Training Partner เข้าระบบ
 
Username
Password
Forgot password?
 
สมัครเป็น Training Partner ที่นี่
 
 
 
Keyword
วันที่เริ่มต้น
วันที่สิ้นสุด
 
รับข่าวสารการอบรมสัมมนา
 
 
Knowledge Zone > ข่าวสารแวดวง Training
 
 
 
"กระบวนกรศิลป์" นักบำบัดจิตใจคนยุคใหม่

@ "กชกร วรอาคม " และ "พริม พิศลยบุตร" 2 สาวผู้รักในงานศิลปะ
       
       @ ดึงความชอบในงานศิลป์มาปรับใช้บำบัดคนไข้โรคร้าย-มะเร็ง-อัมพาต
       
       @ ศึกษาให้รู้ภูมิหลังของผู้รับการบำบัดแล้วค่อยมาคิดวิธีการรักษา
       
       @ ตั้งเป้าสร้างความสุขให้กับคนไข้เป้าหมายของการทำงานที่ต้องการ
       
       "smartjob" ฉบับนี้ขอพาคนอ่านไปพบกับคนรุ่นใหม่อย่าง "กช - กชกร วรอาคม" และ "พริม - พริม พิศลยบุตร" นักกระบวนกรศิลป์ (Art Facilitator) แห่งบริษัท ศิลป์บำบัด อาร์ทฟิลด์ จำกัด
       
       บริษัทที่ตั้งขึ้นด้วยน้ำพักน้ำแรงของสาวรุ่นใหม่ 2 คนที่สนใจในงานศิลปะ และมองว่าศิลปะน่าจะเป็นอะไรที่มากกว่างานศิลป์ เพราะยังเป็นส่วนหนึ่งของการบำบัดจิตใจคนได้ด้วย โดยเฉพาะคนไข้โรคร้าย มะเร็ง อัมพาต อัมพฤกษ์ หรือแม้แต่เด็กที่กำลังเจ็บป่วย
       
       ปัจจุบันนำความรู้ที่สร้างขึ้นเข้าไปเสนอแนะให้กับโรงพยาบาลใหญ่ๆ หลายแห่งแล้ว ทั้งโรงพยาบาลรามา โรงพยาบาลศิริราช โรงพยาบาสมิติเวช โรงพยาบาลกรุงเทพ ศูนย์มะเร็งชลบุรี ศูนย์มะเร็งสิรินธร ศูนย์มะเร็งวชิราลงกรณ์ ธัญบุรี ฯลฯ หวังช่วยบำบัดคนไข้ให้มีความสุข
       
       จากความชอบสู่งานที่รัก
       
       หากถามจุดเริ่มต้นของ 2 สาวถึงการมาเป็นนักกระบวนกรศิลป์นั้น จุดเริ่มต้นของทั้ง2 สาว ไม่แตกต่างกันเท่าใดนั้น เพราะทั้งคู่จบมาจากด้านศิลปะด้วยกันทั้งคู่
       
       "พริมจบศิลปะมาก็คิดว่าอย่างจะทำงานที่เกี่ยวกับศิลปะ เราคิดว่าถ้าได้ทำอาชีพศิลปะแล้วทำให้คนอื่นมีความสุขได้ด้วยก็คงจะดี พอมีโอกาสไปทำ workshop เกี่ยวกับศิลปะเพื่อประสบการณ์เชิงบำบัดก็เลยได้ไอเดียตรงนี้ โดยนำมาผสมผสานกับการสมาธิ"
       
       สำหรับ "กช" นั้น เรียนสถาปัตย์มา และได้มารู้จักกับ Art Therapy (การบำบัดด้วยศิลปะ) เมื่อไปเทคคอร์สดูก็ชอบมากที่ศาสตร์ตรงนี้สามารถนำไปบำบัดผู้คนได้
       
       ความที่ทั้งคู่เป็นเพื่อนกันมาก่อน และการทำศิลปะด้วยกันทั้งคู่ การเริ่มต้นของอาชีพจึงไม่ใช่เรื่องยาก โดยไอเดียของงานเกิดขึ้นเมื่อปลายปีที่แล้ว แต่ลงมือทำจริงเดือนมีนาคมนี้
       
       "กช" ได้ขยายความถึงอาชีพนักกระบวนกรศิลป์ว่า เป็นคนออกแบบศิลปะที่ใช้ในการบำบัดเพื่อให้เหมาะกับคนไข้แต่ละคน ซึ่งส่วนใหญ่คนที่เข้ามาบำบัดจะเป็นกลุ่มคนไข้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่
       
       รู้ภูมิหลัง-คิดวิธีบำบัด
       
       "กช" เล่าถึงขั้นตอนการทำงานว่า จะต้องรู้แบล็กกราวหรือภูมิหลังของผู้ถูกบำบัดก่อน ต้องรู้ว่าเขามีอาการของโรคแบบใด ลักษณะพิเศษของแต่ละคน และต้องรู้ถึงสิ่งที่หมอ พยาบาลต้องการให้เกิดจากการบำบัด เช่น ถ้าคนไข้เป็นโรคซึมเศร้า ก็ต้องออกแบบกระบวนการบำบัดให้เหมาะสมกับคนนั้นๆ ซึ่งจะใช้ศิลปะ ดนตรี ปั้นดินน้ำมัน ฯลฯ ในการบำบัด
       
       "เราต้องทำงานเป็นทีมกับคุณหมอ พยาบาล ต้องสร้างให้เขาเห็นคุณค่าของการรักษาด้วยวิธีแบบนี้ ถ้าหมอเห็นเขาจะรู้ว่าตรงนี้สามารถช่วยหมอได้ และต้องทำงานกับญาติผู้ป่วยด้วย"
       
       สำหรับการจะบำบัดเป็นกลุ่มหรือเดี่ยวนั้น แล้วแต่มุมมอง และจะต้องบำบัดกี่ครั้งก็ไม่สามารถกำหนดได้ขึ้นอยู่กับแต่ละคน แต่สิ่งที่ต้องการอยากให้คนไข้ได้จากการบำบัด คือ เวลาที่กลับไปบ้านแล้วเขาเจอตอทางด้านอารมณ์หรืออะไรก็ตาม เขาสามารถหยิบเอาสิ่งที่เรียนมาใช้ในการบำบัดของตัวเองได้ ไม่ใช่ต้องบำบัดที่โรงพยาบาลตลอดเวลา
       
       "พริม" เสริมว่า วัฒนธรรมของคนไทยกับฝรั่งไม่เหมือนกัน ฝรั่งเขามีการแสดงออก ทำให้ไม่เกิดความเก็บกด ในขณะที่คนไทยเก็บกดทางอารมณ์มาก ดังนั้น ศิลปะจะเป็นช่องทางหนึ่งในการแสดงออกทางอารมณ์
       
       สำหรับการเข้าไปทำงานของ 2 สาวจะมุ่งเข้าไปนำเสนอรูปแบบการบำบัดให้กับโรงพยาบาลต่างๆ ซึ่งโรงพยาบาลที่สนใจจะเป็นโรงพยาบาลที่เห็นคุณค่าของกระบวนการตรงนี้ เพราะการบำบัดต้องมีการต่อเนื่อง
       
       โดยกลุ่มคนไข้ที่ทั้ง 2 สาวได้เข้าไปช่วยบำบัดจะมีทั้งกลุ่มคนไข้ที่เป็นมะเร็ง คนไข้เรื้อรัง เป็นอัมพาต อัมพฤกษ์ ผู้ป่วยเด็ก อย่าง คนไข้ที่เป็นมะเร็งคนกลุ่มนี้ต้องการการบำบัดด้านจิตใจ แต่ความเคลื่อนไหวของเขาทำได้ปกติ การบำบัดบางครั้งก็อาจจะออกเดินทางไปข้างนอกบ้าง แต่ถ้าเป็นกลุ่มคนที่เป็นอัมพาตจะไม่สามารถไปบำบัดข้างนอกได้ ก็จะใช้วิธีการอื่นแทน
       
       สิ่งที่คนไข้จะได้อีกอย่างในการเข้าร่วมกิจกรรม คือกำลังใจ บางครั้งเขาเครียดแต่เมื่อมาเจอคนที่แย่กว่าเขา เขาก็จะมีกำลังเพิ่มมากขึ้น
       
       "กช" เล่าว่า มีเด็กคนหนึ่งเขาต้องถูกบล็อกหลังบ่อยมาก พอเขาได้มาบำบัด เพื่อนได้ให้กำลังใจเขาก่อนที่จะออกไปบล็อกหลัง เขาก็ออกไปบล็อกหลังได้อย่างกล้าหาญ และยิ้มแย้ม
       
       แม้สิ่งที่ทั้ง 2 สาวทำจะเป็นสิ่งที่ดี แต่ในมุมมองของความเป็นอาชีพแล้ว หลายครั้งที่เธอเข้าไปเสนองานในโรงพยาบาล คุณหมอก็แนะนำให้เธอไปทำอาชีพอื่นแทน แต่เธอทั้ง 2 คนกลับมองว่าจะขอยืนหยัดสร้างอาชีพนี้ไปเรื่อยๆ
       
       "เราอยากจะสร้างคนทำงานแบบนี้ออกมา เราอยากจะสร้างความน่าจะเป็นให้เห็นว่าตรงนี้เป็นบริการอย่างหนึ่ง ที่โรงพยาบาลสามารถทำได้ อาจจะเป็นแค่การนำดนตรีมาเปิดในโรงพยาบาล หรือการมีอุปกรณ์ในการบำบัดให้คนไข้เขาได้ทำเอง ไม่ต้องมีคนนำทำกิจกรรมก็ได้" กช พูดถึงความมุ่งมั่นในอาชีพนี้
       
       ขอสร้างความสุขให้คนไข้
       
       "พริม" ได้เล่าถึงความประทับใจในการทำงานว่า การที่ได้เห็นพลังของเด็ก ได้เห็นเขาทำกิจกรรม ก็เป็นความสุขแล้ว เธอเชื่อมั่นว่าศิลปะทำให้คนมีความสุขได้ และการทำงานลักษณะนี้ต่างคนก็ต่างได้รับ เธอเองก็ได้รับพลัง รอยยิ้มของคนไข้เป็นการตอบแทน
       
       ส่วน "กช" นั้นก็มองไม่แตกต่างกัน เธอบอกว่า การได้มาทำงานตรงนี้ทำให้เธอรู้ถึงความไม่แน่นอนของชีวิต เธอมีโอกาสได้เห็นชีวิตแต่ละชีวิตว่ามีความเปราะบางมาก บางคนอยู่ระหว่างความเป็นกับความตาย ทำให้เธอได้รู้ว่าไม่มีอะไรที่เป็นสิ่งตายตัว
       
       แม้ว่างานที่เธอทั้งคู่ทำจะสร้างความรู้สึกดีๆ แต่ทุกสิ่งไม่ได้ดีเสมอไปหมด งานของเธอก็ต้องพบกับอุปสรรคเหมือนกับงานอื่นๆ เช่นกัน
       
       "กช" ได้เล่าถึงอุปสรรคในการทำงานว่า การสร้างความเข้าใจเป็นอุปสรรคสำคัญในการทำให้คนเห็นความสำคัญของสิ่งๆ นี้ บางครั้งการคิดกิจกรรมไปแล้วตันก็เป็นปัญหาใหญ่ แต่เมื่อถึงเวลาทำกิจกรรมก็ผ่านไปได้ด้วยดี เพราะได้รับความช่วยเหลือจากทั้งหมอ พยาบาล เพื่อนร่วมงาน หรือแม้แต่คนไข้เอง
       
       "พริม" ขอเล่าถึงอุปสรรคที่เธอพบในการทำงานเช่นกันว่า บางครั้งการทำงานก็ต้องไปเจอปัญหาแบบเฉพาะหน้า บางที่คิดกิจกรรมมาแล้วแต่ไม่สามารถทำได้ ก็ต้องปรับใหม่ ซึ่งตรงนี้จะรู้ได้ก็ต่อเมื่อไปเจอหน้างานก็มี ก็ต้องคิดว่าจะปรับกิจกรรมยังไงให้คนไข้เขามีความสุขมากที่สุดให้เขาได้ผ่อนคลาย
       
       ชอบศิลปะ-บำบัดตัวเองเป็น
       
       หากถามว่าคุณสมบัติสำคัญของคนที่จะประกอบอาชีพนี้คืออะไร
       
       "พริม" บอกว่า เด็กรุ่นใหม่ถ้าสนใจมาทำตรงนี้ก็ดี คนที่จะทำตรงนี้ได้ควรจะชอบศิลปะ และดนตรีเป็นหลัก หรือถ้าคิดจะไปเรียนด้านนี้ก็ดี การเรียนจะช่วยเปิดความคิดให้กับเรา
       
       ด้าน "กช" เสริมว่า "จริงๆ แล้วอยากจะสนับสนุนใครที่ชอบทางด้านนี้ได้มาทำงานด้านนี้ แต่สิ่งแรกที่คนทำงานด้านนี้จะต้องรู้ คือ ก่อนที่เราจะรู้ว่าจะเอาอะไรไปบำบัดคนอื่น เราต้องบำบัดตัวเองให้ได้ก่อน เราต้องมาถามตัวเองเราอยากทำอะไร เราชอบอะไร สิ่งไหนที่เราทำแล้วมีความสุข แล้วเราก็หาเพื่อนที่มีความรู้สึกที่คล้ายกันมาทำงานด้วยกัน"
       
       เห็นได้จากเธอที่มาทำงานร่วมกับ "พริม" เพราะมีความชอบเหมือนกัน เธอ ยังเสริมอีกว่า คนรุ่นใหม่มีพลังมากหลายคนก็อยากจะเอาพลังตรงนี้มาช่วยตนเอง และผู้อื่นด้วย ที่สำคัญอาชีพนี้เป็นอาชีพที่ต้องการยิ่งในสังคมเมือง
       
       "คนเราต้องการการบำบัดรักษาเวลาเจออามรณ์โกรธ หรือกลัว ซึ่งเป็นอารมรณ์ที่ไม่สามารถควบคุมอาชีพนี้จึงเป็นสิ่งจำเป็น เคยคุยกับคนที่ทำศิลปะต้านมะเร็ง เขาบอกว่าปัจจุบันคนเป็นมะเร็งอารมณ์กันมากกว่าเป็นมะเร็งร่างกายอีก"
       
       "พริม" ยังได้เสริมอีกว่า "การบำบัดตรงนี้ก็เป็นทางออกทางออกหนึ่งที่ทำให้เราไม่ต้องหมักหมมไว้ ถ้าได้ทำผลงานออกมาก็รู้สึกมีความสุข มีโอกาสแชร์กับคนอื่นได้ก็จะยิ่งรู้สึกดีมากขึ้น"
       
       แม้ว่าวันนี้การเป็นนักกระบวนกรศิลป์ของทั้ง "กช" และ "พริม" ยังไม่เป็นที่รู้จักของคนยุคปัจจุบัน แต่เชื่อว่าในอนาคตอันใกล้นี้ สังคมไทยจะเห็นว่าการบำบัดด้วยศิลปะเป็นสิ่งที่จำเป็น และอาจจะดีกว่าการรักษาด้วยยาก็เป็นได้

 

ที่มา: ผู้จัดการ 360° รายสัปดาห์ 22 ธันวาคม 2552 13:02 น.


ผู้เข้าชม : 1507 ครั้ง
 
 
 
 
cheap nfl jerseys cheap nike jerseys cheap mlb jerseys cheap real air jordans cheap soccer jerseys