Training Partner เข้าระบบ
 
Username
Password
Forgot password?
 
สมัครเป็น Training Partner ที่นี่
 
 
 
Keyword
วันที่เริ่มต้น
วันที่สิ้นสุด
 
รับข่าวสารการอบรมสัมมนา
 
 
Knowledge Zone > ข่าวสารแวดวง Training
 
 
 
ปลดล็อกปัญหาคน ด้วยสูตรสร้าง 'ผู้จัดการอัจฉริยะ'

* ไขหนทาง 'หลุดกับดัก' ทีมงานทำงานไม่ตอบโจทย์
       
       * ปิดจุดอ่อน 4 ไม่ 'ร่วมมือ-ทำตาม-แสดงออก-มีส่วนร่วม'
       
       * ผู้เชี่ยวชาญโค้ชชิ่งแนะทางสร้าง 'ผู้จัดการอัจฉริยะ'
       
       * พร้อมผสานหลักบริหารสร้างทีมงาน 7 ขั้นตอน
       
       'พนักงานไม่ให้ความร่วมมือ...สั่งงานให้ทำแล้วไม่ได้ตามเป้า...ไม่กล้าแสดงความเห็น และไม่อยากมีส่วนร่วมกับกิจกรรมขององค์กร' นี่คือ สัญญาณแรกส่อเค้าองค์กรไปไม่รอด จำเป็นอย่างยิ่งที่องค์กรจะต้องหันมาทบทวน ติดอาวุธในการบริหารจัดการคนอย่างจริงจัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับตั้งแต่ระดับผู้นำองค์กร ผู้บริหาร เจ้าของกิจการ ที่ต้องการให้องค์กรขับเคลื่อนเดินหน้าและประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้
       
        ผู้อำนวยการสถาบันที่ปรึกษาและพัฒนาธุรกิจ Step Plus 'ดร.สุรชัย โฆษิตบวรชัย' กล่าวว่า เนื่องจากปัจจุบันแทบทุกองค์กรมีปัญหาเรื่องคนในแบบนี้ ได้แก่ ข้อแรก-พนักงานไม่ให้ความร่วมมือ ทำให้งานไม่สำเร็จลุล่วง จึงทำให้เครื่องชี้วัดผลงานไม่เห็นผล ข้อสอง-คำสั่งไม่ได้รับการปฏิบัติอย่างถูกต้อง อาจเกิดจากปัญหาสื่อสารภายในองค์กร หรือไม่เข้าใจคำสั่ง หรือไม่เข้าใจในสิ่งที่ผู้จัดการหรือหัวหน้าสั่งงาน ดังนั้นจึงมีปัญหาในด้าน Out put หรือ Out Come ที่องค์กรคาดหวังไม่บรรลุเป้าหมาย ข้อสาม-ไม่กล้าแสดงความคิดเห็น โดยไม่ใช่เรื่องของวัฒนธรรมไทย แต่เป็นเพราะบรรยากาศและการสนับสนุนของทีมงานและหัวหน้างานที่ไม่เอื้ออำนวย
       
        'ในปัญหาการไม่กล้าแสดงความคิดเห็น เป็นปัญหาที่พบมากในบริบทสังคมไทย และอย่าเพิ่งไปโยนบาปว่าเป็นเพราะวัฒนธรรมไทยที่ไม่กล้าแสดงออกทั้งในและนอกที่ประชุม อาทิ เมื่อผู้นำหรือหัวหน้างานถามทีมงานว่า คิดอย่างไรกับการมีแผนบุกตลาดสินค้า แต่ไม่มีทีมงานตอบคำถาม หัวหน้าก็โทษว่า นี่แหละเป็นนิสัยคนไทย'
       
        เขาบอกว่า หากวิเคราะห์ลึกลงไปพบว่า สภาพแวดล้อมและพฤติกรรม ทัศนคติไม่เอื้อให้แสดงความคิดเห็น หรือออกความคิดเห็นไปแล้วกลับไปเจอหัวหน้าหรือเพื่อนร่วมงานดูถูกหรือยึดเอาความเห็นตัวเองเป็นหลัก ทำให้ไม่มีใครกล้าแสดงความคิดเห็น
       
        'ดังนั้น คนเป็นผู้นำหรือหัวหน้าจะต้องเป็นคนมีจิตวิทยาสูงมากในการทำให้คนระดับล่างป้อนข้อมูลกลับมา เพราะถือเป็นคนสำคัญ โดยเฉพาะหากทีมงานไม่กล้าแสดงความคิดเห็น และเลือกทำตามคำสั่งเท่านั้น สะท้อนว่า องค์กรนั้นเริ่มมีสัญญาณร้าย อย่างไรก็ตาม หากต้องการเปลี่ยนทัศนคติของคน มันต้องเปลี่ยนที่พฤติกรรม ขณะเดียวกันหากต้องการเปลี่ยนพฤติกรรมก็ต้องเปลี่ยนสิ่งแวดล้อม'
       
        ข้อสี่-ไม่อยากมีส่วนร่วมกับกิจกรรมขององค์กร ไม่ว่าเป็นงานเลี้ยงปีใหม่ งานสังสรรค์ประจำปี คนขององค์กรบางคนก็ไม่อยากไปร่วมงานหรือกิจกรรมที่จัดไว้ ขณะเดียวกันก็อ้างเหตุผลต่างๆ นานาทั้งติดธุระส่วนตัว ภารกิจงานต่างๆ แทบทุกปีไม่ว่างานเล็ก งานใหญ่ ดังกล่าวนี้เป็นสัญญาณของปัญหาที่องค์กรต้องรีบขจัดแก้ไข ขณะเดียวกัน หากไม่ดำเนินการใดๆ ก็จะส่งผลให้โอกาสที่องค์กรจะเจริญเติบโตอย่างก้าวกระโดดนั้นยากมาก เนื่องจากองค์กรต้องขับเคลื่อนด้วยคน ไม่ได้มีบทบาทเพียงแค่ทุนเท่านั้น ดังนั้นหากใส่ข้อมูลป้อนกลับเข้าไปให้ถูกกับคนก็จะสามารถสร้างรายได้ย้อนกลับมา
       
        'ถ้าหากเรามองว่าคนเป็นคน หรือพีเพิล มันจะมีนัยสำคัญ คือ สปิริตหรือจิตใจเข้ามาเกี่ยวข้อง ดังนั้น องค์กรใดที่มีผู้จัดการอัจฉริยะสามารถผลักดันให้คนเป็นคน นั่นหมายถึงว่า ตัวเขาเองสามารถสร้างผลกำไรย้อนกลับมาให้องค์กรอย่างเป็นรูปธรรม ก็จะได้จิตใจและความเอื้ออาทร รวมถึงความช่วยเหลือที่มาจากรากแก่นแท้ของความรู้สึกที่มีต่อเขา อีกทั้งยังทำงานด้วยความเต็มใจ'
       
        ปิดจุดอ่อนปัญหาคน
        ด้วย 'ผู้จัดการอัจฉริยะ'
       
        ดังนั้น หากองค์กรต้องการที่จะขับเคลื่อนไปได้และปิดจุดอ่อนดังกล่าวจะต้องมีผู้นำหรือ 'ผู้จัดการอัจฉริยะ' หมายถึง หัวหน้าที่มีลูกน้องมีความเฉลียวฉลาด รอบรู้ และต้องรู้จักวิธีบริหารจัดการคน ขณะเดียวกันไม่ได้หมายถึง ผู้บริหารระดับกลาง แต่ยังรวมถึงซีอีโอ หรือกรรมการผู้จัดการ รวมถึงในกลุ่มเอสเอ็มอีทั้งที่เป็นเจ้าของกิจการ ประธานกรรมการ ก็ต้องเข้าใจหลักบริหารคนดังกล่าวนี้ ได้แก่
       
        ข้อแรก-อ่านคนให้ออก เพื่อเข้าใจถึงความต้องการหรือความคิดของทีมงานแล้วให้สิ่งนั้นแก่พวกเขา ผลงานที่ออกมาก็ถูกทำด้วยความเต็มใจ ดังนั้นสิ่งสำคัญ ผู้นำหรือผู้จัดการอัจฉริยะต้องเข้าใจคนหรือทีมงานให้ได้ว่าแต่ละคนมีความแตกต่างแล้วสามารถบริหารความต่างของคนให้ได้ ก็จะสามารถใช้งานแต่ละคนได้
       
        'การอ่านคน เป็นหลักการข้อแรกที่ผู้จัดการอัจฉริยะต้องมี ทั้งต้องรู้หลักสังเกต บุคลิก อุปนิสัยและพฤติกรรมชอบหรือไม่ชอบอะไร โดยเบื้องต้นจะต้องทำการทดสอบด้วยแบบทดสอบตัวเองเสียก่อน ขณะเดียวกันก็ต้องเรียนรู้พื้นฐานเกี่ยวกับคนว่า มีกี่ประเภท แต่ละประเภทเป็นอย่างไร และวิธีการจัดการดูแลในระยะต่อมา'
       
        ข้อสอง-บอกคนให้เป็น โดยดูว่าการ 'สั่งงาน' คนมีวิธีการและเข้าใจดีหรือไม่ นอกจากนี้จะต้องมีการ 'สอนงาน' ด้วย ทำอย่างไรจึงจะสื่อสารให้คนเข้าใจในคำสั่งหรืองานที่ได้รับมอบหมายรับผิดชอบ จำเป็นต้องมีกระบวนการโค้ชชิ่งเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยผู้จัดการอัจฉริยะจำเป็นต้องบอกลูกน้องให้เป็น
       
        'มันเป็นมากกว่าการบอกให้ทำงาน แต่จะต้องสอนงานหรือโค้ชชิ่งให้เขาด้วยในเนื้องาน วิธีการ หรือเทคนิคต่างๆ หรืออีกนัยหมายถึง การเข้าใจกระบวนการสอนงานว่ามีกี่กระบวนการ ไม่ว่าจะเป็นระบบ One the job training ระบบพี่เลี้ยง หรือระบบยอดนิยมในปัจจุบัน คือ การมีส่วนร่วม หรือการทำโค้ชชิ่ง คือ ทำอย่างไรในการสอนงานลูกน้องแบบไม่รู้ตัวว่าถูกสอนงาน แต่ได้ผลงานเต็มที่ เพราะแรงต้านอาจเกิดขึ้นได้ทันทีหากเขารู้ว่าถูกสอน ดังนั้น ผู้จัดการอัจฉริยะจะต้องรู้วิธีการดังกล่าวนี้'
       
        ข้อสาม-เห็นคนให้ชัด หมายความว่า คนที่เป็นผู้จัดการอัจฉริยะต้องมีกระบวนการที่สามารถมองคนให้ชัดเจน ในการวัดและประเมินผลงานเขา ดังนั้น ปัจจุบันเครื่องมือ KPI เพียงตัวเดียว จึงไม่เพียงพอที่จะประเมินทีมงานให้ประสบความสำเร็จ อีกสิ่งหนึ่งที่จะได้คือ ขวัญและกำลังใจ ก็จะทำให้เกิดการเดินหน้าในการทำงาน
       
        'แนวคิดนี้เกิดขึ้นเมื่อเราเชื่อมั่นในกระบวนการ หมายถึงว่าเราสามารถทำมันได้ดี ผลลัพธ์สุดท้ายก็จะออกมา แต่ทางตรงกันข้าม ถ้าหากผลงานไม่ออก อาจเนื่องจากปัจจัยภายนอกหรือตัวอื่นๆ ที่มาแทรก อาทิ เรื่องการเมือง เศรษฐกิจโลก แต่ยังสามารถเดินได้ตรงตามที่กำหนดไว้ เขาก็ควรจะได้คะแนน แต่หากใช้เครื่องมือ KPI วัดอย่างเดียว ก็อาจไม่ได้คะแนน อันส่งผลให้การทำงานระยะต่อ แต่กลับเลือกทำเฉพาะงานที่มีผลต่อเขาเท่านั้น'
       
        ข้อสี่-ต้องขจัดอคติ เนื่องจากการเป็นผู้จัดการบางครั้งอาจเกิดอคติ ลำเอียงเกิดขึ้น จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องขจัดออกไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สิ่งที่เรียกว่า ความคุ้นเคย โดยต้องมองให้ออกว่า การกระทำของทีมงานหรือลูกน้องมีเจตนาอย่างไร มีความตั้งใจทำงานจริงหรือไม่
       
        'อย่างบางคนทำงานออกพื้นที่ตลาด แต่พูดจาห้วนไม่ไพเราะ ไม่เอาอกเอาใจ ก็ต้องเข้าใจว่าเขาทำงานและเป็นคนที่มีลักษณะแบบนั้น บางคนไม่เคยออกไปตลาด แต่พูดจาดีเอาอกเอาใจสารพัด จะไปประเมินให้คะแนนมากไม่ได้ ต้องขจัดอุปสรรคออกไป'
       
        ทีมงานดี องค์กรมีชัยชนะ
       
        ไม่เพียงแต่ต้องมีผู้จัดการอัจฉริยะเท่านั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่องค์กรจะต้องมีการบริหารทีมงานให้มีประสิทธิภาพ จำเป็นต้องพยายามลดช่องว่างระหว่างบุคคลทำให้มีความใกล้เคียงกัน เป็นการปรับตัวเข้าหากัน เช่นการเปิดรับฟังความคิดเห็นมากขึ้น ยอมรับและเข้าใจถึงความแตกต่าง ให้คนส่วนใหญ่มีส่วนร่วมในการออกระเบียบข้อบังคับ และการพิจารณาเรื่องราวต่างๆ อาศัยหลักเหตุผลมากกว่าใช้ความรู้สึกของคนใดคนหนึ่งมาเป็นเกณฑ์ในการตัดสินใจ
       
        'ประโยชน์ที่ได้รับ ถ้าองค์กรใดมีทีมงานที่ดีจะเป็นตัวช่วยที่สำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน แบบไม่ต้องลงทุนอะไรมากมาย สมาชิกทุกคนในทีมงานจะมีความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร มีความต้องการที่จะพัฒนาองค์กร และมีความกังวลถ้าองค์กรกำลังอยู่ในสภาวะที่ตกต่ำ'
       
        ทั้งนี้ เขาบอกว่า องค์ประกอบของทีมงานมีอยู่ด้วยกัน 3 ส่วน คือ 1.ผู้นำทีม (Leader) 2.สมาชิก (Member) 3.แนวทางการทำงานร่วมกัน (Work Process) การทำงานจึงอาจมีข้อขัดแย้งขึ้นระหว่างผู้นำและสมาชิก ในหมู่สมาชิกด้วยกัน หรือไม่พึงพอใจต่อกฎระเบียบที่มีการกำหนดให้มีการทำงาน การรวมใจกันในการสร้างทีมงาน เป็นหน้าที่ของทุกคนในองค์กร
       
        โดยมีหลักวิธีการสร้างทีมงานอยู่ด้วยกัน 7 ประการดังต่อไปนี้ 1.การมีจุดหมายที่ชัดเจน (Clear Goal) 2.การมีส่วนร่วมในกลุ่มสมาชิก (Participation in all members) 3.ความไว้ใจ (Trust) 4.ภาวะผู้นำที่มีประสิทธิภาพ (Effective Leadership) 5.มีความคิดในแง่บวก (Optimism) 6.มีการสื่อสารที่ดี (Good Communication) และ 7.มีจุดมุ่งหมายที่สูง (High Expectation)
       
       หลักสร้างทีม 7 ประการ
       โดย ดร.สุรชัย โฆษิตบวรชัย
       
        หลักในการสร้างทีมงานมีอยู่ด้วยกัน 7 ประการดังต่อไปนี้
       
        1.การมีจุดหมายที่ชัดเจน (Clear Goal) การวางเป้าหมายของทีมงานมีความสำคัญเปรียบเสมือนทิศทางที่จะให้ทุกคนเดิน การทำงานจึงต้องกำหนดจุดหมายให้ชัดเจน เพื่อหลีกเลี่ยงข้อสับสนเมื่อต้องทำงานร่วมกัน เป็นการลดข้อขัดแย้งภายในทีม การระบุจุดหมายที่มีความชัดเจน ควรมาจากการระดมความคิดของทุกคนในทีมงานร่วมกันในการตัดสินใจเป้าหมายของทีมงาน
       
        2.การมีส่วนร่วมในกลุ่มสมาชิก (Participation in all members) เป็นการทำให้ทุกคนในทีมงานรู้สึกว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งของทีม มีความสำคัญเท่ากันและมีความรับผิดชอบร่วมกัน
       
        3.ความไว้ใจ (Trust) คนทุกคนต่างต้องการการยอมรับจากผู้อื่น และจะไม่พอใจถ้ารู้สึกว่าผลงานของตนเองไม่ได้รับการยอมรับ การยอมรับเป็นส่วนหนึ่งของความไว้ใจ เชื่อใจ และถ้าทำได้ก็จะได้ใจในที่สุด เช่นเชื่อใจในความสามารถด้านคอมพิวเตอร์ จึงให้เป็นผู้ดูแลคอมพิวเตอร์ เป็นต้น
       
        4.ภาวะผู้นำที่มีประสิทธิภาพ (Effective Leadership) ผู้นำเป็นเสมือนกลไกหลักสำคัญที่จะเป็นตัวขับเคลื่อนให้มีกิจกรรมต่างๆ ในทีมงานขึ้น ภาวะผู้นำทำให้หัวเรือใหญ่ที่สำคัญ ต้องเป็นผู้มีวิสัยทัศน์ มีความยุติธรรมในการบริหารจัดการ คำว่าภาวะผู้นำ (Leadership) มีความแตกต่างจากคำว่าการบริหารจัดการ (Management) เพราะภาวะผู้นำจะใช้หลักในการโน้มน้าวใจ จูงใจ ทำให้มีอิทธิพลเหนือผู้อื่น คนจึงอยากทำงานให้ แต่การบริหารจัดการเป็นการบริหารโดยใช้หลักการของการใช้อำนาจสั่งการ (Directing) ให้ผู้อื่นทำตามที่ตนเองต้องการ บางครั้งจึงทำให้มีแรงต้านจากทีมงาน
       
        5.มีความคิดในแง่บวก (Optimism) สมาชิกภายในทีมต้องมีความคิดที่ไม่มีอคติต่อการทำงานร่วมกัน โดยมุ่งเน้นถึงเป้าหมายของทีมงานเป็นหลัก ในบางครั้งสมาชิกในทีมงานอาจจะท้อแท้ การมีความคิดในแง่บวกจะช่วยทำให้ทุกคนมีกำลังใจร่วมกันในการฝ่าฟันให้พ้นอุปสรรคต่างๆ ไปด้วยดี
       
       6.มีการสื่อสารที่ดี (Good Communication) ปัญหาในการทำงานส่วนใหญ่มาจากการสื่อสารภายในองค์กร บางองค์กรมีการสื่อสารกันมาก แต่เป็นการสื่อสารที่ผิดวิธี เช่น ข้อความ(Message) ไม่ชัดเจน หรือวิธีการสื่อสารที่ถูกต้อง โดยมุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีมากเกินไป ทำให้ขาดความเชื่อมต่อทางความรู้สึก เช่น บางองค์กรมุ่งเน้นการใช้ E-mail เพียงอย่างเดียว เพราะจะได้มีหลักฐานในการสื่อสาร ทำให้ทุกคนคอยระวังตัวเอง มีความหวาดระแวง การทำงานก็จะไม่ช่วยเหลือเท่าที่ควร มีการเก็บข้อมูลของตนเองเป็นความลับ
       
        เช่นเดียวกัน ในบางองค์กรก็ไม่สื่อสารกัน หรือสื่อสารกันน้อยมาก ทำให้มีข้อมูลไม่เพียงพอในการทำงาน สาเหตุเพราะข้อขัดแย้งกันภายในทำให้ต่างคนต่างทำงาน รับผิดชอบเฉพาะงานของตนเองเท่านั้น การพัฒนาการสื่อสารต้องเริ่มจากการฟัง (Listening Skills) หมายถึงการตั้งใจฟังและทำความเข้าใจและชัดเจนในประเด็นเนื้อหาสาระที่กำลังสนทนากัน การยอมรับผู้อื่น (Respect) เป็นการเปิดใจกว้างในความสามารถผู้อื่น ไม่ใช่เราเท่านั้นที่เก่งเพียงคนเดียว และการอดทน (Patient) บางครั้งข้อสรุปของคนส่วนใหญ่รับข้อเสนอของผู้อื่นและขัดแย้งกับของตัวเอง ก็ต้องอดทนรอดูถึงผลลัพธ์ที่ได้ถึงแม้จะใช้เวลานานสักเล็กน้อย
       
        7.มีจุดมุ่งหมายที่สูง (High Expectation) การสร้างเป้าหมายร่วมกันในทีมงาน ทำให้ทุกคนมีความรับผิดชอบร่วมกัน การตั้งเป้าหมายทำให้เกิดความพยายามในการทำงานเพื่อไปให้ถึงเป้าหมายที่วางไว้ โดยมีระยะเวลาที่แนวคิดกำหนดไว้เช่น 3 ปี 5 ปี องค์กรจะเป็นเช่นไร ทำความเข้าใจกันทุกคนในทีมงาน วางการทำงานเป็นโครงสร้าง และพยายามทำให้บรรลุวัตถุประสงค์ร่วมกัน ที่สำคัญถ้าทำได้ ทีมงานจะเป็นอย่างไร? เมื่อถึงเวลาแห่งความสำเร็จมาถึง จะมีอะไรเป็นการตอบแทนหรือไม่? การให้พันธสัญญา (Commitment) เป็นการสร้างแรงกระตุ้น (Motivation) ที่ดี ทำให้ทุกคนในทีมมีความหวังร่วมกัน แต่ต้องทำได้จริง

ที่มา: ผู้จัดการ 360° รายสัปดาห์ : วันที่19 พฤษภาคม 2553


ผู้เข้าชม : 1257 ครั้ง
 
 
 
 
cheap nfl jerseys cheap nike jerseys cheap mlb jerseys cheap real air jordans cheap soccer jerseys