Training Partner เข้าระบบ
 
Username
Password
Forgot password?
 
สมัครเป็น Training Partner ที่นี่
 
 
 
Keyword
วันที่เริ่มต้น
วันที่สิ้นสุด
 
รับข่าวสารการอบรมสัมมนา
 
 
Knowledge Zone > ข่าวสารแวดวง Training
 
 
 
ถึงเวลาบริษัท "คิดดี ทำดี" โลกาภิวัตน์เปลี่ยนกติกาโลกธุรกิจ


ทุกวันนี้บริษัทต่าง ๆ เริ่มเปลี่ยนแนวทางการทำธุรกิจที่เน้นกำไรอย่างเดียว หันมาให้ความสำคัญกับการทำธุรกิจที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมมากขึ้น เพราะจะส่งผลดีแก่บริษัทอย่างยั่งยืนมากกว่า

"ฟอร์จูน" นำเสนอบทความเรื่อง "ทำไมการทำดีถึงดีสำหรับธุรกิจ" โดยหยิบยกกรณี "ไฟเซอร์" บริษัทยายักษ์ใหญ่ที่ตัดสินใจทำเรื่องดี ๆ หลังจากปัญหาการว่างงานขยับแตะระดับกว่า 10% ในปีที่แล้ว โดยไฟเซอร์จัดยาฟรี 70 แบรนด์ ตั้งแต่ ลิปิทอร์จนถึงไวอะกร้า ให้ลูกค้าที่ตกงานในปี 2552 และไม่ได้รับสิทธิการรักษาครอบคลุมถึงการใช้ยาตามใบสั่งแพทย์

การทำโครงการแจกยาตามใบสั่งแพทย์ฟรีเป็นเวลา 1 ปี น่าจะคุ้มค่าสำหรับบริษัทที่ชื่อเสียงถูกกระทบจากหลายกรณี อาทิ การถูกปรับ 2.3 พันล้านดอลลาร์ในปีที่แล้ว จากการทำการตลาดเพื่อโปรโมตยาให้แพทย์สั่งซื้ออย่างไม่เหมาะสม

"เจฟฟรีย์ คินด์เลอร์" ซีอีโอของไฟเซอร์กล่าวว่า เราทำเพราะคิดว่าเป็นสิ่ง ที่ดีที่ควรทำ แต่นี่เป็นสิ่งที่กระตุ้นพนักงานและได้รับผลตอบรับที่ดีจากลูกค้า ซึ่งในระยะยาวน่าจะช่วยธุรกิจของเราได้

แม้ความดีจะเป็นรางวัลในตัวเอง แต่ในอีกแง่หนึ่งก็เป็นผลกำไรด้วย อย่างกรณีของไฟเซอร์เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่ซึมซับหลักการคิดดี ทำดี ในภาคธุรกิจ ซึ่งเป็นแนวคิดที่ถ่ายทอดโดย "ดอฟ เซดแมน" กูรูด้านการบริหารที่กลายเป็นที่ปรึกษาให้แก่หลายบริษัทในทำเนียบฟอร์จูน 500

เพราะเทรนด์วันนี้โลกได้เปลี่ยนไปสู่ การเชื่อมโยงกัน และเป็นเศรษฐกิจที่มีความโปร่งใสมากขึ้น เช่นเดียวกับภาคธุรกิจซึ่งบริษัทที่มีความดีเหนือคู่แข่งก็มักจะมีผลงานทางการเงินที่ดีกว่าด้วย

มีบริษัทกว่า 400 แห่ง รวมถึง ไฟเซอร์ วอล-มาร์ต พรอคเตอร์ แอนด์ แกมเบิล (พีแอนด์จี) ที่ว่าจ้างบริษัท "แอลอาร์เอ็น" ของเซดแมนให้วิเคราะห์วัฒนธรรมองค์กร ปรับปรุงแนวปฏิบัติในการทำธุรกิจ และฝึกอบรมด้านจริยธรรมแก่พนักงานในองค์กร

แนวคิดแบบเดียวกับเซดแมนกำลัง ท้าทายแนวคิดดั้งเดิม ที่เปลี่ยนมามองความสำเร็จของธุรกิจจากความดีมากกว่าการเติบโตของรายได้ หรือทฤษฎีการบริหารแบบเจงกีสข่านที่ต้องขยี้ศัตรู มองดูคู่แข่งล้มลงแทบเท้า และชิงเอาม้าข้าศึกไปครอง

ตอนนี้โลกได้เปลี่ยนไปแล้ว และกลยุทธ์ผู้ชนะได้ทุกอย่าง (winner-take-all) ล้าสมัยไปแล้ว เนื่องจากเทคโนโลยีสารสนเทศทำให้การทำสิ่งดี ๆ มีความสำคัญมากขึ้น เพราะโลกโลกาภิวัตน์ทำให้ยากที่จะปิดบังพฤติกรรมแย่ ๆ เอาไว้เหมือนในอดีต

แม้ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การปล่อยปละละเลยกฎระเบียบต่าง ๆ และฟองสบู่สินทรัพย์ ทำให้หลายบริษัทปกปิดเรื่อง แย่ ๆ จนร่ำรวยขึ้น โดยไม่สนใจความถูกต้อง แต่โลกวันนี้เปิดกว้างมากขึ้น พนักงานที่ไม่พอใจพฤติกรรมแย่ ๆ ขององค์กร และลูกค้าที่ไม่พอใจบริษัท สามารถระบายไว้ในบล็อกส่วนตัว หรืออัพโหลดคลิปวิดีโอจากมือถือ ซึ่งเป็นสิ่งที่ยากสำหรับบริษัทที่จะบริหารชื่อเสียงด้วยวิธีการแบบเดิม ๆ โดยหลบอยู่หลังทีมทนายและที่ปรึกษา

แม้ว่าแนวปฏิบัติเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) จะเป็นสิ่งที่บริษัทต่าง ๆ ให้ความสำคัญมากขึ้น ยกตัวอย่าง บริษัทในสหรัฐบริจาคช่วยเหลือเฮติเป็นจำนวนมาก แต่เซดแมนคิดว่าการทำความดีที่แท้จริงต้องไม่ใช่แค่หน้าที่ของฝ่าย CSR

เพราะแค่ CSR ไม่เพียงพอต่อความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากโลกาภิวัตน์ ซึ่งเป็นเรื่องยากสำหรับบริษัทที่จะสร้างความแตกต่างจากคนอื่นโดยเน้นเฉพาะสินค้าเพียงอย่างเดียว เพราะเมื่อใดที่คุณเปิดตัวสินค้าหรือบริการก็อาจมีโอกาสที่จะถูก ก๊อบปี้และขายสินค้าคล้าย ๆ กันในราคาที่ต่ำกว่า และหาก "เงิน" เป็นเรื่องเดียวที่เชื่อมโยงบริษัทของคุณและพนักงานไว้ คนเหล่านี้ก็อาจลาออกไปบริษัทที่จ่ายมากกว่า

ที่สำคัญ เมื่อบริษัทแข่งขันกันด้วยระดับของพฤติกรรมดี ๆ ต่อลูกค้าและพนักงาน สิ่งนี้จะเป็นเรื่องของความไว้วางใจในความสัมพันธ์ และคนส่วนใหญ่ก็อยากจะทำงานด้วย ซึ่งนี่เป็นเหมือนสินทรัพย์ที่ไม่สูญเสียไปง่าย ๆ สำหรับบริษัทในศตวรรษที่ 21

หน้า 12

 

 

ที่มา:วันที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553 ปีที่ 33 ฉบับที่ 4185  ประชาชาติธุรกิจ

 


ผู้เข้าชม : 1218 ครั้ง
 
 
 
 
cheap nfl jerseys cheap nike jerseys cheap mlb jerseys cheap real air jordans cheap soccer jerseys