Training Partner เข้าระบบ
 
Username
Password
Forgot password?
 
สมัครเป็น Training Partner ที่นี่
 
 
 
Keyword
วันที่เริ่มต้น
วันที่สิ้นสุด
 
รับข่าวสารการอบรมสัมมนา
 
 
Knowledge Zone > ข่าวสารแวดวง Training
 
 
 
CSR กับการเปิดเผยข้อมูลและความโปร่งใส



วันหนึ่ง ผมไปเติมน้ำมันที่ปั๊มใกล้บ้าน พอดีเป็นวันที่ราคาน้ำมันขึ้นตอนตีห้า แม้จะไม่ชอบให้น้ำมันขึ้นราคา และฝันอยู่ตลอดว่าอยากให้ราคาน้ำมันลดลงมาเหลือซักยี่สิบบาทต้น ๆ เหมือนสมัยก่อน แต่ผมก็ทำใจได้ว่าเราคงไม่มีวันแบบนั้นอีกแล้ว มันอยู่ที่เราจะปรับตัวใช้ชีวิตอย่างไร

แต่ที่ผมสะดุ้งก็คือ พนักงานปั๊มครับ เดินมาคุยกับผม แถมบ่นเรื่องราคาน้ำมันแพงก่อนผมอีก ที่สำคัญเค้าพูดต่อว่า เนี่ย...สงสัยว่าบริษัทน้ำมันที่เค้าทำงานอยู่ ขึ้นราคาเอากำไรไปเป็นเบี้ยเลี้ยงให้ฝ่ายรัฐบาลและทหารที่ออกมาทำงานสู้กับม็อบในตอนนี้แน่เลย แล้วก็ลุยต่ออีกยาวเหยียดเลยครับ

สอดคล้องกับน้องที่ทำงานในบริษัทน้ำมันแห่งนี้ที่ผมรู้จัก เค้าบ่นให้ฟังตลอดเวลาครับ เวลาเรียนหนังสือ ถ้าอาจารย์ยกกรณีศึกษาดี ๆ ก็แล้วไป ถ้ามีปัญหาทีไร โดนบริษัทตัวเองทุกที ขนาดพนักงานคนหนึ่งยังรู้สึกว่า องค์กรของตนเองเอาเปรียบสังคม ประเภทขายไปบ่นไป

อีกคนหนึ่งแทบไม่กล้าบอกว่าตัวเองทำงานที่ไหนในห้องเรียนเพราะกลัวโดนว่า พูดอะไรไปอาจารย์กับเพื่อน ๆ ก็ไม่เชื่อ ทั้ง ๆ ที่ผมเชื่อนะครับว่าการดำรงอยู่ขององค์กรด้านพลังงานของไทยมีความสำคัญกับประเทศ เพราะถ้ามีแต่ของบริษัทต่างชาติทั้งหมด ลองคิดดูซิครับว่าจะเป็นอย่างไร แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นแสดงว่าการรับรู้ของสังคมมีปัญหากับการดำเนินธุรกิจขององค์กรอย่างรุนแรง เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับการเปิดเผยข้อมูลและความโปร่งใส ซึ่งถือว่าเป็นหนึ่งในหลักของความรับผิดชอบต่อสังคมของธุรกิจที่นำไปสู่ความยั่งยืน โดยมีระดับดังนี้

ระดับแรกสุดและอันตรายสุด คือ ไม่มีข้อมูลที่เป็นความจริง ไม่สามารถเปิดเผยได้

ระดับที่สองมีความเสี่ยงสูง คือ มีข้อมูลที่เป็นความจริง สามารถเปิดเผยได้ แต่ไม่เห็นความสำคัญ

ระดับที่สามต้องมีการพัฒนา คือ มีข้อมูลที่เป็นความจริง เปิดเผยแล้วแต่ไม่ประสบความสำเร็จ

การแก้ไขปัญหาในแต่ระดับต่างกันนะครับ อันแรกสุดเสี่ยงต่อความสูญเสียระดับล้มหายตายจาก เพราะไม่มีความจริงที่นำไปสู่การสร้างความโปร่งใสหรือเปิดเผย ให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสามารถรับรู้ได้เลย ถ้าวันใดวันหนึ่งมีการขุดคุ้ยตรวจสอบขึ้นมา ก็คงจบเหมือนกับหลาย ๆ องค์กรในโลกที่เราเห็นผ่านมา อันนี้ถือได้ว่าต้องปรับเปลี่ยนการดำเนินธุรกิจกันขนานใหญ่ ประเภทกลับตัวกลับใจยังไม่สายเกินไป

ระดับที่สอง องค์กรคงต้องความเข้าใจถึงความรับผิดชอบของธุรกิจที่มีต่อสังคมนอกจากการขายสินค้าหากำไรนั้นคืออะไร ประเมินถึงความเสี่ยงของปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นในกรณีที่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของเราในแต่ละกลุ่มขาดการรับรู้และเข้าใจในข้อมูลประเภทไหน เช่น ข้อมูลทางการเงินหรือการดำเนินธุรกิจ ที่อาจถูกมองว่าควรให้เฉพาะผู้ถือหุ้นเท่านั้น

แต่ในขณะที่สังคมส่วนใหญ่ไม่เข้าใจ และมองว่าเราหากำไรเกินควร ดังนั้นการได้มาซึ่งกำไรและการเจริญเติบโตขององค์กร เพื่อตอบความรับผิดชอบของธุรกิจที่มีต่อสังคม น่าจะเป็นข้อมูลสำคัญที่ผู้มีส่วนได้ส่วนทุกกลุ่มควรรู้และเข้าใจอย่างถูกต้อง การรู้ข้อมูลก่อนเกิดเหตุ ถือเป็นการสร้างความเข้าใจ แต่ถ้ารอให้เกิดเหตุก่อนแล้วค่อยมาให้ข้อมูล อันนั้นระวังจะถูกเรียกว่าเป็นการแก้ตัว ระดับความน่าเชื่อถือและการยอมรับต่างกัน

ระดับที่สาม ถ้าเปิดเผยแล้วยังไม่ประสบความสำเร็จ คงต้องมาดูกันที่กระบวนการสื่อสารของเรา ธุรกิจมีทั้งความรู้ และทรัพยากรที่ดี ถ้าธุรกิจสามารถสร้างเทรนด์การตลาดใหม่ ๆ ให้เกิดขึ้นได้ในสังคมได้ การสื่อสารเพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจในความรับผิดชอบของธุรกิจ ที่ไม่ใช่เฉพาะนักวิชาการ หรือผู้ถือหุ้นที่มีการศึกษาสูง แต่สำหรับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกระดับ รวมถึงชาวบ้านได้เกิดความเข้าใจ จึงไม่ใช่เรื่องยาก ถ้าเราตระหนักว่านี่คือสิ่งสำคัญสำหรับความยั่งยืนขององค์กร

เรื่องนี้เป็นปัญหาระดับ ไก่ กับ ไข่ เหมือนกันนะครับว่าอะไรควรจะเกิดก่อนกัน เมื่อธุรกิจเห็นว่าผู้บริโภคชอบความงามที่สวยหรู ก็พยายามยัดเยียดแต่สิ่งที่สวยหรู เพราะคิดว่าภาพลักษณ์ของการเป็น "คนสวย" ดูดีกว่าการเป็น "คนที่รับผิดชอบ" ในขณะที่สังคมเองก็ชื่นชมเฉพาะคนสวย คนดัง ไร้ตำหนิ ผิดก็ห้ามเอาออกมาพูด แต่ถ้ามีใครออกมาบอกว่า ตนเองเคยทำผิดอะไร ซึ่งก็น่าจะให้การ

ชื่นชมว่า เป็นคนกล้า มีความรับผิดชอบ กลับกลายเป็นคนมีตำหนิ

ดังนั้น การจะลบความเชื่อ ก็ต้องลงมือสร้างความเชื่อใหม่ที่เป็นความจริงที่ถูกต้อง โดยผู้ปฏิบัติ คือ ธุรกิจร่วมกันส่งเสริม ความรับผิดชอบที่แท้จริงให้สังคมเห็น ขณะเดียวกันสังคมที่เป็นผู้ได้รับประโยชน์และเสียประโยชน์โดยตรงควรให้การสนับสนุนธุรกิจที่มีการดำเนินงานที่ดีใน เนื้อธุรกิจ จริง ๆ ไม่ใช่กิจกรรมสร้างสีสันอย่างลอย ๆ เป็นองค์กรที่เปิดเผย ยอมรับทั้งผิดและทั้งชอบ เชื่อได้ว่าการพัฒนาด้าน CSR จะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและประโยชน์ที่ได้ก็อยู่กับสังคมเองเต็มๆ

แต่ทุกวันนี้ผมยังไม่เห็นบริษัทในบ้านเรายกเรื่องของความโปร่งใส ความสามารถในการรับผิดชอบ ออกมาเป็นกลยุทธ์ CSR หลักขององค์กร นอกเหนือจาก ป่า น้ำ ต้นไม้ เด็กยากจน เพราะมันเล่นง่าย มีสีสัน ดูดี ที่สำคัญทำแล้วติดปากคนทั้งประเทศ แต่ถ้าสังคมไม่เคยรู้สึกเลยว่าการดำรงอยู่ของเรานั้นตั้งอยู่บนความรับผิดชอบ มีแต่การเอารัดเอาเปรียบ ทั้ง ๆ คุณค่าที่แท้จริงของเรามีอยู่เต็มเปี่ยม

ผมว่า วาระ CSR ในเรื่องของการเปิดเผยและความโปร่งใสให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่มก็น่าจะสำคัญพอ ๆ กับการเป็นคนรักสายลม แสงแดด และเด็ก ๆ เหมือนกันนะครับ

หน้า 25

ที่มา : วันที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2553 ปีที่ 33 ฉบับที่ 4202  ประชาชาติธุรกิจ  : โดย อนันตชัย ยูรประถม


ผู้เข้าชม : 1241 ครั้ง
 
 
 
 
cheap nfl jerseys cheap nike jerseys cheap mlb jerseys cheap real air jordans cheap soccer jerseys