Training Partner เข้าระบบ
 
Username
Password
Forgot password?
 
สมัครเป็น Training Partner ที่นี่
 
 
 
Keyword
วันที่เริ่มต้น
วันที่สิ้นสุด
 
รับข่าวสารการอบรมสัมมนา
 
 
Knowledge Zone > ข่าวสารแวดวง Training
 
 
 
'Knowledge Sharing' สไตล์เคทีซี สรรค์สร้างความรู้คู่ความสนุก

๐ HR ที่สร้างสรรค์มีทีเด็ดใหม่ๆ ได้เสมอ
       
       ๐ ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ปกติหรือยากลำบาก 'Knowledge Sharing' ยังเดินหน้าไป
       
       ๐ ด้วยทีม ER ที่ไม่เหมือนใครของเคทีซี สร้างกิจกรรมเติมความรู้คู่ความสนุก
       
       ๐ เตรียมคนองค์กรพร้อมทำงานอย่างมีความสุขได้อย่างไร
       
       การแบ่งปันหรือถ่ายทอดองค์กความรู้ในองค์กร (Knowledge Sharing) ที่หลายๆ องค์กรพยายามจะทำให้ได้ผลนั้นมีทั้งรูปแบบและวิธีการที่แตกต่างกันไปตามแนวทางของแต่ละองค์กร แต่สำหรับบริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ เคทีซีการ์ด ซึ่งมีวัฒนธรรมและตัวตนชัดเจนถึงการเป็นองค์กรสร้างสรรค์ เดินหน้าแบ่งปันองค์ความรู้ด้วยแนวทางสร้างสรรค์ ทั้งในช่วงเวลาที่มีงบประมาณเพียบพร้อม ไม่มีข้อจำกัดเรื่องเงิน กับช่วงเวลาที่ต้องมองความคุ้มค่าของการใช้งบประมาณที่มีอยู่ควบคู่กับความมันส์ โดยมี HR แนวใหม่ที่มี Fun Manager กับทีมงานER (Employee Relation Team) รับหน้าที่จัดการ
       
       ๐ เริ่มด้วย I-Indivedual
       
       ดุสิต รัชตเศรษฐนันท์ Executive Vice President Resource Managementบริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงการทำโครงการ Knowledge Sharing ว่า ย้อนกลับไปที่จุดเริ่มต้นมาจากซีอีโอของเคทีซี คือ นิวัฒน์ จิตตาลาน มีความคิดว่าเนื่องจากบริษัทฯ เป็นบริษัทมหาชนจึงอยากจะทำตัวเป็นพลเมืองที่ดี ในขณะเดียวกัน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยส่งเสริมในเรื่องบรรษัทภิบาลหรือธรรมาภิบาล ซึ่งหมายถึงการคืนประโยชน์ให้สังคม และเมื่อสังคมดีบริษัทจะได้สิ่งที่ดีกลับเข้ามาด้วย
       
       เพราะฉะนั้น จึงมีโครงการต่างๆ ที่ดีๆ ขึ้นมา ทั้งที่ในตอนแรกๆ ไม่ได้คิดว่าจะเป็นโครงการใหญ่ แต่เดิมมีความต้องการการช่วยเหลือจากที่ไหนมาก็ให้ไป ขณะเดียวกัน ก็มีการทำด้วยการคิดถึงความรับผิดชอบต่อสังคม ซึ่งสสส.ให้รางวัล Happy Work Place กับเคทีซึ ซึ่งรางวัล Happy Work Place ที่ได้มามองว่า มาจากการทำซีเอสอาร์ในองค์กร เพราะนอกจากจะรับผิบชอบต่อสังคมภายนอก ขณะเดียวกัน สังคมภายในก็ทิ้งไม่ได้
       
       ที่สำคัญคนข้างในต้องเป็นผู้ดำเนินการและก่อร่างสร้างตัวให้เกิด CSR (Corporate Social Responsibility) และคิดว่าควรจะเริ่มด้วย I-Indivedual คือถ้าแต่ละคนเป็นคนดีมีคุณภาพและความรับผิดชอบ จะทำให้เป็นเรื่องไม่ยากในการที่จะทำให้องค์กรไปในทิศทางไหนตามที่ต้องการ ทำให้มีการโฟกัสที่ตัวคนเพื่อปลูกฝังให้เขาเป็นคนดี รู้จักการให้และตอบแทนสังคม เพื่อใช้ชีวิตให้เป็นประโยชน์มากขึ้น จึงเกิดโครงการต่างๆ ตามมามากมาย
       
       สำหรับโครงการ เป็นส่วนหนึ่ง ซึ่งไม่จำเป็นต้องพัฒนาเฉพาะทักษะในการทำงานเท่านั้น แต่ทักษะชีวิตและทักษะในด้านอื่นๆ ที่ทำให้เขาเป็นคนดีของสังคม สามารถนำสิ่งที่เขารู้ไปต่อยอดในเรื่องอื่นๆ ได้ โดยแนวทางที่ทำมีทั้งในแบบของการบรรยายอย่างสนุกสนาน (classroom) และการเรียนรู้อย่างมีสีสัน (edutainment) ผสมผสานกันไป
       
       ๐ เป้าหมายคือความสุข
       
       อย่างไรก็ตาม กิจกรรมที่เลือกมาทำเป็นไปตาม Characterของเคทีซี ที่ประกอบไปด้วย 5 ส่วนคือ Professional , Modern , Dynamic , Simple และ Fun สำหรับกิจกรรมล่าสุดที่จัดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ ตามโครงการ Knowledge Sharing เพื่อเป็นการปลุกให้พนักงานมีจิตใจเบิกบาน ด้วยการให้ความรู้เกี่ยวกับการพัฒนาบุคลิกภาพจากสไตลิสต์ที่ผสมผสานความสนุกสนานเข้าไปด้วย ซึ่งผลทางอ้อมที่จะได้จะเกิดกับประสิทธิภาพการทำงานไปด้วย
       
       แต่ในส่วนของตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการที่มีเป้าหมายเพื่อต้องการสร้างให้พนักงานมีความสุขนั้น ตามแนวทางของเคทีซีไม่ได้มีตัวชี้วัดโดยตรง เป็นการวัดโดยอ้อมจากตัวเลขผลกำไรโดยรวมของเคทีซี ซึ่งตั้งแต่ทำโครงการต่างๆ ในเรื่องนี้มาตั้งแต่ปี 2545 เมื่อดูจากผลกำไรของบริษัท ปรากฎว่าเติบโตมาอย่างต่อเนื่อง แต่สำหรับในปี 2552 ตัวเลขทางบัญชีขาดทุนเป็นเพราะการที่บริษัทต้องตั้งสำรองตามมาตรฐานบัญชีใหม่
       
       ในส่วนของฝ่ายบุคคลดูได้จากอัตราการเข้าออกของพนักงานยังคงอยู่ในระดับที่ไม่สูง และส่วนใหญ่เป็นพนักงานที่มีอายุงานประมาณ 2-3 ปีซึ่งเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้น ส่วนอัตราการดำรงอยู่มีพนักงานที่มีอายุงานเกิน 5 ปีขึ้นไป เป็นสัดส่วนเกิน 50% และมีพนักงานที่อยู่มาตั้งแต่เริ่มคือ 12-13 ปี ประมาณ 20 กว่า% ซึ่งเป็นอายุงานที่ต่อเนื่องยาวนานเป็นส่วนใหญ่ โดย Fun Manager หรือทีมแรงงานสัมพันธ์ มีบทบาทมากเพราะต้องรับหน้าที่หลักในการคิดกิจกรรมและทำให้บรรลุเป้าหมาย
       
       อย่างไรก็ตาม การสื่อสารภายในองค์กรมีความสำคัญ เพราะฉะนั้น จึงมีกระบวนการรับฟังและติดตามด้วยสื่อหลายๆ ช่องทางที่สามารถเช็คกระแสได้ว่าพนักงานคิดและทำอะไรอยู่ และเมื่อเห็นว่าเริ่มออกนอกลู่นอกทางจะเข้าไปบริหารจัดการ ซึ่งการทำกิจกรรมต่างๆ เป็นการสื่อสารอย่างหนึ่ง ด้วยการปรับวิธีการนำสิ่งที่องค์กรต้องการให้พนักงานได้รับรู้ไปเป็นกิจกรรม ซึ่งกิจกรรมต่างๆ ที่จัดได้รับการตอบรับดี เพราะมีการดูเป้าหมายและทิศทางของบริษัทก่อนว่าจะไปทางไหน
๐ กิจกรรมแบบโดนๆ
       
       สำหรับในปีที่ผ่านมาและปีนี้มีข้อจำกัดเรื่องงบประมาณที่จะใช้ทำให้ต้องพิจารณาค่อนข้างมากเพื่อจะหาแนวทางที่เหมาะสม แต่ที่สำคัญคือการคิดว่าจะใช้เงินเท่าเดิมแต่สนุกกว่าเดิมได้อย่างไร ซึ่งบางกิจกรรมในโครงการ Knowledge Sharing ไม่จำเป็นต้องใช้เงินมากมาย ซึ่งกิจกรรมที่จัดมีทั้งกิจกรรมยามว่างเพื่อเสริมทักษะ เช่น การสอนทำเค้กชอคโกแลต การจัดดอกไม้ ถ่ายภาพ ศิลปะป้องกันตัวสำหรับผู้หญิง และ Mind Mapฯลฯ และกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการทำงานโดยตรง เช่น มารยาทในการใช้โทรศัพท์ เทคนิคการพูดในที่สาธารณะ และความรู้เกี่ยวกับบัตรเครดิต
       
       โดยมีทั้งการถ่ายทอดด้วยพนักงานกันเอง เพราะอย่างน้อยบุคลากรในองค์กรที่มีอยู่ประมาณ 1,000คน หมายถึง 1,000 องค์ความรู้ สามารถนำองค์ความรู้มาแลกเปลี่ยนกันได้ กับการเชิญคนข้างนอกมาเป็นวิทยากร เพราะถ้าต้องส่งคนไปฝึกอบรมข้างนอกจะมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง ในขณะที่ คนข้างในก็มีศักยภาพสูงและมีความสามารถที่ซ่อนอยู่ด้วย เช่น อาจจะมีบางคนที่มีความสามารถในการทำซูชิถึงขั้นเปิดร้านขาย ก็จะไปหาคนพวกนี้ให้มาช่วยสอน โดยใช้เวลาช่วงบ่ายของวันทำงาน ซึ่งการสมัครทางคอมฯ และส่งไปทางหัวหน้าให้รับทราบและอนุญาต
       
       “เราทำโครงการนี้มาตั้งแต่ปีที่แล้ว ถ้ามองรูปแบบคงไม่แตกต่างจากองค์กรอื่น แต่วิธีการนำเสนออาจจะต่างกัน เพราะถ้าเป็นองค์กรที่เคร่งขรึมก็จะทำแบบมีวิชาการมากและชี้วัดสิ่งที่ทำด้วย ซึ่งไม่ใช่แคแร็กเตอร์ของเคทีซี สำหรับเคทีซีคือแบบไม่เป็นทางการ แต่มีทั้งที่เกี่ยวกับงานและไม่เกี่ยวกับงาน ขึ้นกับว่าใครจะเลือกรับอะไร”
       
       “ในแง่ของ CK-Calvin Kline ซึ่งเป็นพาร์ทเนอร์ที่มาเข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาบุคลิกภาพล่าสุดในครั้งนี้ด้วย เป็นเพราะรูปแบบของเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายของเขากับความเป็นเคซีทีไปกันได้ โดยทำให้เห็นว่าความเป็นแฟชั่นกับความเป็นมืออาชีพเข้ากันได้อย่างไร และมีการแต่งตัวประกวดในสไตล์ Minimalist คือไม่มากแต่ดูดี โดยมีบัตรกำนัลจาก CK เป็นรางวัล เพื่อให้สนุกสนานขึ้น”
       
       สำหรับกิจกรรม Wonder Camp ได้รับความสนใจมากที่สุด มี 3 เรื่องคือ acting, grooming และvoice training หรือการแสดง การแต่งตัว และการใช้เสียง ซึ่งจัดเฉพาะให้กับพนักงานคอลเซ็นเตอร์ เพราะต้องใช้ทักษะทั้งสามอย่างนี้ทั้งหมดโดยไม่รู้ตัว เนื่องจากเขามักจะคิดว่าไม่ได้พบใครไม่ต้องแต่งตัว แต่เพราะองค์กรต้องการเปลี่ยนว่าถ้าทำให้ตัวเองสวยและมั่นใจจะทำให้ทำอะไรได้ดีขึ้น การสอนให้คุมสติตัวเอง และการรู้จักออกเสียง โดยใช้อาจารย์จาก Academy Fantasia (AF) ซึ่งในปีนี้อาจจะทำให้กับพนักงานที่อยู่หน้าเคาน์เตอร์ของเคทีซีที่มีอยู่ประมาณ 200 คน
       
       ๐ เงินเท่าเดิม แต่ลึกซึ้งขึ้น
       
       สิ่งที่ได้ในจังหวะที่เศรษฐกิจไม่ดีและงบประมาณจำกัด คือการได้มองเห็นศักยภาพของคนในองค์กรมากขึ้น ทำให้รู้จักตัวเองและรู้จักสมาชิกในองค์กรลึกซึ้งขึ้น เมื่อรู้จักกันมากขึ้น เป็นการสร้างความสัมพันธ์ในองค์กรทำให้รักกันมากขึ้น ทำให้เกิดทีมเวิร์ค เพราะหากเศรษฐกิจดีและองค์กรมีงบประมาณมากในส่วนของการพัฒนาคน อาจจะใช้เงินในการทำกิจกรรม และมองข้ามศักยภาพที่ซ่อนอยู่ของคนในองค์กรไปได้ ซึ่งในปีที่แล้วมีถึง 20 คน ที่มีโอกาสได้แสดงความสามารถ และกลายเป็นที่รู้จักของคนอื่นๆ
       
       ในขณะที่ระดับผู้บริหารจะใช้กิจกรรมการเล่าประสบการณ์ชีวิตและทำงาน เพื่อเป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้พนักงาน (Inspiration Talk) เช่น ในสมัยเด็กมีชีวิตที่ต่อสู้มาก่อน เคยขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้าง หรือเกเรมากในตอนวัยรุ่น แต่กลับตัวมาได้อย่างไร หรือวิธีการบริหารจัดการการงานอย่างไรให้ประสบความสำเร็จและก้าวมาสู่ตำแหน่งสูงๆ ในปัจจุบัน เป็นต้น
       
       “เมื่อแต่ละคนเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร เพราะฉะนั้น เราอยากให้ลูกค้าเห็นว่าเคทีซีเป็นอย่างไร คนในองค์กรต้องเป็นอย่างนั้น ทุกคนต้องรับรู้ข้อมูลไปในแนวทางเดียวกัน เช่น เคทีซีเป็นองค์กรทันสมัย คนของเราก็ต้องไม่ล้าสมัย เพราะฉะนั้น อาจจะมีคนที่ไม่เกี่ยวกับการตลาด แต่มาเรียนรู้เรื่องแบรนด์ เรื่องครีเอทีฟ ฯลฯ”
       
       ในปัจจุบันมองว่าเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว ซึ่งช่วงที่ผ่านมามีการเตรียมความพร้อมของกำลังคน และไม่มีการลดคนหรือคนเงินเดือน เพียงแต่ประหยัดให้องค์กรพาตัวไปได้ เพื่อจะก้าวไปในจังหวะที่เศรษฐกิจฟื้นกลับมา สำหรับแนวโน้มต่อไปคือการจัดทัพใหม่และปรับอัตรากำลังในองค์กรให้เหมาะสมกับอนาคต เช่น ปรับเปลี่ยนหน่วยงานที่ดูแลสินเชื่อสำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ไปดูแลลูกค้าที่เป็นหน่วยราชการ หรือการโยกคนไปโฟกัสกับการดูแลด้านการเดินทางท่องเที่ยวมากขึ้นเพราะลูกค้าส่วนมากใช้จ่ายบัตรกับเรื่องนี้ จากเดิมที่โฟกัสไปกับเรื่องของไลฟ์สไตล์ เป็นต้น ซึ่งการให้ความรู้กับคนในองค์กรสอดรับไปกับการปรับเปลี่ยน
       
       อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทิ้งไม่ได้คือความไว้วางใจ (Trust) เป็นแก่นหรือหัวใจสำคัญในการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ยั่งยืน ด้วยการปฏิบัติต่อกันระหว่างพนักงานและองค์กร และต่อลูกค้า โดยยึดหลักการทำงานเป็นทีม

 

ที่มา : โดย ผู้จัดการ 360° รายสัปดาห์ : วันที่ 26 เมษายน 2553

 


ผู้เข้าชม : 1097 ครั้ง
 
 
 
 
cheap nfl jerseys cheap nike jerseys cheap mlb jerseys cheap real air jordans cheap soccer jerseys