Training Partner เข้าระบบ
 
Username
Password
Forgot password?
 
สมัครเป็น Training Partner ที่นี่
 
 
 
Keyword
วันที่เริ่มต้น
วันที่สิ้นสุด
 
รับข่าวสารการอบรมสัมมนา
 
 
Knowledge Zone > ข่าวสารแวดวง Training
 
 
 
ไม่ต้องกลัว...พวกปากหมา

"มีเรื่องเพื่อนกวนประสาทมาถามพ่อ คือมีเพื่อนร่วมงานคนหนึ่งอยู่คนละฝ่ายก็จริง แต่งานมันต้องประสานกัน เขาจบเอ็นจิเนียร์มาจากเมืองนอกนะพ่อ ถ้าถามว่าเขาเก่งมั้ยในเรื่องความรู้ทางเทคนิค คิดว่าเขาเก่งมากนะพ่อ แต่เขาชอบคุยฟุ้งเรื่องไอ้ความเก่งความเจ๋งของเขาในแง่นี้ จนเหมือนกับว่าคนที่ไม่รู้นั้นงี่เง่ามาก หรือแม้แต่รู้ก็ไม่มีทางรู้เท่าเขา แบบว่าชอบดูถูกคนอื่น อะไรไม่ว่าชอบพูดแบบนี้ต่อหน้านาย ต่อหน้าผู้ใหญ่ ทำให้คนอื่นดูแย่ไปหมดรวมทั้งผมด้วย" หลังจากเงียบหายไปพักใหญ่กับงานที่ทำ เจ้าลูกชายก็เอาปัญหามาให้ช่วยคลี่คลายใหม่

"ในฐานะพ่อก็เรียนมาทางเอ็นจิเนียร์เหมือนกัน พ่อจะบอกให้ว่าปรัชญาวิชานี้ มันสอนให้มีความเชื่อมั่นในตัวเองสูง ใครที่อินกับมันมาก ๆ ก็จะคิดว่ามีความสามารถเหนือคนอื่น และจะหมกมุ่นอยู่กับวิวัฒนาการและความก้าวหน้าทางเทคนิค จะต้องพยายามอัพเดตอยู่ตลอดเวลา และอดไม่ได้ที่จะบอกเล่าให้คนอื่นรู้ว่าตนเองนั้นแอดวานซ์ขนาดไหน คนอื่น ๆ เทียบไม่ติด ดังนั้นพฤติกรรมพื้นฐานของ คนคนนี้ก็เป็นที่เข้าใจได้ไม่ยาก" อธิบายให้ลูกฟังถึงที่มาที่ไปเสียก่อน

"คือจะขี้คุยยังไงก็ไม่ว่าละนะ ก็ปล่อยให้เขาคุยไปตามเรื่องของเขา เหมือนอย่างที่พ่อเคยสอน แต่พอเราไม่แสดงอาการอะไร เขาก็เริ่มทำมากกว่านั้น คือพยายามคุยทับเพื่อดิสเครดิตเรา เวลาอยู่ต่อหน้าผู้ใหญ่ จะได้ทำให้เขาดูเก่งกว่าในสายตาผู้ใหญ่ ไอ้แบบนี้แหละที่พ่อรับไม่ได้และทนไม่ไหว"

ทีนี้ก็เริ่มเข้าใจมากขึ้นว่า ทำไมลูกถึงเอาเรื่องนี้มาถาม คงโดนคุยทับเสียจุกกระมัง คือเคยสอนเขาว่าคนที่พูดมากหรือขี้คุยนั้นมันก็เหมือนกับการเปิดไพ่ เปิดไต๋ตัวเองให้คนอื่นรับรู้ ยิ่งพูดมากเท่าไรก็จะผิดมากขึ้นเท่านั้น พูดมากผิดมาก พูดน้อยผิดน้อย ดังนั้นอย่าไปต่อล้อต่อเถียงกับเขามันไม่คุ้มหรอก เพราะคนฟังเขาจะแยกแยะออกเอง ยิ่งโดยเฉพาะผู้ใหญ่ระดับบริหารว่าใครขี้คุย

จงจำไว้ว่าคนเก่งจริง ๆ นั้นเขาไม่ค่อยจะพูดโอ้อวดตัวเองกันหรอก เพราะเขารู้ว่าเขาก็พอตัว แต่คนที่ไม่เก่งนั้นมักจะชอบพูดว่าตัวเองเก่ง เพราะว่ากลัวคนอื่นจะคิดว่า ไม่เก่ง หรือรู้ความจริงว่าไม่เก่ง จึงต้องพูดเพื่อกลบเกลื่อนให้ดูว่าตัวเองเก่งไว้ก่อน เข้าตำราที่เขาพูดกันว่า รู้น้อยว่ารู้มาก ดังนั้นเวลาเจอคนขี้คุยละก็ สบายใจได้เลยว่าไอ้คนคนนั้นไม่ได้เก่งจริงหรอก แถมยังไม่ค่อยจะฉลาดด้วย เนื่องจากเผยจุดอ่อนออกมาให้รู้ก่อนเลย เราอ่านเขาได้ แต่เขายังอ่านอะไรเราไม่ออกเลย ยังไงเราก็ได้เปรียบหากต้องเชือดเฉือนกัน

"เมื่อเราเข้าใจที่มาที่ไปของโจทย์แล้ว ก็ค่อยมาวิเคราะห์ดูว่าเราจะแก้ปัญหานี้อย่างไร ซึ่งปัญหามันคือทำยังไงไม่ให้เขาใช้ความขี้คุยนั้นมาทำให้เราเสื่อมเสีย ไม่มาดูถูกเรา แปลว่าเราจะแก้ปัญหาตรงที่มาเกี่ยวข้องกับเรา หรือป้องกันตัวว่างั้นเหอะ เอาแค่นั้น อย่าไปคิดมากกว่านั้น เพราะหากคิดไปมากกว่านั้นมันก็จะฟุ้งกระจายจนจับจุดจับประเด็นในการแก้ปัญหาไม่ถูก

คือส่วนใหญ่จะคิดเลยเถิดไปโน่นเลยว่าทำยังไงให้มันถึงเลิกขี้คุยซะที อะไรแบบนั้น กลายเป็นว่าจะไปหาวิธีดัดนิสัยเขาไปโน่นเลย ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้หรอก ไม่มีใครจะสามารถไปเปลี่ยนนิสัยใครได้หรอก ลองถามตัวเองดูก็ได้ว่า เพื่อนร่วมงานสามารถจะมาเปลี่ยนนิสัยลูกได้ไหม ?"

"คงยากละพ่อ ขนาดแฟนพยายามจะให้ผมคิดเหมือนเขา ผมยังทำไม่ได้เลย นับประสาอะไรกับเพื่อนร่วมงานที่ไม่ค่อยจะชอบหน้าเท่าไร"

"โอเค เข้าใจอย่างนั้นก็ดีแล้ว จำไว้แล้วกันเวลาจะแก้ปัญหาอะไรต้องใช้เหตุผลให้ดี ตีโจทย์ให้แตกเสียก่อน แยกแยะประเด็นให้ชัดเจน มันถึงจะหาทางแก้ไขได้ถูกต้องเหมือนกับปัญหานี้แหละ จำให้ดีนะลูก เพราะมันคือพื้นฐานที่ถูกต้องที่สุดสำหรับการแก้ทุกปัญหา ถ้าพื้นฐานเราแน่น การแก้ปัญหาต่าง ๆ มันก็จะง่าย ไม่ว่าปัญหาจะเล็กจะใหญ่ใช้วิธีการนี้ได้หมด จะเรื่องงานหรือแม้แต่ชีวิตส่วนตัวก็ตาม เหมือนกันหมดลูก

เอาละเมื่อเราจับประเด็นในการแก้ ได้แล้ว เราก็มาหาวิธีกันดูว่าจะใช้วิธีไหน เราเอาความชอบไม่ชอบทิ้งไป หรือไม่เอาความรู้สึกและอารมณ์ส่วนตัวมาเกี่ยวข้อง เขาชอบพูดอวดความรู้ความเก่งของเขา ต่อหน้านายต่อหน้าผู้ใหญ่ ดังนั้นหมายความว่าจะแก้เราก็ต้องแก้ในสภาพและสภาวะเดียวกัน คือต่อหน้านายต่อหน้าผู้ใหญ่ด้วยจุดประสงค์ที่ว่าเล่นมันสองเด้งเลย คือเกทับและทำให้นายหรือผู้ใหญ่เห็นว่าคนที่เจ๋งกว่าคือเรา

โจทย์คือทำอย่างไรให้เขาพูดจาหมดความเชื่อถือไปเลย แบบว่าดิสเครดิตตัวเอง คือหากจะไปถกเถียงและใช้เหตุผลหักล้างกันต่อหน้าผู้ใหญ่ ดีไม่ดีมันก็จะกลายเป็นการทะเลาะกันเสียเปล่า ยิ่งเราพูดสู้เขาไม่ได้ยิ่งเสียเปรียบเข้าไปใหญ่

วิธีที่พ่อเคยใช้ก็คือ พ่อจะล่อให้มาลงหลุมที่พ่อขุดดักเอาไว้ คือแรก ๆ พ่อก็จะล่อให้เขาคุยต่อ เวลาที่เขาเริ่มความขี้คุยต่อหน้านาย วิธีล่อง่ายมากคือทำเซ่อ ตั้งคำถามนำให้เขาฟุ้งต่อไปเรื่อย ๆ ในสิ่งที่เขารู้ พอสังเกตว่าเขาเริ่มเอ็นจอยในการ คุยฟุ้ง ก็ค่อย ๆ เปลี่ยนเรื่องถาม เอาที่ห่างตัวเขาออกมา อย่างเช่น งานของคนอื่นที่เขาต้องเกี่ยวข้องด้วย ตั้งคำถามล่อให้เขาออกความเห็นว่า หากเป็นเขาทำจะทำยังไงให้ดีกว่า

พอเริ่มเห็นว่าเขาเริ่มหลงทางแล้ว ก็ล่อถามสิ่งที่เรารู้ดี และรู้ว่าเขาไม่รู้แน่หรืองานของเรา งานที่นายเคยสอนเรา และเป็นงานที่เราพัฒนามันขึ้นด้วยความเห็นดีเห็นชอบของนาย จนได้ผลรับออกมาเป็นที่พอใจของนายแล้วด้วยค่อยถามแบบไม่ให้เขารู้ตัว ต้องทำเป็นโง่เป็นเซ่อ พร้อม ๆ กับการยกยอปอปั้นให้เกิดความฮึกเหิมในการพูดจา แสดงความฉลาดออกมามากที่สุด อย่าไปขัดคอแม้จะรู้ว่าไม่ถูกต้องก็ตาม

จะรู้จริงหรือไม่รู้จริงเขาก็หยุดไม่ได้แล้วที่จะคุยว่ารู้ ดังนั้นความคิดเห็นของเขาก็จะออกมาเห่ย ผิด ๆ ถูก ๆ ยิ่งเห็นว่าผิดทาง ก็อย่าเพิ่งค้าน ถามล่อต่อไปอีก แบบว่า แล้วถ้ามันเป็นยังงั้นแล้วจะทำยังไงล่ะ คนแบบนี้จะไม่มีทางพูดหรอกว่าไม่รู้ จะพยายามดำน้ำต่อไป จะลงไปลึกแค่ไหน มันอยู่ที่ความฉลาดในการตั้งคำถามล่อ ของเรา เคยดูหนังแบบที่มีการต่อสู้กันในศาลไหม แบบที่ทนายล่อถามอีกฝ่ายให้จนมุมนะ ลองไปหาดูแล้วจะเข้าใจว่า การใช้คำถามล่อที่พ่อว่านะเป็นยังไง

ล่อจนลงไปในหลุมเรียบร้อยแล้วค่อยกลบหลุมด้วยการพูดบ้าง เอาทีเดียวจบข่าวเลย คืออธิบายเป็นฉาก ๆ แบบสั้น ๆ ไม่ต้องยาว เอาแบบเนื้อ ๆ พูดแบบม้วนเดียวจบ อย่าให้เขาทะลุกลางปล้องขึ้นมาขัด พูดเฉพาะเรื่องงานของเราที่เขาได้แสดงความเซ่อซ่าออกมาเต็มที่ ว่าที่ถูกต้องนั้นเป็นยังไง ทำไมเพราะอะไร โดยไม่ต้องพูดสักคำเลยว่า ที่เขาพูดมาก่อนหน้านั้นผิดและพลาดแบบงี่เง่าขนาดไหน

อย่าลืมนะว่าต้องให้นายอยู่ด้วยตลอด ค่อยใช้วิธีนี้ อย่าไปใช้ตัวต่อตัว เพราะมันจะไม่ได้ประโยชน์อะไร จะทำให้บาดหมางทางใจกันซะเปล่า ๆ ทำต่อหน้านายก็เพื่อให้นายเห็นความเหนือชั้นของเราในการล่อให้อีกฝ่ายลงหลุม เท่ากับเราได้หนึ่งเด้ง เด้งที่สอง คือดิสเครดิตเขาไปในตัวด้วยความขี้คุยของเขาเอง

วิธีนี้คนคนนั้นไม่กล้าที่จะทำแบบเดิมกับพ่ออีกเลย ส่วนเขาจะไปทำกับคนอื่นอย่างไรพ่อไม่สน เรื่องของเขา พ่อถือว่าพ่อได้ป้องกันตัว แสดงจุดยืนว่าอย่ายุ่งกับข้าเป็นอันขาด เพราะเวลาข้าสู้ขึ้นมา ผลก็จะเป็นที่ประจักษ์นั่นแหละ เจ็บจนลืมไม่ลงเชียวล่ะ ทางใครทางมันนะ"

"โอ้โฮพ่อ โคตรเจ๋งเลย พ่อคิดได้ไงเนี่ย พ่อนี่น่ากลัวนะ"

"สติไงลูก รวมทั้งพื้นฐานวิธีคิด แก้ปัญหาอย่างที่พ่อบอกนั่นแหละ เหมือนอย่างเบสิกพื้นฐานในการเล่นกีฬานั่นเอง อย่างเรื่องกอล์ฟที่พ่อสอน วงสะวิงนั่นไง ถ้ารู้จักวงสะวิงและทำได้แล้วก็ตีกอล์ฟได้ จะดีไม่ดีอยู่ที่การฝึกซ้อม เล่นมากก็มีประสบการณ์มาก พ่อทำงานมามากก็มีประสบการณ์มาก เจอคนแบบนี้มามากก็พัฒนาวิธีแฮนเดิลมาเรื่อย ๆ ก็มีในทุกระดับ ยิ่งใหญ่ขึ้นโตขึ้นก็ยิ่งหนักหนาขึ้น ลูกเองก็จะต้องเจอกับคนแบบนี้ไปตลอดทางชีวิตแหละลูก ใช้สติใช้ปัญญาก็แก้ได้ผ่านได้ รับรอง ที่แก้ไม่ได้เพราะส่วนใหญ่ใช้อารมณ์กันนั่นเองจำไว้นะลูก"


ที่มา: วันที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 33 ฉบับที่ 4174  ประชาชาติธุรกิจ คอลัมน์ เลี้ยงลูกอย่างไรให้ทำงานเป็น โดย สุจินต์ จันทร์นวล
mu1943@hotmail.com


ผู้เข้าชม : 2193 ครั้ง
 
 
 
 
cheap nfl jerseys cheap nike jerseys cheap mlb jerseys cheap real air jordans cheap soccer jerseys