Training Partner เข้าระบบ
 
Username
Password
Forgot password?
 
สมัครเป็น Training Partner ที่นี่
 
 
 
Keyword
วันที่เริ่มต้น
วันที่สิ้นสุด
 
รับข่าวสารการอบรมสัมมนา
 
 
Knowledge Zone > ข่าวสารแวดวง Training
 
 
 
ผู้นำ "ฟ้าหลังฝน" Motivation in Crisis


"วิกฤตการณ์ !"

คำนี้ผมเคยใช้ขึ้นต้นมาก่อนในบทความครั้งที่แล้ว เรื่อง "Crisis Leadership" ซึ่งเป็นแค่เพียงการคาดการณ์ว่าถ้าเกิดวิกฤตจะต้องทำอย่างไร และเรียนรู้ที่จะเป็นผู้นำในสภาวะวิกฤตได้อย่างไร

แต่ในวันนี้ "วิกฤตการณ์จริง" ได้เกิดขึ้นแล้ว ถ้าผู้อ่านท่านใดอยากรู้ว่าจะต้อง เตรียมตัวอย่างไร ลองหาอ่านบทความนี้ย้อนหลังทาง Website ของประชาชาติธุรกิจ หรืออีเมล์มาคุยกันก็ได้ครับ

แน่นอนว่าในสภาพวิกฤตตอนนี้พนักงานทุกคน รวมถึงตัวคุณด้วยคงอยู่ในภาวะจิตใจที่ไม่ค่อยปกตินัก อาจเป็นความหดหู่ ความกังวล แล้วไม่มั่นใจ รวมถึงความเกลียดชัง ซึ่งทั้งหมดนี้ส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการทำงานแทบทั้งสิ้น

โดยจุดเริ่มต้นของวิกฤตการณ์อาจเกิดขึ้นจากจุดเดียวกัน แต่สาเหตุที่กระทบสภาพจิตใจของแต่ละคนนั้นแตกต่างกัน เช่น ตัวคุณอาจจะกังวลว่ายอดขายของธุรกิจจะต้องลดลงในอนาคต แล้วธุรกิจจะอยู่อย่างไร ปรับตัวอย่างไร รวมถึงจะแก้ไขปัญหานี้อย่างไร

ส่วนพนักงานบางคนอาจจะ "in" กับ สถาการณ์เลยกังวลไปถึงความปลอดภัยในชีวิต ส่วนบางคนอาจได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์โดยตรงทั้งแก่ตนเอง ครอบครัว หรือคนที่รู้จัก ซึ่งไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใดก็ตาม "คุณในฐานะผู้นำ" จะต้องนำพาทั้งองค์กรและพนักงานให้ผ่านพ้นช่วงนี้ไปให้ได้

เรามาทำความเข้าใจกันก่อนว่า สิ่งที่กระทบพนักงานตอนนี้ "ไม่ใช่ความสามารถลดลง" แต่เป็นเพราะ "ทัศนคติที่เปลี่ยนแปลง"

ดังนั้น สิ่งที่คุณจะต้องรักษา คือ "จิตใจไม่ใช่ความสามารถในการทำงาน" ผู้อ่านบางคนคงคิดอยู่ในใจว่า เรื่องเล็ก ๆ แค่นี้ทำไมจะไม่รู้

"สิ่งนี้ไม่ใช่ว่ารู้หรือไม่รู้ แต่คือทำหรือไม่ทำมากกว่า"

ต้องอย่าลืมว่า ตัวคุณเองก็อยู่ในสภาวะจิตใจที่ไม่ปกติเช่นกัน

ดังนั้น จึงมีความเป็นไปได้สูงที่ตัวคุณในฐานะผู้บริหาร แทนที่จะมุ่งเน้นในการรักษาจิตใจของพนักงาน กลับมามุ่งเน้นการรักษาประสิทธิภาพการทำงาน เพราะตัวคุณเองนั้นก็กังวลกับสิ่งที่กระทบธุรกิจเช่นกัน

ในวันนี้เรามาเรียนรู้วิธีการในการสร้างแรงจูงใจในช่วงวิกฤต หรือ Motivation in Crisis กัน ซึ่งหลักการง่าย ๆ มีอยู่แค่เพียง 3 หลักเท่านั้น

1.การเข้าอกเข้าใจ

หลักการนี้ดูง่าย ๆ ครับ แต่ปฏิบัติยากเหมือนกัน เพราะหลักในการปฏิบัติก็คือ การไม่ตัดสินล่วงหน้าจากสิ่งที่เราเห็น

หลักการนี้หมายถึง คุณต้องพยายามเข้าใจถึงสาเหตุที่ลูกน้องมีสภาพจิตใจโดยการเปิดโอกาสรับฟังปัญหาที่อยู่ในจิตใจของแต่ละคน เช่น ถ้าคุณมีลูกน้องโดยตรงประมาณ 5 คน คุณก็อย่าเหมารวมว่าทุกคนจะมีสาเหตุที่ผลกระทบต่อจิตใจที่ทุกคนเหมือนกัน คุณจะต้องค้นหาสาเหตุที่แท้จริงให้ได้

คุณอาจจะจัดประชุมเพื่อให้ทุกคนได้เปิดใจ หรือประชุมกันตัวต่อตัว เพื่อให้คุณได้เข้าใจความคิดและวิธีคิดของเขา เพราะถ้าคุณไม่เปิดโอกาสเช่นนี้ คุณจะไม่มีทางรู้ความในใจของลูกน้อง แล้วถ้าคุณไม่รู้ความในใจ คุณจะ "แก้หรือรักษาปัญหาได้อย่างไร"

2.สร้างความสัมพันธ์ที่ดี

คุณในฐานะผู้บริหาร เมื่อก่อนคุณอาจจะ "มีระยะห่าง" กับลูกน้องในระดับหนึ่ง

แต่ในสภาพเช่นนี้คุณจะต้องสร้าง "ความใกล้ชิด" กับลูกน้องให้มากขึ้น พยายามสร้างความสัมพันธ์ที่ดีให้เกิดขึ้น

หัวใจของความสัมพันธ์ที่ดีก็คือ "การเอาใจเขามาใส่ใจเรา"

ถ้าคุณมีหัวใจเช่นนี้ "พฤติกรรม" ของคุณก็จะแสดงออกถึงสัมพันธภาพที่ดีเช่นกัน การร่วมใจกันทำงานเพื่อกู้วิกฤตก็จะเกิดขึ้น

แต่สำหรับผู้บริหารบางท่านที่มี "ระยะห่าง" กับลูกน้อง อาจจะอาศัยช่วงนี้เปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาสโดยการเข้ามาสร้างความคุ้นเคยสนิทสนมก็ได้ ซึ่งผลดีเกิดขึ้นกับคุณในระยะยาวแน่นอน

3.การสื่อสารเพื่อสร้างแรงจูงใจ

สิ่งสำคัญที่จะขาดไม่ได้เลยสำหรับ ผู้บริหารทุกคนก็คือ การสื่อสาร แต่ในสถานการณ์นี้คุณจำเป็นต้องสื่อสารที่จะสร้างแรงจูงใจให้เกิดขึ้นกับลูกน้องของคุณให้ได้ โดยเคล็ดลับของการสื่อสารในภาวะวิกฤตนั้น คือ การเข้าให้ถึงใจของลูกน้อง

เนื่องจากตอนนี้ลูกน้องอยู่ในสภาวะ "ทัศนคติเชิงลบ" สิ่งที่คุณต้องทำ คือ ทำให้ลูกน้องคุณมาร่วมใจกันเพื่อ "หนี" จากสภาพเชิงลบให้ได้

การพูดบวก เพื่อให้ลืม จะใช้ไม่ได้ผลเลยกับสภาพเช่นนี้ เพราะการพูดบวกเพื่อให้ลืม แต่สภาพจริง ๆ มันยังไม่ได้แก้ไข บอกให้ "คิดบวก" ก็ไม่สามารถคิดได้แน่นอน แต่ถ้าคุณบอกให้ "ทำอะไรบางอย่าง" เพราะทำแล้วเขาสามารถหลุดพ้นจากสิ่งเลวร้ายได้ "สิ่งนั้น เขาจะทำทันที"

เคล็ดลับอีกประการหนึ่งของการสื่อสารเพื่อสร้างแรงจูงใจนี้ก็คือ ข้อ 1.การเข้าอกเข้าใจ เพราะถ้าคุณหาสาเหตุเจอ คุณก็จะสร้างแรงจูงใจได้ดี

ในสภาวะเช่นนี้ ทั้ง 3 ข้อนี้คุณต้องทำไปพร้อม ๆ กัน

แต่เหนือสิ่งอื่นใด การที่คุณจะสร้างแรงจูงใจให้กับลูกน้องได้ คุณต้องระลึกไว้ เสมอว่า คุณเองจะต้อง "สร้างแรงจูงใจให้กับตนเองก่อน" ให้เป็นแบบอย่างที่ดีแก่ ลูกน้องทุกคน เพราะถ้าคุณยังวิตกกังวล ท้อแท้อยู่

คุณก็ไม่มีทางที่จะสร้างแรงจูงใจให้กับคนอื่น ๆ ได้อย่างแน่นอน "ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ประเทศไทยจะต้องอยู่ต่อไป

แต่ที่สำคัญกว่าคือ เราทุกคนต้องร่วมสร้างประเทศไทยให้ดีขึ้นกว่านี้"

หน้า 30

ที่มา:วันที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2553 : ประชาชาติธุรกิจ : คอลัมน์ Executive Coach : โดย คม สุวรรณพิมล

 


ผู้เข้าชม : 1022 ครั้ง
 
 
 
 
cheap nfl jerseys cheap nike jerseys cheap mlb jerseys cheap real air jordans cheap soccer jerseys