Training Partner เข้าระบบ
 
Username
Password
Forgot password?
 
สมัครเป็น Training Partner ที่นี่
 
 
 
Keyword
วันที่เริ่มต้น
วันที่สิ้นสุด
 
รับข่าวสารการอบรมสัมมนา
 
 
Knowledge Zone > ข่าวสารแวดวง Training
 
 
 
เปิดไอเดีย "กรณ์ จาติกวณิช" นโยบายภาษี...ความจำเป็นในการเคลื่อน CSR


หากย้อนดูกลไกการขับเคลื่อนแนวคิดความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร (CSR) ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา ปฏิเสธไม่ได้ว่า ความตื่นตัวส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในฝั่ง "ธุรกิจเอกชน" ทั้งที่ในความเป็นจริง หากดูบทเรียนความสำเร็จของการขับเคลื่อนแนวคิดเช่นนี้ในต่างประเทศ จะเห็นได้ว่า การจะขับเคลื่อนแนวคิดนี้ได้อย่างเข้มข้น ต่อเนื่องและยั่งยืนนั้นภาครัฐจำเป็นต้องเข้ามามีบทบาทที่สำคัญ

ในปาฐกถาพิเศษของ "กรณ์ จาติกวณิช" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2553 ในงานสัมมนาพิเศษ "ภาคีการดำเนินงานโครงการชุมชนพอเพียงในภาคธุรกิจเอกชนและผู้บริหารรัฐวิสาหกิจ" ซึ่งจัดขึ้นโดยสำนักงานเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อยกระดับชุมชน ศศินทร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย น่าจะถือเป็นเสียงสะท้อนในครั้งแรก ๆ จากผู้บริหารระดับสูงในฝั่งรัฐบาลที่มีต่อความเป็นไปในการขับเคลื่อนแนวคิด CSR สำหรับประเทศไทย

"ประชาชาติธุรกิจ" มองว่า นี่ถือเป็นความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจที่สุดครั้งหนึ่ง จึงนำบางบทตอนที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้กล่าวไว้มาถ่ายทอด

"รัฐบาลต้องการสร้างการมีส่วนร่วมในงานด้านการพัฒนาผ่านการทำงานเรื่องซีเอสอาร์ของธุรกิจเอกชนและรัฐวิสาหกิจ เพื่อยกระดับคุณภาพมาตรฐานการทำซีเอสอาร์ของภาคธุรกิจ"

ขณะเดียวกัน การที่เอกชนเข้ามาสนใจและทำงานช่วยเหลือสังคม หรือการทำ CSR นี้ ยังถือเป็นการลดภาระงบประมาณภาครัฐ อีกทั้งการสนับสนุนในลักษณะนี้ยังทำให้เกิดความยั่งยืนกับโครงการ CSR ต่าง ๆ ที่ธุรกิจเอกชนทำมากกว่าที่ผ่านมา

ด้วยเหตุนี้ เจ้ากระทรวงคลังคนปัจจุบันจึงได้คิดถึงการพิจารณาสิทธิทางภาษีให้แก่เอกชนที่ดำเนินโครงการ CSR โดยกล่าวว่า "เราอยากเห็นเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรมทางสังคม เราจึงคิดจะพิจารณาเรื่องสิทธิภาษีให้กับเอกชนที่ทำโครงการเหล่านี้ ส่วนจะทำได้เมื่อไร จะมีผลอย่างเป็นรูปธรรมอย่างไรนั้น ตอนนี้ยังไม่สามารถระบุได้"

แต่ในเบื้องต้นได้มีการพิจารณาเรื่องภาษีแล้ว จากส่วนที่ปัจจุบันภาษีนิติบุคคลในไทย ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ว่าสูงกว่าประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาค ดังนั้นหากกระทรวงการคลังจะลดภาษีส่วนนี้ และเอื้ออำนวยให้เอกชนนำเงินส่วนนี้ไปใช้ทำโครงการ CSR เพิ่มขึ้น ก็อาจเป็นแนวทางหนึ่งที่จะช่วยกันได้ในอนาคต

"แน่นอนว่า เราจำเป็นต้องมีนโยบายด้านภาษีมากระตุ้นให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการช่วยเหลือสังคมมากขึ้น"

ขณะเดียวกันการดำเนินนโยบายด้านการเงินการคลัง เพื่อสร้างความยั่งยืนแก่สังคมและสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ภาคธุรกิจเอกชนสนับสนุนการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยการทำงานด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างสมัครใจเป็นภารกิจหนึ่งของกระทรวงการคลังที่จะเข้ามามีส่วนร่วมและสนับสนุนงานด้านซีเอสอาร์ได้

ในเวลานี้ กระทรวงการคลังจึงได้เพิ่มน้ำหนักการประเมินผลงานของรัฐวิสาหกิจจากเดิมมี 15 รายการเป็น 20 รายการ เพื่อสนับสนุนและส่งเสริมให้รัฐวิสาหกิจมีทุนและจัดทำโครงการด้านซีเอสอาร์ต่าง ๆ ได้ ตามวัตถุประสงค์ที่ภาครัฐอยากเปิดโอกาสให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในเรื่องการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อมให้ได้มากที่สุด

แม้ว่าที่ผ่านมา รัฐบาลจะทำงานด้านนี้ได้เองอยู่แล้ว เพราะเป็นหน้าที่ของรัฐในการยกระดับ พัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน

แต่รัฐยังอยากเปิดให้เอกชนเข้ามาทำงานด้านนี้มากขึ้นด้วย ซึ่งหลักการนี้ก็เป็นที่มาหนึ่งของการมีรัฐวิสาหกิจ ในฐานะหน่วยงานที่รัฐเป็นผู้กำกับดูแล รัฐวิสาหกิจจึงสามารถตอบโจทย์ในการดำเนินธุรกิจ ขณะที่ยังต้องดำเนินกิจการด้วยความรับผิดชอบต่อสังคมด้วย

ประกอบกับงบประมาณภาครัฐที่มีอยู่ในประเทศอย่างจำกัด รัฐจึงต้องกระตุ้นบทบาทของเอกชนและรัฐวิสาหกิจที่มีผลกำไรจากการดำเนินกิจการเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนา ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน

โดยหลังจากรัฐบาลมีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจเมื่อปีที่ผ่านมา ท่ามกลางการรับมือกับเศรษฐกิจโลกถดถอย รัฐบาลได้มีมาตรฐานช่วยเหลือทั้งด้านค่าใช้จ่ายในการครองชีพ และการแจกเช็คช่วยชาติ แต่รัฐบาลก็ตระหนักว่า เราต้องระมัดระวังไม่ให้ประชาชนเสพติดกับความช่วยเหลือจากรัฐเสมอไป

ดังนั้นเราจึงให้ความสำคัญกับโครงการ CSR ของธุรกิจเอกชนและรัฐวิสาหกิจ เพื่อให้องค์กรเหล่านี้เข้ามามีส่วนร่วมช่วยกันดูแลสังคมเพื่อให้เกิดความยั่งยืนขึ้นได้

นอกจากนี้ การดำเนินงานด้านสังคมเหล่านี้ ยังเป็นงานที่ได้รับการบรรจุอยู่ในกรอบปัจจัยหลักเพื่อกำหนดนโยบายของภาครัฐ ซึ่งประกอบด้วย 1) การขจัดความยากจน 2) การพัฒนาคนและสังคม 3) การปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ ให้สมดุลและมีการแข่งขัน 4) การบริหารทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 5) การส่งเสริมประชาธิปไตยและประชาสังคม และ 6) การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงตามสภาพสังคมและประชากร

โดยปาฐกถาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในเรื่องนี้ เป็นอีกหนึ่งประกายความหวังของคนทำงานซีเอสอาร์ในองค์กรธุรกิจและรัฐวิสาหกิจที่จะมั่นใจได้อีกชั้นหนึ่งว่า การทำงานที่ผ่านมากำลังข้ามเข้าสู่ระดับนโยบายรัฐ และในอนาคตน่าจะเกิดความยั่งยืนต่อโครงการซีเอสอาร์ ที่จะสามารถตอบโจทย์ทั้งในด้านการช่วยเหลือสังคม และไม่สร้างความเสียหายให้กับการดำเนินกิจการธุรกิจของผู้ถือหุ้นหรือนักลงทุนในบริษัทด้วย

แม้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นยังไม่มีความชัดเจน แต่อย่างน้อยที่สุด การได้ยินเรื่องราวเหล่านี้จากปากรัฐมนตรีคลัง ถือเป็นสัญญาณที่ดีที่สุด เท่าที่เคยเกิดขึ้นจากฝั่งภาครัฐ ไม่ว่าสิ่งที่พูดจะเกิดขึ้นเร็วหรือช้าก็ตามที !!

 

ที่มา: วันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 33 ฉบับที่ 4178  ประชาชาติธุรกิจ


ผู้เข้าชม : 1276 ครั้ง
 
 
 
 
cheap nfl jerseys cheap nike jerseys cheap mlb jerseys cheap real air jordans cheap soccer jerseys