Training Partner เข้าระบบ
 
Username
Password
Forgot password?
 
สมัครเป็น Training Partner ที่นี่
 
 
 
Keyword
วันที่เริ่มต้น
วันที่สิ้นสุด
 
รับข่าวสารการอบรมสัมมนา
 
 
Knowledge Zone > ข่าวสารแวดวง Training
 
 
 
เส้นทางการพัฒนาอุตสาหกรรมไทยกับแรงงานราคาถูก

เมื่อวันที่ 29 ธ.ค. 2552 ที่ผ่านมา ครม.ได้เห็นชอบกับประกาศคณะกรรมการค่าจ้าง เรื่องอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ตามที่กระทรวงแรงงานเสนอ โดยให้กำหนดค่าจ้างขั้นต่ำเป็นเงินวันละ 206 บาท ในพื้นที่ กทม. และ จ.สมุทรปราการ วันละ 205 บาท ในพื้นที่ จ.นครปฐม จ.นนทบุรี จ.ปทุมธานี และ จ.สมุทรสาคร และให้ยกเลิกประกาศคณะกรรมการค่าจ้างขั้นต่ำ เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2551 ซึ่งกำหนดให้อัตราค่าจ้างขั้นต่ำเป็นเงินวันละ 203 บาท ในท้องที่กรุงเทพมหานคร จังหวัดนครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ และสมุทรสาคร สรุปแล้ว ค่าจ้างขั้นตำในเขต กทม.และปริมณฑลปรับขึ้นเพียง 2-3 บาทต่อวันเท่านั้น จากเมื่อ พ.ค. 2551

ผมไม่แน่ใจว่าการขึ้นค่าแรงครั้งนี้จะคุ้มกับอัตราเงินเฟ้อในรอบปีครึ่งที่ผ่านมา จนกระทั่งสามารถรักษาอัตราค่าจ้างที่แท้จริงให้คงเดิมได้หรือไม่ รวมทั้งไม่แน่ใจด้วยว่าอัตราค่าจ้างที่แท้จริงของไทยในปัจจุบันจะสูงกว่าเมื่อก่อนวิกฤตเศรษฐกิจ 2540 แล้วหรือยัง แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม คงปฏิเสธไม่ได้ว่าอัตราค่าจ้างของเราต่ำมาก เมื่อเทียบกับประเทศที่มีระดับการพัฒนาเศรษฐกิจสูงกว่าเราในภูมิภาคนี้ เช่น เกาหลีใต้และไต้หวัน แต่ ณ อัตราค่าจ้างต่ำระดับนี้ นายจ้างไทยจำนวนมากก็โวยวายแล้วว่าไม่มีปัญญาจะจ่าย และจะทำให้ต้นทุนสินค้าไทยแข่งขันกับประเทศจีนไม่ได้ เป็นต้น

คำถามคือเหตุใดค่าแรงเราจึงต่ำมาก และทำไมสินค้าของเกาหลีและไต้หวันยังแข่งขันได้ในหลาย ๆ อุตสาหกรรม เช่น สินค้าไฮเทคต่าง ๆ คำถามหลังนี้ตอบสั้น ๆ ได้ว่า เพราะประเทศทั้งสองสามารถยกระดับ (upgrade) อุตสาหกรรมของเขาไปได้อีกระดับหนึ่ง จนมีผลิตภาพการผลิต (productivity) สูงพอที่จะจ่ายค่าแรงสูงได้โดยไม่ทำให้สูญเสียความสามารถในการแข่งขัน ในแง่นี้ การที่เราไม่สามารถจ่ายค่าแรงสูง ๆ ได้ ก็เป็นเพราะเรายังไม่ประสบความสำเร็จในการยกระดับอุตสาหกรรมนั่นเอง

แล้วทำไมเรายกระดับอุตสาหกรรมไม่สำเร็จ คำตอบสั้น ๆ คือการยกระดับอุตสาหกรรมนั้น ส่วนใหญ่จะต้องเป็นการกระทำรวมหมู่ (collective action) เอกชนรายใดรายหนึ่งจะไม่มีแรงจูงใจเพียงพอที่จะแก้ปัญหานี้ เช่น การลงทุนวิจัยเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์, เทคนิคการผลิตแบบใหม่ ๆ หรือการลงทุนในการพัฒนาทักษะและฝีมือแรงงาน ตัวอย่างเช่น มันย่อมไม่คุ้มที่นายจ้างจะลงทุนฝึกอบรมคนงาน ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าเมื่อคนงานมีทักษะแล้วบริษัทอื่น ๆ จะมารุมซื้อตัวไป ดังนั้นการที่จะแก้ปัญหาการกระทำรวมหมู่นี้ได้ นายจ้างจึงต้องรวมตัวกัน อาจจะเป็นในระดับสาขาอุตสาหกรรมหนึ่ง เพื่อแบกรับภาระการลงทุนร่วมกัน ก็เหมือนการร่วมมือกันในเรื่องอื่น ๆ นั้น ย่อมมีนัยว่าอาจจะมีผู้ฉวยโอกาสไม่ยอมแบกรับค่าใช้จ่าย โดยคาดว่าตนจะซื้อตัวคนงานได้ภายหลังจากที่บริษัทอื่นฝึกให้แล้ว เป็นต้น งานวิจัยจำนวนหนึ่งชี้ชัดว่าพฤติกรรมของนายจ้างไทยสอดคล้องกับการคาดการณ์ทางทฤษฎีนี้

เช่นเดียวกับปัญหาการกระทำรวมหมู่อื่น ๆ รัฐ (บาล) มีศักยภาพในการเป็นตัวกลางประสานหรือบังคับให้ภาคเอกชนร่วมมือกัน หรือในหลายเรื่องก็สามารถเป็นผู้นำในการแก้ปัญหา เช่น การลงทุนในการวิจัยพัฒนาเทคโนโลยี เป็นต้น แต่เอาเข้าจริงแล้ว ในรอบสิบกว่าปีที่ผ่านมา รัฐไทยประสบความสำเร็จน้อยมาก ทั้งในแง่การเป็นผู้นำ หรือผู้ประสานงานการยกระดับอุตสาหกรรม แผนงานจำนวนมากที่ถูกรัฐกำหนดขึ้นนั้นมีปัญหาทั้งในระดับการวางแผน เช่น ลำเอียงเข้าข้าง เอื้อประโยชน์ให้บริษัทที่มีเส้นมีสาย, เป็นแผนที่ลอยอยู่ในอากาศไม่สอดคล้องกับความต้องการของนักอุตสาหกรรม, แผนถูกเปลี่ยนบ่อย ๆ ตามการเปลี่ยนรัฐบาล, หรือแผนย่อย ๆ ไม่สอดคล้อง หรือขัดกับแผนใหญ่ เป็นต้น หากแผนถูกกำหนดมาเป็นอย่างดี ก็กลับมีปัญหาในการผลักดันให้กลายเป็นจริง เพราะหน่วยงานของรัฐต่างคนต่างทำโดยไม่ประสานงานกัน เป็นเรื่องปกติที่แผนยกระดับอุตสาหกรรมหนึ่ง ๆ อาจจะมีหน่วยงานเกี่ยวข้องนับสิบกรม ซึ่งสังกัดในหลาย ๆ กระทรวง ทำให้การทำงานขาดเจ้าภาพ เกี่ยงกัน แย่งการนำกัน หรือกระทั่งขัดแย้งกันเอง แม้ระหว่างหน่วยงานที่สังกัดกระทรวงเดียวกันก็ตาม สรุปแล้ว ลักษณะเด่นทั้งในแง่การวางแผนและการผลักดันแผนยกระดับอุตสาหกรรมของรัฐ คือการเป็นเบี้ยหัวแตก ขาดเอกภาพ ขาดการนำ

ผลลัพธ์หนึ่งของเส้นทางการพัฒนาอุตสาหกรรมไทยในรอบสิบกว่าปีที่ผ่านมา ที่การยกระดับอุตสาหกรรมไม่ประสบความสำเร็จ คือการที่ภาคแรงงานนอกระบบมีขนาดใหญ่ (informal sector) สาเหตุที่ภาคแรงงานนอกระบบมีขนาดใหญ่นั้น สืบเนื่องจากลักษณะการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลังจากที่ภาคอุตสาหกรรมเน้นการส่งออกของไทยเติบโตอย่างรวดเร็วตั้งแต่ประมาณปี 2530 เนื่องจากมีความได้เปรียบด้านแรงงานราคาถูกในสายตาของบริษัทข้ามชาติที่ต้องการใช้ไทยเป็นฐานในการผลิตเพื่อตลาดโลก อย่างไรก็ตาม นับแต่ปลายทศวรรษที่ 2533 เป็นต้นมา ความได้เปรียบนี้ก็เริ่มลดลงจากการแข่งขันของประเทศรอบข้าง เช่น จีน ในขณะที่บริษัทภายในประเทศที่เป็นห่วงโซ่อุปทานของบริษัทส่งออกข้ามชาติกลับมิได้มีการลงทุนเพื่อยกระดับผลิตภาพการผลิต (productivity) อย่างเพียงพอในช่วงที่มีอัตราการเติบโตสูง และเมื่อถูกซ้ำเติมด้วยวิกฤตเศรษฐกิจในปี 2540 ก็ทำให้บริษัทในประเทศเหล่านี้อ่อนแอลงมาก ดังนั้นโครงสร้างการผลิตเพื่อส่งออกโดยการเป็นฐานการผลิตของบริษัทข้ามชาติในปัจจุบันจึงมีความเชื่อมโยงย้อนกลับ (backward-linkage) มายังระบบเศรษฐกิจภายในประเทศน้อยมาก หรือเปรียบได้ว่าภาคอุตสาหกรรมส่งออกนั้น ก็คล้ายกับเกาะ ๆ หนึ่งที่รายล้อมด้วยทะเลเศรษฐกิจภายในประเทศ ผลของเส้นทางการเติบโตทางอุตสาหกรรมเช่นนี้ จึงทำให้ภาคการผลิตสมัยใหม่ไม่สามารถสร้างตำแหน่งงานในระบบจำนวนมาก เพื่อรองรับแรงงานที่หลุดออกจากภาคเกษตรกรรม แรงงานเหล่านี้จึงกลายเป็นแรงงานนอกระบบที่มีขนาดใหญ่ในปัจจุบัน

เมื่อขนาดของแรงงานนอกระบบมีขนาดใหญ่แล้ว จึงเป็นสาเหตุเชิงโครงสร้างที่ทำให้ขบวนการแรงงานของไทยอ่อนแอและขาดอำนาจต่อรองกับนายจ้าง (มีปัจจัยอื่น ๆ อีกมากทั้งภายนอกและภายในที่ทำให้ขบวนการแรงงานอ่อนแอ ซึ่งไม่ขอกล่าวในที่นี้) ตามหลักของอุปสงค์และอุปทานของแรงงาน ในอีกด้านหนึ่ง เมื่อค่าจ้างแรงงานมีราคาถูก ก็จะมีผลย้อนกลับให้นายทุนบางส่วนไม่ยอมลงทุนปรับกระบวนการผลิต เช่น การใช้เครื่องจักรรุ่นใหม่ ๆ มาทดแทนแรงงาน หรือก้าวข้ามไปผลิตสินค้าที่มีคุณภาพและมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น สิ่งเหล่านี้ก็จะทำให้โครงสร้างอุตสาหกรรมของไทยจมปลักอยู่กับที่ ตามเส้นทางพัฒนาอุตสาหกรรมที่เน้นแรงงานราคาถูกและสภาพการจ้างงานที่เลวร้ายต่อไป

 

ที่มา: วันที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 33 ฉบับที่ 4174  ประชาชาติธุรกิจ คอลัมน์ มองซ้ายมองขวา โดย อภิชาต สถิตนิรามัย apichat@econ.tu.ac.th


ผู้เข้าชม : 973 ครั้ง
 
 
 
 
cheap nfl jerseys cheap nike jerseys cheap mlb jerseys cheap real air jordans cheap soccer jerseys