Training Partner เข้าระบบ
 
Username
Password
Forgot password?
 
สมัครเป็น Training Partner ที่นี่
 
 
 
Keyword
วันที่เริ่มต้น
วันที่สิ้นสุด
 
รับข่าวสารการอบรมสัมมนา
 
 
Knowledge Zone > ข่าวสารแวดวง Training
 
 
 
ความอิจฉาริษยา...อุปสรรคของการเรียนรู้

 


คอลัมน์ องค์กรแห่งการเรียนรู้และการจัดการความรู้

โดย ผศ.ดร.มงคลชัย วิริยะพินิจ Mongkolchai@acc.chula.ac.th



คำว่า "อิจฉาริษยา" เป็นคำกิริยาที่ไม่น่าจะพึงประสงค์ทั้งของผู้กระทำและผู้ถูกกระทำ ถ้าท่านรู้สึกว่าท่านมีความรู้สึกอิจฉาขึ้นมาบ้างในจิตใจของท่าน ก็อย่าเพิ่งด่วนคิดว่าตนเองเป็นคนไม่ดี หรือเป็นคนไม่มีคุณธรรม ผมคิดว่ามันเป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่มีความรู้สึกอยากจะมี อยากจะไม่มี อยากจะเป็น อยากจะไม่เป็น ความอิจฉาริษยาสามารถเกิดขึ้นได้ทุกบริบทและเป็นธรรมดาที่มนุษย์จะเกิดความรู้สึกไม่พอใจในสิ่งที่ตนเองมีอยู่

ความอิจฉาริษยาเป็นอุปสรรคของการเรียนรู้ จริง ๆ ความคิดดังกล่าวมิได้เป็นความคิดที่ถูกต้องเสมอไป แต่ทว่าอยากให้ผู้อ่านมองคำกิริยา "อิจฉาริษยา" ในมุมที่สร้างสรรค์และไม่สร้างสรรค์ ในมุมที่สร้างสรรค์นั้น ความอิจฉาริษยาควรจะมองคู่กับความทะเยอทะยานใฝ่ดี อาทิ ท่านเห็นเพื่อนท่านจบปริญญาเอก ท่านรู้สึกอิจฉาก็เลยเกิดความรู้สึกใฝ่รู้ และมีความทะเยอทะยาน ทำการศึกษาในระดับปริญญาเอกจนประสบความสำเร็จ นี่เป็นการอิจฉาริษยาอย่างมีสติ มีปัญญากล่าวคือ เราใช้ความอยากหรือโลภให้เกิดประโยชน์ แต่ถ้าท่านขาดสติ กล่าวคือรู้สึกอิจฉาที่คนอื่นเก่งกว่าตน เรียนปริญญาสูงกว่าตน เกิดเป็นความรู้สึกที่คิดอยู่เรื่อย ๆ จนกลายเป็นความรู้สึกที่มีปมด้อยในตนเอง เกิดการสูญเสียความมั่นใจในตนเอง และไม่มีความสุขทั้ง ๆ ที่จริงแล้วคนเรานั้นในการจะประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานก็มิจำเป็นจะต้องเรียนจบการศึกษาระดับปริญญาเอกเสมอไป

ในองค์กรต่าง ๆ เป็นเรื่องธรรมดาที่จะมีกลุ่มบุคคลที่มีความอิจฉาริษยาอย่างไม่มีสติ หากท่านใดกำลังเผชิญหน้ากับคนกลุ่มนี้อยู่ ก็ขอให้ลองคิดว่ามิใช่ท่านแต่เพียงผู้เดียวที่ตกอยู่ในสถานการณ์นี้ ถ้าจะกล่าวถึงในบริบทขององค์กร การอิจฉาริษยาอย่างมีสติ นั้นกล่าวคือ เป็นการอิจฉาริษยาในเชิงสร้างสรรค์ ซึ่งมองได้หลายมุม อาทิ ท่านเป็นผู้บริหาร ท่านเห็นเพื่อนท่านที่เป็นผู้บริหารระดับเดียวกันแล้วเกิดรู้สึกอิจฉาริษยาที่เขามีผลการดำเนินงานที่ดี เขามีทีมงานที่ดี มีเวลาว่างให้กับครอบครัวมากกว่า ท่านเห็นแล้วเกิดเป็นกำลังใจที่จะปรับปรุงวิธีการทำงานและบริหารงานเพื่อให้ทำงานเป็นทีมที่มีประสิทธิภาพและเวลาให้กับครอบครัว อย่างนี้ถือเป็นการใช้ชีวิตอย่างมีปัญญา เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นคือได้เรียนรู้ว่าอะไรคือข้อที่ควรปรับปรุง ได้เรียนรู้จากเพื่อนร่วมงานที่ทำงานเก่งแล้วนำมาปรับใช้กับตนเอง และได้เรียนรู้วิธีการทำงานที่ดีขึ้นสำหรับตัวเอง เป็นคนที่มีพัฒนาการในการทำงาน

ในทางตรงกันข้าม ถ้าท่านอิจฉาริษยาอย่างไร้สติกล่าวคือ คิดอิจฉาริษยาเสียจนไม่รู้ตัวว่า ตนกำลังตกอยู่ในห้วงภวังค์หรือถูกครอบงำด้วยความรู้สึกอยากมี อยากเป็น อยากได้ เหมือนกับคนอื่น ๆ จนเกิดกลายเป็นความทุกข์ และทำให้จิตใจของท่านหลุดพ้นไปจากจิตใจแห่งปัญญาอันจะส่งผลให้ท่านคิดเลยเตลิดไปทำในสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อผู้อื่น

พฤติกรรมเหล่านี้เป็นพฤติกรรมที่ไร้ซึ่งปัญญา และไม่ก่อให้เกิดการเรียนรู้ แต่ที่น่าเป็นห่วงคือเป็นพฤติกรรมที่พบเจอได้ทั่ว ๆ ไปในหลาย ๆ องค์กร นอกจากสิ่งนี้จะไม่นำมาซึ่งความเจริญรุ่งเรืองมาให้ในองค์กรแล้ว ยังจะเป็นการสร้างความเสียหายในเรื่องของเวลาในการทำงาน เพราะแทนที่ท่านเหล่านี้จะมานั่งเรียนรู้หาวิธีทำงานให้เกิดเป็นพัฒนาการที่จะพาไปสู่ความสำเร็จ แต่กลับมานั่งทำกิจกรรมต่าง ๆ ที่เป็นผลมาจากความอิจฉาริษยาที่ไม่จบไม่สิ้น

จริง ๆ แล้วเรื่องในทำนองนี้น่าจะมีมานานแล้วในสังคม สำนวนไทยที่ว่า "จงทำดี แต่อย่าเด่น จะเป็นภัย" และในวัฒนธรรมไทยมีคำพูดที่ว่า "ให้อ่อนน้อมถ่อมตน" นั้นหมายถึง ถ้าท่านเป็นคนเก่งมีความสามารถก็ไม่ต้องบอกใครให้ทราบว่าท่านเก่ง ท่านมีความสามารถ แต่ให้ผู้อื่นเขารู้เขาสังเกตเอง เพราะถ้าท่านอวดตนมากเกินงามตามบรรทัดฐานที่สังคมกำหนด คนรอบข้างท่านอาจรู้สึกหมั่นไส้และกระตุ้นให้บางคนในองค์กรของท่านอิจฉาริษยาอย่างไร้สติ ตามที่ผมได้เขียนกล่าวอธิบายไปข้างต้น

เขียนมาถึงย่อหน้านี้ ผมต้องขอกล่าวว่าเรื่องนี้มิใช่เป็นเรื่องที่จะแก้ไขกันได้ง่าย ๆ แต่ผมก็ไม่สามารถกล่าวได้ว่าคงจะต้องปล่อยให้มันเป็นไป เพราะสิ่งนี้เป็นสิ่งที่เรา ๆ ท่าน ๆ ก็รู้กันอยู่เพราะมีในเกือบทุก ๆ องค์กร แต่ผมมองว่าผู้นำขององค์กรไม่ควรที่จะมองข้ามเรื่องทำนองนี้หรือมองว่าเป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ท่านไม่ควรเข้ามาแทรกแซง ซึ่งจริง ๆ ก็คงจะเป็นการที่เหมาะสมกว่าที่ผู้นำในองค์กรจะไม่เข้าไปแทรกแซงในทุก ๆ เรื่อง แต่ถ้าท่านในฐานะของผู้นำในองค์กรรู้สึกได้ว่าในองค์กรของท่านเต็มไปด้วยบรรยากาศของความอิจฉาริษยาอย่างไร้สติ มีการแบ่งพรรคแบ่งพวกกันอย่างชัดเจน และต่างฝ่ายต่างพร้อมที่จะยื่นปัญหาให้กันหรือคัดค้านอย่างไร้เหตุผลซึ่งกันและกัน

สิ่งนี้ควรจะเป็นสิ่งที่ผู้นำในองค์กรเก็บมาพิจารณาว่าจะทำอย่างไรให้คนในองค์กรของท่านรักกัน เหมือนถ้าท่านมีลูกแล้วลูกของท่านชอบทะเลาะกัน แย่งของเล่นกัน ท่านจะแก้ปัญหาอย่างไร จริง ๆ ผู้ใหญ่ที่ทะเลาะกันก็เหมือนเด็ก เด็กแย่งของเล่นกัน พ่อแม่ก็มาจัดการอบรมสั่งสอนให้ปรองดองกัน รักกัน จะได้แบ่งปันกัน ผู้ใหญ่ก็เช่นกันไม่ได้แย่งของเล่น แต่ก็แย่งผลประโยชน์กัน แต่ต่างจากเด็กตรงที่ว่าไม่มีพ่อหรือแม่มาเตือนสติ สติที่จะบอกว่ามันดูเป็นภาพที่น่าสังเวชเพียงใดที่มาทะเลาะกันไม่มีวันจบเพียงแต่ขัดกันซึ่งผลประโยชน์ มันดูเป็นภาพที่สังเวชแค่ไหนที่คนเราทำงานร่วมกันมาบางองค์กรเป็นสิบ ๆ ปี แต่ลืมความรู้สึกที่ว่ารักกันไปแล้ว

ถ้าจะถามผมว่าจะแก้ไขปัญหาเรื่องอิจฉาริษยากันอย่างไร ในความคิดเห็นของผม ผมคิดว่าผู้นำควรจะหาวิธีการที่จะทำอย่างไรให้คนในองค์กรรักกัน เรื่องอย่างนี้จริง ๆ แล้วในหลักคำสอนของพระพุทธศาสนาได้กล่าวไว้ในหลาย ๆ บทเรียน แต่สองเรื่องที่ดูจะตรงกับสิ่งที่ผมกำลังสาธยายในบทความนี้ก็คือ การเป็นผู้ไม่ได้ถูกครอบงำด้วยอัตตา และการเป็นผู้ที่มีมุทิตาจิต

เรื่องแรกผมได้กล่าวไปแล้วในบทความก่อนหน้านี้กล่าวคือ ไม่ทะนงในความเป็นตัวตนมากจนเกินไป เรื่องที่ 2 คือการมีความรู้สึกยินดีที่เห็นผู้อื่นได้ดี 2 เรื่องนี้เข้าใจได้ง่าย แต่ด้วยระบอบสังคมในยุคปัจจุบันที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน ผมเห็นว่าทำได้ยากเหลือเกินสำหรับหลาย ๆ ท่าน แต่สิ่งหนึ่งที่พอจะพยุงไม่ให้ผู้คนทั้งหลายไม่ให้หลงไปในความเป็นตัวตน และความอิจฉาริษยามากเกินไปก็คือ คนด้วยกันนั้นเองกล่าวคือ ผู้ที่เป็นผู้นำในองค์กรจะต้องเตือนสติผู้ใต้บังคับบัญชาให้มีสติ สติในที่นี้คือ ให้รู้ว่าเราทำงานร่วมกัน เราพึ่งพาซึ่งกันและกัน เราจะอยู่ด้วยกันได้อย่างไรถ้าเราไม่รักกัน

คนบางคนอาศัยอยู่บนความมีอัตตามีทิฐิเสียจนลืมไปแล้วว่า คนที่พวกเขาทั้งหลายโกรธอยู่ หรืออิจฉาริษยาอยู่ จริง ๆ แล้วคือคนที่พวกเขารัก คือคนที่พวกเขามีความสัมพันธ์ในฐานะเพื่อนร่วมงานกันมานาน เพราะถ้าท่านมีสติและระลึกได้ถึงความรักความรู้สึกที่ดีต่อกันและกัน ความรู้สึกอิจฉาริษยาอย่างไร้สติก็จะถูกบดบังไปเรื่อย ๆ เหมือนกับการที่ท่านรู้สึกยินดีไปกับพ่อ แม่ ลูก ๆ ของท่าน เมื่อบุคคลเหล่านี้ได้ดีเพราะพวกเราทั้งหลายมักจะมีสติระลึกอยู่เสมอว่า พ่อและแม่คือบุคคลที่เรารัก ลูกคือบุคคลที่เรารัก ท้ายนี้อยากจะกล่าวถึงสภาพบ้านเมืองในยามนี้ ก็คิดว่าไม่ต่างอะไรกับสิ่งที่ผมได้เขียนสาธยายในบทความนี้ แทนที่จะแบ่งพรรคแบ่งฝ่ายกัน ซึ่งหลาย ๆ ท่านอาจคิดว่าผมกล่าวได้แต่ทำยาก แต่อย่างน้อยในวันนี้อยากให้ท่านลองใช้สติระลึกว่า แท้จริงเราก็เป็นคนไทยเหมือนกัน คนไทยเราชนชาติเดียวกัน อยู่บนผืนแผ่นดินเดียวกันพึงจะต้องรักกัน แทนที่จะเกลียดกันมิใช่หรือ


หน้า 30

ที่มา : วันที่ 01 เมษายน พ.ศ. 2553 ปีที่ 33 ฉบับที่ 4197  ประชาชาติธุรกิจ


ผู้เข้าชม : 2137 ครั้ง
 
 
 
 
cheap nfl jerseys cheap nike jerseys cheap mlb jerseys cheap real air jordans cheap soccer jerseys