Training Partner เข้าระบบ
 
Username
Password
Forgot password?
 
สมัครเป็น Training Partner ที่นี่
 
 
 
Keyword
วันที่เริ่มต้น
วันที่สิ้นสุด
 
รับข่าวสารการอบรมสัมมนา
 
 
Knowledge Zone > ข่าวสารแวดวง Training
 
 
 
ปลดล็อคคนองค์กร ด้วยปัญญา 3 ฐาน

๐ หลักปัญญา 3 ฐาน "ฐานกาย-ฐานใจ-ฐานคิด" Soft Side Management ที่เอชอาร์-ซีอีโอยุคใหม่ต้องรู้
       
       ๐ หนทางสู่การพัฒนาคน เมื่อองค์กรและสังคมเต็มไปด้วยความแห้งแล้ง
       
       ๐ ผู้รู้ในวงการแนะจุดสำคัญซีอีโอต้องเข้าใจและเปิดทาง ขณะที่ เอชอาร์ต้องเรียนรู้ก่อนเป็นคนแรก
       
       ๐ แม้จะเริ่มต้นยากและใช้เวลานานกว่าจะสำเร็จ แต่เมื่อคนคือสิ่งสำคัญ ย่อมคุ้มค่า
       
       "Soft Side Management"การบริหารคนในแนวทางใหม่ที่กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นในองค์กรแถวหน้า
       
       โดยหนึ่งในผู้เชี่ยวชาญคือ "ดร.วรภัทร์ ภู่เจริญ" ที่ปรึกษาด้านการบริหารคนให้กับองค์กรชั้นนำ เปิดหลักบริหารคนด้วยปัญญา 3 ฐาน คือ ฐานกาย ฐานใจ และฐานคิด ด้วยการนำหลักทางพุทธศาสนามาเป็นแก่นกลาง และประยุกต์เครื่องมือหรือกิจกรรมต่างๆ มใช้พัฒนาคน
       
       ๐ เปิดหลักปัญญา 3 ฐาน
       
       การจะเข้าใจปัญญา 3 ฐานหรือไตรสิกขา เริ่มจากฐานที่หนึ่งคือ "ฐานกาย" เป็นการออกกำลังกายหรือดูแลร่างกายของตนเองให้เป็นเพื่อไม่ให้เจ็บป่วย จะเห็นว่า องค์กรสมัยใหม่ เช่น ปูนซิเมนต์ไทย ทรูคอร์เปอเรชั่น เริ่มนำการรำมวยจีน การรำกระบอง และโยคะมาใช้
       
       แต่สามารถเลือกกิจกรรมอื่นๆ ได้อีกมากมาย เช่น การเดินจงกรม การเดินป่า การวิ่งมาราธอน หรือถ้าบาดเจ็บพิการสามารถใช้การปั่นจักรยานก็ได้ เพื่อให้เกิดความแข็งแรง ซึ่งคำว่าแข็งแรงในฐานกายนี้ไม่ใช่ความแข็งแรงแบบนักกีฬา แต่เป็นอวัยวะภายในแข็งแรง และมีสติรู้เวทนาได้อย่างรวดเร็ว
       
       ในฐานนี้เป็นการฝึกสติ ด้วยการเลือกใช้การออกกำลังกายที่ทำให้จิตอยู่กับกายให้ได้ และในขณะที่การออกกำลังกายร่วมกันจะช่วยเชื่อมโยงจิตใจคนในองค์กรได้ จากการมาสนุกร่วมกัน ได้เห็นความตลกของคนอื่นทำให้เห็นได้ว่าเขาก็มนุษย์เราก็มนุษย์ ไม่ใช่กิจกรรมที่ทำให้เกิดการแข่งขันซึ่งจะทำให้เกิดการทะเลาะหรือการส่งใจออกไปข้างนอก
       
       เพราะฉะนั้น การทำกิจกรรมในฐานกายนี้จะทำให้คนในองค์กรมีร่างกายแข็งแรง เกิดความสนิทสนมกัน และเป็นการพักผ่อนสมอง ซึ่งหากพนักงานทำส่วนนี้ได้จะส่งผลดีต่อองค์กรในหลายๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นการลาป่วยที่ลดลง การสื่อสารกันในองค์กรดีขึ้น การได้พูดคุยเรื่องงานเล็กๆ น้อยๆ และเป็นการประหยัดเงินให้องค์กร
       
       ฐานที่สองคือ "ฐานใจ" ซึงจำเป็นต้องฝีกให้แข็งแรงเช่นกัน เพราะมนุษย์ที่ไม่มีใจจะไม่รักคนอื่น และที่ผ่านมามนุษย์ถูกสอนหรือทำให้มองแต่ตัวเอง อย่างไรก็ตาม ฐานใจมีกิจกรรมที่สามารถทำได้หลายแบบ เช่น ใช้ศิลปะ การออกไปทำกิจกรรมจิตอาสาหรือจิตสาธารณะ การช่วยเหลือคนจน การพาไปดูคนใกล้ตายที่โรงพยาบาล
       
       ในหลายครั้งที่ผู้บริหารในองค์กรใหญ่นำไปใช้ได้ผลทันที เช่น ทำให้เกิดความเมตตากับลูกน้อง ในขณะที่ ในด้านของพนักงานก็ได้ผลทันทีเช่นกัน เช่น ทำให้อัตราการหมุนเวียนต่ำลง เกิดความรักความภักดีต่อองค์กรมากขึ้น ลูกน้องเกิดความเห็นใจลูกพี่ พนักงานสามารถควบคุมอารมณ์ของตนเองได้ดีขึ้นทำให้การทะเลาะกันน้อยลง ฯลฯ เพราะฉะนั้น หลักในการเลือกกิจกรรมในฐานใจคือ กิจกรรมที่ทำนั้นทำให้เกิดความสะเทือนใจอย่างแรง ซึ่งผลที่ได้จะทำให้คิดถึงคนอื่นมากขึ้น
๐ เมื่อซีอีโอคือปัญหาใหญ่
       
       แต่อย่างไรก็ตาม ปัญหาขององค์กรคือ ซีอีโอของไทยไม่เคยฝึกฐานกายและฐานใจ ทำให้คิดไม่ออกว่าจะจัดผลฐานกายและฐานใจอย่างไร ด้วยนิสัยเดิมๆ คือการใช้ฐานคิดในการวัดผล เช่น การวัดด้วยตัวเลขทางสถิติ การใช้ KPI แต่การวัดผลของฐานใจนั้น ผู้บริหารต้องใช้ใจในการวัด เช่น ถ้าถามซีอีโอว่า พนักงานรักคุณมั้ย ? เป็นคำถามที่ตอบยาก แต่ส่วนใหญ่จะใช้วิธีดูว่าถ้าซีอีโอเดินไปหาลูกน้อง แล้วลูกน้องกล้าเปิดใจหรือไม่ ? ต้องสังเกตุจากพฤติกรรมของลูกน้อง หรือข่าวลือในองค์กรเกี่ยวกับซีอีโอ เพราะฉะนั้น การวัดผลของฐานใจคือ การที่ผู้บริหารหรือซีอีโอสามารถ"ซื้อใจ"ลูกน้องได้ แต่ผู้บริหารส่วนใหญ่กลับมองไม่เห็นประโยชน์
       
       ในขณะที่ ฐานที่สามคือ"ฐานคิด" เป็นการคิดในตอนที่"กายผ่อนคลาย จิตว่างหรือจิตสงบ แล้วจึงคิด" ดังนั้น ต้องฝึกฐานกายและฐานใจให้ได้ก่อน ไม่เช่นนั้น หากไม่ได้ฝึกมา การคิดจะเป็นการคิดแบบเครียดหรือที่เรียกว่า"คิดเฉโก" ทั้งหมด เพราะฉะนั้น การที่จะทำได้ต้องทำกิจกรรมด้วยเครื่องมือต่างๆ คือ การสนทนา (Dialog) ในแบบผ่อนคลาย ใจสบาย เช่น แต่งกายสบายๆ ไฟสลัวๆ มีอาหารให้กิน นั่งบนพื้น หรือถ้าไม่สามารถมาพบหน้ากันได้ก็ใช้เครื่องมือสื่อสารต่างๆ เช่น อินเทอร์เน็ต แต่ไม่ได้ผลดีเท่า
       
       อย่างไรก็ตาม จุดเริ่มต้นขององค์กรที่จะนำหลักปัญญา 3 ฐานนี้ไปใช้ ส่วนสำคัญที่สุดคือ "ผู้บริหารสูงสุดหรือซีอีโอ"ต้องเข้าใจ และยอมเสียเวลาส่วนหนึ่งของงานมาทำในเรื่องนี้ คือการมาเล่นกัน ซึงในระยะเวลาประมาณ 4-5 ปีที่ทำมาอย่างต่อเนื่องในองค์ใหญ่ที่ให้ความสำคัญ เช่น เอสซีจี และทรูคอร์เปอเรชั่น เห็นได้ชัดว่า Productivity เพิ่มขึ้นอย่างมากมาย
       
       แต่ในแง่ของจำนวนองค์กรที่ให้ความสำคัญยังนับว่ามีจำนวนน้อยมาก ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเพราะแต่ละบริษัทไม่ว่าจะเป็นบริษัทขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่ก็ตามต้องใช้เวลาอย่างน้อย 3-4 ปี จึงจะสำเร็จ ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับว่าคนในองค์กรนั้น "ปิดตัวเอง" มากน้อยแค่ไหน เพราะคนที่คิดมาทั้งชีวิตแล้วให้มาฝึกกายและใจโดยไม่ต้องใช้ความคิดจึงไม่ใช่เรื่องง่าย เหมือนกับการให้คนอ้วนออกกำลังกายซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องมีการ "ยั่วหรือจูงใจ" ให้เกิดแรงบันดาลใจและอยากจะทำ
       
       ๐ สร้างเอชอาร์เป็นโค้ช
       
       สำหรับบุคลากรในส่วน HR หากต้องการจะนำหลักปัญญา 3 ฐานเข้าไปใช้ในองค์กร จำเป็นต้องมาเรียนรู้ก่อนเพื่อให้เกิดความเข้าใจและสามารถเป็น"กระบวนกร" หรือโค้ชให้ได้ก่อน และที่สำคัญอีกข้อหนึ่งคือ การทำเรื่องเหล่านี้ในองค์กรจะไม่บอกอย่างโจ่งเจ้งให้พนักงานในองค์กรได้รู้ เพราะจะเกิดการต่อต้าน จึงต้องทำโดยไม่ให้รู้เนื้อรู้ตัว ด้วยการจัดกิจกรรมต่างๆ โดยไม่บอกตรงๆ ว่าจัดขึ้นเพื่ออะไร เช่น บอกว่าเป็นโครงการ Challenge ให้ผู้บริหาร 3 คนรวมกันเป็น 1 ทีม แล้วออกไปอยู่ในชุมชน ถ้าไม่ทำจะถือว่าไม่ได้ KPI
       
       แต่เมื่อผู้บริหารออกไปทำกิจกรรมนี้แล้ว สิ่งที่ได้คือการไม่พบชุมชน พบสิ่งที่ดีๆ ซึ่งเมื่อกลับมาแล้ว มีการทำกิจกรรมแบบ Dialog "Show and Share" ให้เล่าถึงสิ่งที่ได้ไปพบว่า ในขณะเล่าจะมีการถามคำถามประเภท "ฐานใจ" เช่น รู้สึกอย่างไรบ้างหลังจากไปสลัมมา ? จะทำให้เกิดการพูดถึงความรู้สึกที่ไปกระทบมา และเมื่อทำบ่อยๆ จะเป็นการช่วยให้คนในองค์กรเปลี่ยนแปลงได้ เพราะนี่คือ Soft Side Management
       
       นอกจากนี้ อุปสรรคที่เกิดขึ้นกับคนในองค์กร มาจากการกระทำที่ผู้บริหารหรือลูกพี่มักจะทำกับพนักงานหรือลูกน้อง เรียกว่า 6 บ.คือ "เบิ้ล-ใบ้-โบ้ย-บี้-บล๊อก-เบลม" สำหรับ"เบิ้ล" หมาายถึง การข่มขวัญ "ใบ้"หมายถึง การปิดปากเงียบไม่ยอมแสดงความรู้สึก "โบ้ย"หมายถึง การไม่รับผิดชอบ "บี้" หมายถึง การกดดัน และ "บล๊อก" หมายถึง การไม่ยอมให้โอกาสคนอื่นคิด ดังนั้น การนำเครื่องมือหรือกิจกรรมต่างๆ มาใช้ สุดท้ายจะทำให้คนรักกัน และอุปสรรคดังกล่าวหายไปได้นั่นเอง
       
       ๐ เครื่องมือสร้างพลัง
       
       สำหรับเครื่องมือที่ใช้กับ Soft Side Management มีมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Story Telling หมายถึงเรื่องราวที่เล่าสู่กันฟัง หรือเรียกว่า"เรื่องเล่าเร้าพลัง" ซึ่งนายสมัยใหม่จะเป็นนักเล่านิทานให้ลูกน้องฟัง ส่วนใหญ่นายใหญ่จะเล่าถึงการผ่านความยากลำบาก ซึ่งทำได้มากมายหลายวิธี
       
       ยกตัวอย่าง พาที สารสิน ผู้บริหารสาบการบินนกแอร์ ใช้ทวิตเตอร์เพื่อเล่าเรื่องราวของตนเองว่าแต่ละวันไปทำอะไรมาบ้างและขอความคิดลูกน้อง เป็นการเร้าพลังและทำให้รู้สึกร่วมทุกข์ร่วมสุข หรือประธานธิบดีบารัค โอบาม่า กับซิคเว่ เบรคเก้ อดีตผู้บริหารของดีแทค นิยมใช้การเล่าเรื่องเร้าพลังเช่นกัน เพราะการเล่านิทานสามารถสร้างแรงบันดาลใจและคลายปมในใจได้มาก โดยวิธีการเลือกคือการเลือกเรื่องจริงมาเล่า ซึ่งนอกจากนายเล่าให้ลูกน้องแล้ว ยังสามารถเลือกให้ใครก็ได้ที่ต้องการให้มาเล่าเรื่องที่จะช่วยกระทบใจคนฟัง
       
       Appreciate Inquiry เป็นการหาคุณค่ามนุษย์ มองข้อดีและนำมาชื่นชม ด้วยการใช้คำพูดที่ช่วยยกระดับจิตใจของคนฟัง เช่น การที่ผู้บริหารให้ภารโรงมาเล่าถึงชีวิตการทำงานของตนเองให้คนอื่นๆ ในองค์กรฟัง ซึ่งผู้บริหารหรือคนฟังสามารถกล่าวชื่นชมคุณค่าที่มีอยู่ในตัวของภารโรงได้ หรือการออกไปดูองค์กรอื่นซึ่งมีการต้อนรับแขกที่ดีมาก เมื่อกลับมาจะมานั่งคุยกันว่าองค์กรนั้นดีอย่างไร และเราควรจะทำแบบนั้นหรือไม่ หรือตามปกติที่ฝ่ายการตลาดมักจะใช้งานฝ่ายผลิตอย่างหนัก แต่สุดท้ายปลายปีฝ่ายการตลาดนำดอกไม้ไปมอบให้ฝ่ายผลิต เพื่อเป็นการแสดงการขอขมาและความซาบซึ้งในสิ่งที่ฝ่ายผลิตทำให้มาตลอดทั้งปี เครื่องมือนี้เป็นการหล่อเลี้ยงจิดใจคน ทำให้พนักงานรู้สึกดีและซาบซึ้งในน้ำใจที่มีให้กัน
       
       อีกเครื่องมือหนึ่งคือ Role Play คือการสวมบทบาท ด้วยการสลับกันให้นายสวมบทบาทเป็นลูกน้องและลูกน้องสวมบทบาทเป็นนาย เพื่อแต่ละคนได้ให้เห็นตัวเอง หรือแม้แต่การใช้การดูภาพยนตร์ด้วยกัน แล้วมานั่งคุยกันเพื่อให้รู้ว่าแต่ละคนรู้สึกอย่างไร วิจารณ์หนังด้วยกันและช่วยกันคิดว่ามีอะไรที่ควรจะนำไปใช้ในองค์กรบ้างหรือไม่ โดยหนังที่ดูควรจะมีการเลือกเพื่อให้ได้ตามวัตถุประสงค์
       
       ยกตัวอย่าง หากต้องการเรื่องภาวะผู้นำ (Leadership) ควรจะดูเรื่องมังกรข้ามชาติ จะเห็นชัดว่าความเป็นผู้นำของเหมาเจ๋อตุงกับเจียงไคเซ็กที่แตกต่างกันในหนังเรื่องนี้ หรือถ้าต้องการเรื่องความรักความเชื่อมโยงด้ายจิตใจของมนุษย์ ซึ่งเป็นเรื่อง soft sideให้ดูเรื่อง AVATAR ฯลฯ เพราะการดูหนังทำให้เกิดความซาบซื้งมากกว่าการฟังบรรยาย และการได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน รวมทั้ง การได้คนสรุปที่ดีๆ ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ได้รับความนิยมเช่นกัน โดยทุกเครื่องมือต้องมี Dialog คือการพูดคุยสนทนากัน เพื่อให้ความคิดแตกฉาน ซึ่งจะเห็นความแตกต่างกันมากขึ้นเรื่อยๆ แล้วจะค่อยๆ เกิดการยอมรับกัน แต่ที่สำคัญที่สุดคือการทำซ้ำ
       
       สิ่งที่ต้องตระหนักสำหรับฝ่ายเอชอาร์คือ หากผู้บริหารระดับซีอีโอไม่เข้าใจในเรื่องนี้ ไม่ควรที่จะให้องค์กรทำเรื่องนี้อย่างเด็ดขาด เพราะซีอีโอจะไม่เห็นด้วย ซึ่งหากเอชอาร์ทำไปจะถูกตำหนิ ในขณะที่ เมื่อเริ่มทำกิจกรรมไป คนในองค์กรจะเริ่มรักกัน แต่เมื่อซีอีโอมาสั่งให้หยุด พนักงานจะเกิดความ"คาใจ" และหากกลับมาทำใหม่จะยากมาก เปรียบเทียบเหมือนกับการเลี้ยงลูก ซึ่งพ่อแม่ให้ความรักมาตลอด แต่เมื่อวันหนึ่งหยุดให้ความรัก ลูกย่อมรู้สึกค้างคาใจ เพราะฉะนั้น องค์กรที่ทำในเรื่องนี้ จึงไม่ใช้การบอกตรงๆ และมักจะสร้างแนวร่วมควบคู่ไปในระหว่างที่ทำ เพื่อให้พลังแห่ง Soft Side เกิดขึ้นได้ง่ายขึ้น

ที่มา : โดย ผู้จัดการ 360° รายสัปดาห์: วันที่ 31 มีนาคม 2553


ผู้เข้าชม : 2618 ครั้ง