Training Partner เข้าระบบ
 
Username
Password
Forgot password?
 
สมัครเป็น Training Partner ที่นี่
 
 
 
Keyword
วันที่เริ่มต้น
วันที่สิ้นสุด
 
รับข่าวสารการอบรมสัมมนา
 
 
Knowledge Zone > ข่าวสารแวดวง Training
 
 
 
เสียค่าโง่


คอลัมน์ สอนลูกอย่างไรให้ทำงานเป็น

โดย สุจินต์ จันทร์นวล


"เซ็งมาก ๆ เลยพ่อ ว่าจะไม่เล่าให้พ่อฟัง แต่ก็อดไม่ได้ ทนมาสองวันแล้วทนไม่ไหว"

"อะไรอีกล่ะคราวนี้"

"ผมถูกโกง ถูกขโมยไอเดีย ตัดหน้า เอาผลงานไปกินดื้อ ๆ โดยคนที่อยู่ในทีมเดียวกัน พ่อจำได้ไหมที่เล่าให้ฟังว่า ผมได้เข้าไปอยู่ในทีมพิเศษที่เขาตั้งขึ้นมาเพื่อหาไอเดียใหม่ ๆ ในการทำตลาด โดยเขาเอาแต่ละคนที่คัดเลือกจากแผนกต่าง ๆ มารวมทีมทำโครงการนี้ด้วยกัน มันไม่ใช่สินค้าที่ผมดูแลโดยตรง แต่เป็นอีกรุ่นหนึ่งซึ่งก็ขายในดีลเลอร์ที่ผมดูแลเช่นกัน"

"จำได้ แล้วไงต่อ"

"คือผมมีไอเดียที่จะดึงเอากลุ่มลูกค้าที่ยังไม่เคยทดสอบคุณภาพของสินค้าตัวนี้ของเรา เชิญมาเป็นกลุ่มเล็ก ๆ เอาเฉพาะเจาะจงคนที่มีศักยภาพในท้องถิ่น โดยให้ ดีลเลอร์ซึ่งเขารู้จักคนในท้องถิ่นดีว่า ใครเป็นใคร เป็นผู้เชิญลูกค้าเหล่านี้ร่วมกับบริษัทเรา จัดเป็นอีเวนต์เล็ก ๆ แต่ใกล้ชิด ให้คนเหล่านี้ทดสอบสินค้าเรา โดยมีเราและดีลเลอร์ช่วยกันชี้แจงและให้ข้อมูล เชิงเทคนิค ว่าของเราดีอย่างไร เหนือกว่า คู่แข่งตรงไหนบ้าง และถือโอกาสสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า เคยปรึกษากับดีลเลอร์แล้ว ก็เห็นดีเห็นชอบ เอาไอเดียมาบอกนาย นายก็สนับสนุนให้ลงมือทำโปรเจ็กต์ขึ้นมาเพื่อนำเสนอผู้บริหารระดับสูงเลย

เพราะเห็นว่ามันเป็นงานของทีม ผมก็เลยเอาเรื่องราวทั้งหมดไปคุยกับทีม จึงเห็นชอบกันว่า ต้องลงพื้นที่ไปพบดีลเลอร์ที่จะทำงานนี้ด้วยกันเพื่อหารือกันในรายละเอียดกันให้ถี่ถ้วน ก่อนที่จะลงมือเขียนโปรเจ็กต์ขึ้น พอไปถึงดีลเลอร์ ซึ่งผมก็นัดแนะและเตรียมความพร้อมให้หมด เพื่อนร่วมทีมที่ไปด้วยก็เล่นบทเจ้าของโปรเจ็กต์ เจ้าของ ไอเดียเลย โดยไม่ให้เครดิตผมสักนิด ไม่มีแม้แต่จะเอ่ยถึงผม ซึ่งเป็นคนริเริ่ม และเป็นคนชวนเขามาหาดีลเลอร์ด้วยกัน ผมงี้โกรธจนพูดไม่ออก

ยิ่งกว่านั้นนะพ่อ เค้ายังมีหน้ามาถามผมด้วยว่า เวลาเขาเอาเรื่องนี้พรีเซนต์ผู้ใหญ่เพื่อขออนุมัติ ผมจะเข้าร่วมพรีเซนต์ด้วยหรือเปล่า ผมเลยบอกไปว่า แน่นอน ผมต้องเข้าไปด้วยแน่"

"แล้วเรื่องนี้มีใครรู้บ้างล่ะ นายลูกรู้หรือเปล่า เล่าให้เขาฟังหรือเปล่า ?"

"เล่าสิพ่อ พอกลับเข้าออฟฟิศผมก็รีบเล่าให้นายฟังเลย นายเค้าบอกว่า ไอ้คนนี้น่ะ นิสัยมันเป็นแบบนี้แหละ ไม่อยากจะเตือนไว้ก่อน เพราะมันไม่ดี ให้เจอด้วยตัวเองจะดีกว่า ทางที่ดีให้ผมรีบเขียนรายงานและรีบส่งให้เขา เพื่อที่เขาจะชิงส่งไปให้นายใหญ่ข้างบนได้รับรู้ก่อน ผมก็เลยรีบทำและส่งให้เขาไปแล้ว"

"ตอนนี้เรื่องมันไปถึงไหนแล้วล่ะ ?"

"ผมก็ไม่รู้ว่าไปถึงไหนแล้ว แต่คิดว่า คงเคลมกลับไม่ได้หรอกพ่อ เพราะคนนั้นมันใกล้ชิดข้างบนมากกว่าและอยู่มานานกว่าผม เรียกว่าคงเก๋าเกมกว่าผมนั่นแหละ เพราะอย่างที่นายว่า ประวัติของมันชอบแย่งผลงานคนอื่นเอาไปกินหน้าด้าน ๆ มาก่อน ผมคงเป็นเหยื่อรายล่าสุด มันเจ็บใจน่ะพ่อ ไม่รู้จะทำยังไงดี"

"จำเรื่องที่พ่อเขียนในหนังสือเล่มแรกหรือเปล่า กลับไปอ่านใหม่ซะ พ่อเอง ตอนเริ่มทำงานใหม่ ๆ ก็โดนแบบนี้มาเหมือนกัน จำได้มั้ย ?"

"พอโดนเข้ากับตัวเองถึงนึกออก พ่อว่าพ่อเคยเล่าให้ฟังเองด้วย สอนให้ระวังคนแบบนี้ไว้ ผมมันซื่อและจริงใจกับเพื่อน ร่วมงาน เพื่อนร่วมทีมมากเกินไป ไม่คิดว่ามันจะเป็นคนแบบนี้ เพราะก่อนหน้านั้น ก็ไม่เห็นมีอะไร หรือผมไม่ได้สนใจจะอ่านเขาให้ละเอียดเหมือนที่พ่อสอนให้อ่านคน ให้ออกก่อนที่จะเปิดเผยตัวตนหรือความคิดที่แท้จริงของเราออกไป"

"ก็ดีแล้วลูกที่เจอเรื่องแบบนี้เสียแต่เนิ่น ๆ มันจะได้เป็นบทเรียน เป็นสิ่งที่มีค่านะลูก ตอนยังไม่เกิดเรื่องแบบนี้ สอนลูกไปก็ไม่เข้าใจเท่าไหร่หรอก เจอของจริงเข้า นั่นแหละ ถึงจะเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่ามันเป็น ยังไง และบทเรียนนี้ มันจะฝังจำจนลืม ไม่ได้เลยในชีวิตนี้ เพราะมันได้มาด้วยความเจ็บปวด ความแค้น ที่เสียรู้คนอื่น ยังไงมันจะฝังใจไม่ลืมแน่"

"คิดแล้วมันน่าเขกกระโหลกตัวเอง ขนาดพ่อทั้งเล่าให้ฟัง เขียนให้อ่าน ยังเสือกโง่เสียรู้ให้เขาอีก มันโกรธและผิดหวังตัวเองชะมัดเลยพ่อ"

"ก็สมควรจะรู้สึกแบบนั้น นี่เค้าเรียกว่า ทิ้งโง่แบบย้อนรอยทั้งพ่อและลูกเลย พ่อโดนมาก่อน และลูกก็มาโดนแบบเดียวกันอีก ถึงแม้เวลาจะห่างกันตั้งสี่สิบกว่าปี เรื่องราวแบบนี้มันทันสมัยเสมอ ไม่เคยตกยุคเลย

คราวนี้จำไว้ดี ๆ นะลูก ก่อนที่จะเปิดเผยและจริงใจกับใคร ต้องอ่านเขา ให้ออกเสียก่อน ว่าเขาเป็นคนแบบเดียว กับเรา นิสัยใจคอเหมือนเราหรือเปล่า

แล้วต่อไปจะทำอย่างไร จะวางตัว แบบไหน รู้ไหม ?"

"ก็ไม่รู้สิพ่อ ยังไงมันก็คงมองหน้ากัน ไม่ติด คงต้องห่าง ๆ ไว้มั้ง"

"ทำแบบนั้นก็เสียฟอร์มตายสิวะ คนแบบนี้มาแบบไหนก็ต้องไปแบบนั้น คือพ่อเชื่อว่าเค้าต้องทำแบบว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น หรือการกระทำของเค้าไม่เห็นจะเป็นเรื่องผิดหรือเลวร้ายอะไร เค้าจะหาเหตุผลให้ ตัวเองรู้สึกดีแน่นอน อย่างเช่นว่า ไหวพริบเราดีเหลือหลาย สามารถเก็บตกของคนอื่นมาต่อยอดจนสำเร็จได้ เป็นความชาญฉลาดเหนือคนอื่น หรืออะไร ๆ ทำนองนี้

คือหากเราออกอาการผิดจากที่เคยเป็น มันก็เท่ากับแสดงให้เค้ารู้ว่าเราเสียที เราเสียรู้ เราถูกเค้าหลอก คุณค่าในตัวเรา ลดลง มันจะยิ่งทำให้เค้ายิ้มเยาะเราในใจได้ ดีมั้ยดีคนอื่นก็จะจับสังเกตได้ด้วย ทำให้เรากลายเป็นคนโง่หรือเซ่อในสายตาคนอื่นไป

ที่ควรจะทำคือ ทำเฉย ๆ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น หรือสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นเราไม่ได้รู้สึกรู้สาอะไร เคยเป็นอย่างไรก็เป็น อย่างนั้น ต่อหน้าสายตาทุก ๆ คน ยิ่งโดยเฉพาะกับคู่กรณี ทำเหมือนไม่ได้ถือสาหาความอะไร ไม่พูดถึงเรื่องนั้น วางตัวปกติ ไม่ออกอาการใด ๆ แต่ในการพูดจา ในการสื่อสารเรื่องงานก็ลดระดับลงเหลือผิวเผิน พูดในสิ่งที่ก็รู้ ๆ กันอยู่ ในความเป็นไป เหมือนการอ่านข่าวที่เขาเสนอข่าวตามเนื้อผ้าอย่างเดียว ไม่ใช่การอ่านวิเคราะห์ข่าว หรือวิเคราะห์สถานการณ์อ่านเกมอะไรเทือกนั้น คือไม่มีการ ใส่ความคิดเห็น หรือการคาดคะเน ตลอดจนเหตุผลต่าง ๆ ออกมาเป็นอันขาด

มันต้องดูว่าเค้ามาแบบไหนเสียก่อน คือไม่แน่ว่าตัวเค้าเองอาจจะออกอาการก็ได้ ซึ่งทางหนึ่งมันก็จะเป็นแบบที่ว่า คือทำเป็นไม่มีอะไรเกิดขึ้น หรือออกอาการห่างเราไปเอง เพราะกลัวว่าเราจะเอาคืนในทางหนึ่งทางใด อย่างไรก็ตามไม่ว่าจะออกมาแบบไหน เราก็ควรทำแบบเดียวคือ อย่างที่บอก มันจะทำให้เค้าอ่านหมากนี้เราไม่ออก

ให้คิดอย่างนี้นะลูก อย่าไปคิดเอาคืน แล้วไปแล้วก็ให้มันแล้วไป คิดเสียว่าผิดเป็นบทเรียน อย่าผิดอีก อย่าไปให้เค้าหลอกกินอีกเป็นใช้ได้ แต่หากเค้ากระหยิ่มยิ้มย่อง และยังแสดงออกว่า จะหลอกให้เราทิ้งโง่ ให้เค้ากินอีก แบบว่ายังทำดีกับเรา และแอบถามไอเดียหรือความคิดเห็นอีก แสดงว่าคบไม่ได้แน่คนแบบนี้ ถึงตอนนั้นแหละค่อยคิดแก้เผ็ดและเอาคืน

พ่อไม่อยากให้สร้างศัตรูจำได้ไหม แต่หากใครเอาความเป็นมิตรที่เราให้กลับมาทำลายเราละก็ การต่อสู้เพื่อป้องกันตัว รักษาเครดิตและคุณค่าศักดิ์ศรีในตนเอง พ่อถือว่ามันเป็นความจำเป็นและสิทธิ พื้นฐาน ความถูกต้องที่จะต้องทำ แม้ว่าจะต้องเกิดศัตรูที่เราไม่ต้องการขึ้นมาก็ตาม

ส่วนวิธีที่จะเอาคืน จะแก้เผ็ดอย่างไร ก็ให้กลับไปอ่านหนังสือพ่อก็แล้วกัน เพื่อเอาเป็นแนวคิด รายละเอียดจะต้องทำอะไรอย่างไรบ้าง ลูกต้องเอาไปคิดเอง

จงจำไว้อย่าง การผิดพลาดไม่ใช่เรื่องเลวร้ายหรอก ตรงกันข้าม มันมีประโยชน์มหาศาล หากรู้จักที่จะเอามันมาไตร่ตรองและวิเคราะห์ ว่าเราผิดอย่างไร ตรงไหน เพราะอะไร และนำมันมาแก้ไข เอามาเตือนตัวเองไม่ให้ผิดซ้ำสองอีก ที่พ่อรู้มากทุกวันนี้ก็เพราะพ่อพลาดมามากเช่นกัน

"ทำใจให้ได้ คิดให้ได้ และทุกอย่างจะดีเองลูก"

หน้า 27

 

ที่มา:วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 33 ฉบับที่ 4188  ประชาชาติธุรกิจ


ผู้เข้าชม : 961 ครั้ง
 
 
 
 
cheap nfl jerseys cheap nike jerseys cheap mlb jerseys cheap real air jordans cheap soccer jerseys