาทำงานกับเรา เก็บเขาเอาไว้เป็นเพื่อน คอยให้คำปรึกษาดีกว่า พูดง่าย ๆ คือกลัวเสียเพื่อน"

นอกจากนั้น "ประชาชาติธุรกิจ" ยังถาม "อุ๊ย" ธนามล ในเรื่องของมุมมองการรักษาคนเก่าว่า มีมุมมองต่อเรื่องนี้อย่างไร เธอตอบทันทีว่า อุ๊ยแคร์เรื่องคนมาก และส่วนตัวอุ๊ยให้ความเคารพคนเหล่านี้ เพราะเขาเป็นผู้สร้างบริษัทมาพร้อม ๆ กับคุณตา-คุณยาย

"ที่สำคัญคนเหล่านี้มีประสบการณ์มาก เราต้องพยายามเรียนรู้จากเขา แต่ในทางกลับกัน คนกลุ่มนี้อาจชอบในสิ่งที่เขาทำตอนนั้น แต่ตอนนี้ไม่ใช่แล้ว เราต้องบอกเขาว่าจะคิดแบบเดิมสมัย 20 กว่าปีที่แล้วไม่ได้ ต้องค่อย ๆ บอก และค่อย ๆ เปลี่ยน"

"อุ๊ยเชื่อว่าตอนนี้กันตนาเติบโตในระดับหนึ่ง มีทั้งในส่วนที่เป็นโลคอลและอินเตอร์เนชั่นแนล ดังนั้นเราจึงต้องรักษาระดับให้อยู่ในมาตรฐาน ซึ่งแม้จะดูอินเตอร์ขึ้น แต่เราต้องไม่ลืมวัฒนธรรมบางอย่างที่เป็นของไทยด้วย"

"พี่เต้จะไปดูงานเทศกาลที่เมืองนอกบ่อย เขาจะมาเล่าให้ฟังว่าตอนนี้ธุรกิจนี้เป็นอย่างนี้นะ ส่วนตัวเราก็พยายามศึกษามีเดียจากเมืองนอกว่าเขาทำอย่างไรถึงประสบความสำเร็จ ทำไมเรตติ้งเขาสูง เราก็นำมาปรับใช้ พูดง่าย ๆ คือกันตนาจะอยู่แบบ พอเพียง ไม่หวือหวา แต่ไฮเทคโนโลยีคือมีความทันสมัย และรสนิยมดี"

ซึ่งเหมือนกับตอนนี้ที่ "อุ๊ย" ธนามล กำลังเข้าไปช่วย "คุณแม่" ดูแลตลาดการศึกษาของสถาบันกันตนา รวมถึงเข้าไปช่วยดูมาร์เก็ตติ้งของนิวมีเดีย ซึ่งเป็นโรงหนังชุมชนขนาดเล็กที่จะเปิดพร้อมกันทั่วประเทศในปลายปีนี้

ที่ไม่เพียงจะเป็นอีกความท้าทายหนึ่งของ "อุ๊ย" ธนามล กัลย์จาฤก ธนสถิตย์ หากยังเป็นอีกความท้าทายหนึ่งสำหรับ เจเนอเรชั่น 3 ที่ทำงานมาเพียง 3 ปี กับอายุเพียง 28 ปีเท่านั้น

ที่พร้อมจะทำงานทุกอย่างด้วยความทุ่มเท เพราะทุกอย่างที่เธอทำล้วนเป็น ของครอบครัว ของเธอ และของกันตนากรุ๊ปทุกคน

"ฉะนั้นจะต้องทำให้ได้ และจะต้องสำเร็จ เพราะเป็นของเราทุกคน"

หน้า 29

ที่มา:วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2553:ประชาชาติธุรกิจ



 


ผู้เข้าชม : 2585 ครั้ง
 
 
 
 
cheap nfl jerseys cheap nike jerseys cheap mlb jerseys cheap real air jordans cheap soccer jerseys