Training Partner เข้าระบบ
 
Username
Password
Forgot password?
 
สมัครเป็น Training Partner ที่นี่
 
 
 
Keyword
วันที่เริ่มต้น
วันที่สิ้นสุด
 
รับข่าวสารการอบรมสัมมนา
 
 
Knowledge Zone > ข่าวสารแวดวง Training
 
 
 
สร้างความสุขในองค์กรด้วยการผ่าน "ความยากลำบาก" ร่วมกัน

เมื่อไม่กี่วันมานี้ผมได้มีโอกาสเดินทางไปที่จังหวัดตาก เมื่อไปดูแลและชมผลงานของนิสิตหลักสูตรนานาชาติของคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ไปออกค่ายอาสาพัฒนาชนบท ต้องยอมรับว่า ชนบทจริง ๆ เพราะใช้เวลาเดินทางจากตัวอำเภอเมืองของจังหวัดตากเป็นเวลากว่า 2 ชั่วโมง เนื่องจากสภาพถนนบางส่วนนั้นยังเป็นดินลูกรัง ผู้ขับรถจึงไม่สามารถขับเร็วได้

ความรู้สึกแรกที่ได้เห็นลูกศิษย์ของตนเองอยู่ที่นั่นแล้ว รู้สึกอิ่มเอมใจและภาคภูมิใจในตัวลูกศิษย์ของผมอย่างบอกไม่ถูก เนื่องด้วยต้องยอมรับว่า กลุ่มนิสิตในหลักสูตรนานาชาตินั้นเป็นกลุ่มนิสิตที่ส่วนใหญ่มาจากพื้นฐานทางบ้านที่มีฐานะดีและอาจจะมิเคยต้องผ่านความยากลำบากทางกายอันใดเลยตั้งแต่เกิดมาบนโลกแห่งนี้

เรื่องของการไปเข้าค่ายอาสาพัฒนาชนบทของนิสิตจุฬาฯกลุ่มนี้ถึงได้เกี่ยวข้องกับเรื่องขององค์กรแห่งการเรียนรู้และการจัดการความรู้ การที่องค์กรหนึ่ง ๆ จะผันตัวเองไปสู่การเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ หรือทำการจัดการความรู้ในองค์กรได้นั้น ปัจจัยหนึ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งก็คือ การสื่อสารอย่างต่อเนื่องที่เกิดขึ้นในองค์กร การสื่อสารที่ว่าควรจะเป็นการสื่อสารแบบ 2-ways & interactive communication หรือถามไปตอบกลับไปมาอย่างต่อเนื่อง และการสื่อสารกันอย่างต่อเนื่องนี่เองจะช่วยสร้างบรรยากาศในองค์กรให้มีความเป็นชุมชนของคนมาทำงานที่มิใช่แต่จะมาทำงานของตนเองให้เสร็จไปวัน ๆ การสื่อสารอย่างต่อเนื่องจะช่วยเสริมสร้างสัมพันธภาพทางสังคมระหว่างคนในองค์กรให้ดียิ่งขึ้นไปเรื่อย ๆ ด้วย

ถ้าสิ่งนี้เกิดขึ้นได้จริง ๆ ในองค์กรก็จะมิใช่เรื่องยากอันใดเลยในการที่จะทำให้คนในองค์กรเกิดความรู้สึกตื่นตัวหรือท้าทายมากขึ้น และความรู้สึกตื่นตัวและความรู้สึกท้าทายในการมาทำงานนี้เอง รู้สึกว่าตนมิใช่ว่าจะมาทำงานเพื่อสักแต่ว่าทำงานให้เสร็จไปวัน ๆ แต่ต้องการมีอณูของคำว่า เรียนรู้ ผสมอยู่ด้วย กล่าวคือ เป็นการทำงานเพื่อมาสร้างงาน เพื่อมาค้นพบอะไรใหม่ ๆ หรือปรับปรุงแก้ไขสิ่งที่ไม่ดี ความตื่นตัวในการทำงานอันก่อให้เกิดความรู้สึกที่จะเป็นผู้เรียนรู้ในที่ทำงานนี่เอง ที่จะนำพาให้พนักงานในองค์กรทั้งหลายขวนขวายทำการจัดการความรู้อย่างไม่รู้ตัว พนักงานทั้งหลายจะสื่อสารซึ่งกันและกัน เพื่อทำการแลกเปลี่ยนความรู้ นำเสนอมุมมองที่แตกต่างกันออกไป และนำความรู้ที่ได้เรียนรู้ซึ่งกันและกันไปประยุกต์ใช้ และต่อยอดเป็นองค์ความรู้ใหม่ อันจะช่วยเสริมสร้างให้องค์กรมีความมั่นคง ยั่งยืนและสามารถยืนหยัดอยู่ได้ภายใต้สภาวะแวดล้อมทางธุรกิจที่มีการแข่งขันกันอย่างรุนแรงอย่างในยุคปัจจุบันนี้

อย่างไรก็ดีการที่จะทำให้คนในองค์กรนั้นรู้สึกตื่นตัวในการมาทำงาน และรู้สึกอยากสื่อสารอย่างต่อเนื่อง บรรยากาศในที่ทำงานเป็นสิ่งสำคัญ ต้องยอมรับว่า เป็นเรื่องธรรมดาที่ว่าในที่ทำงานบางแห่งนั้นบรรยากาศดูจะค่อนข้างเป็นทางการ ดูมิค่อยจะสนุกเท่าไหร่ในการทำงาน พนักงานก็ต่างก้มหน้าก้มตาทำงานเฉพาะงานของตนเองที่รับผิดชอบ หาสนใจงานความรับผิดชอบของผู้อื่นไม่ ถ้าไม่จำเป็น ซ้ำร้ายหลาย ๆ องค์กรยังมีการเมืองที่บางทีดูจะดุเดือดกว่าการเมืองระดับชาติ เรียกว่าวัน ๆ มาทำงานโดยมิได้ตั้งใจทำงานที่ตนเองจะต้องรับผิดชอบทำจริง ๆ แต่กลับเอาเวลาทั้งหมดมานั่งนึกว่า จะกลั่นแกล้ง โยนความผิด หรือกล่าวว่า หรืออะไรต่าง ๆ นานาให้กับบุคคลหรือกลุ่มคนที่ตนไม่ชอบหรือขัดแย้งในเชิงผลประโยชน์ซึ่งกันและกัน สิ่งนี้เป็นสิ่งที่อันตรายและเป็นอุปสรรคอย่างยิ่งต่อเรื่องขององค์กรแห่งการเรียนรู้และการจัดการความรู้

และผู้บริหารบางท่านก็มักจะโยนปัญหาเรื่องดังกล่าวที่ผมเขียนกล่าวไว้ในย่อหน้าที่แล้ว ว่าเป็นเรื่องส่วนตัวของพนักงานเอง การที่ใครจะชอบจะเกลียดกับใครมิใช่เรื่องที่ผู้นำในองค์กรจะต้องเข้าไปแทรกแซง ผมมองว่าความคิดดังกล่าวถูกครึ่งผิดครึ่ง ผมว่าถูกที่ว่าบางทีเรื่องบางเรื่องที่ทำให้คนสองคนต้องไม่ถูกใจกันนั้นเป็นเรื่องส่วนตัว ซึ่งบางทีเจ้านายหรือผู้บริหารมิควรจะต้องรับรู้ ถ้าเกิดเจ้าตัวฝ่ายผู้มีปัญหามิยากให้ผู้อื่นรับรู้ แต่อย่างไรก็ดีผมคิดว่าเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบของผู้บริหารที่จะต้องคิดหาวิธีการให้คนสองคนที่มีปัญหา ไม่พูดจาต่อกันมาทำงานร่วมกันได้ เพราะนี่เป็นสิ่งที่ส่งผลกระทบต่อองค์กรโดยรวม เนื่องจากต้องมิลืมว่าการสื่อสารกันอย่างต่อเนื่องนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญมากต่อการที่จะทำให้บรรยากาศในองค์กรนั้นถูกเติมไปด้วยปริมาณความสุขที่คงที่หรือมากขึ้นไปเรื่อย ๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ส่งผลดีแท้ต่อเรื่องขององค์กรแห่งการเรียนรู้และการจัดการความรู้

ฉะนั้นเราจะทำอย่างไรให้คนที่ไม่ค่อยคุยกัน หรือมีการเมือง มีการแบ่งพรรคแบ่งพวกกันในองค์กรมากซะจนเป็นอุปสรรคต่อการสื่อสารกันอย่างต่อเนื่องในองค์กร ซึ่งมิได้ก่อให้เกิดความสุขแต่กลับจะสร้างความตึงเครียดภายในองค์กร ให้กลายเป็นองค์กรแห่งความสุข หลาย ๆ องค์กรพยายามแก้ปัญหานี้โดยการพาพนักงานในองค์กรมาทำกิจกรรมสังสรรค์ร่วมกัน อันนี้ผมก็มองว่าสามารถทำให้สัมฤทธิผลได้ในระดับหนึ่ง แต่ถึงขั้นจะทำให้คนสองคนที่ไม่ปรองดองกันกลับมายิ้มใส่กันนั้นก็อาจจะไม่สำเร็จ

สำหรับผมนั้นคนเราทุกคนจะชั่วดีอย่างไร จะเกลียดกันซักแค่ไหน เมื่อถึงวันที่ได้รับรู้ถึงความเมตตาที่มีให้กัน ความกรุณาที่มีให้กัน ก็อาจจะช่วยเปลี่ยนความเกลียดชังกันให้เป็นความรักขึ้นมาได้ ซึ่งผมขอยกตัวอย่างกลับไปที่เรื่องของการไปค่ายอาสาพัฒนาชนบทของนิสิตจุฬาฯที่ผมอ้างไว้แต่ต้นนั้น ต้องยอมรับการที่กลุ่มนิสิตกลุ่มนี้ไปร่วมกันทำงานที่ต้องลำบากร่วมกัน ทำให้พวกเค้าสามารถเดินออกจากกรอบของความรู้สึกที่เต็มไปด้วยอัตตาที่ว่า "ผมหรือหนูมีพ่อแม่ที่มีฐานะ เป็นลูกของคนที่มีอิทธิพล มีตำแหน่งหน้าที่การงานดี เป็นคนที่เรียนเก่ง" เมื่อนิสิตเหล่านี้ไปลำบากร่วมกัน เค้าได้กลายมาเป็นเพื่อน เป็นรุ่นพี่ รุ่นน้องที่รักกันมากขึ้น มีความสามัคคีปรองดองกันมากขึ้น แทนที่จะเป็นการแบ่งกลุ่มแยกกลุ่ม แต่สามารถทำงานร่วมกันได้มิว่าจะเป็นใคร ที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะนิสิตได้ผ่านความลำบากมาร่วมกัน ได้มีโอกาสแสดงความมีเมตตากรุณาให้แก่กัน

นิสิตที่ไปร่วมค่ายได้มาเรียนให้ผมทราบว่า พวกเค้าได้ร่วมทุกข์ร่วมสุขกัน และความรู้สึกดี ๆ นี่เองก็จะเป็นความรู้สึกที่ถูกนำกลับมายังมหาวิทยาลัย ทำให้กลุ่มนิสิตมีความสุขในการมาเรียน เพราะได้เจอกลุ่มเพื่อนนิสิตด้วยกันที่มีความปรองดองและความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันมากขึ้น

เพราะฉะนั้นก่อนที่ผมจะจบบทความนี้ไป ก็ต้องขออนุญาตเตือนใจผู้บริหารองค์กรแต่ละท่านว่า เป็นหน้าที่ของท่านโดยตรงที่จะทำให้บรรยากาศในการทำงานในองค์กรของท่านเป็นบรรยากาศที่ดี ที่มีความสุข และขอแนะนำให้ท่านลองพิจารณาดูให้ดีว่า จะบริหารงานหรือมอบหมายงานอย่างไร ให้ผู้ใต้บังคับบัญชาของท่าน ทั้งที่ชอบพอซึ่งกันและกันและไม่ชอบพอซึ่งกันและกัน ได้แสดงความเมตตากรุณาให้แก่กันอย่างต่อเนื่อง ดังจากตัวอย่างของกลุ่มนิสิตจุฬาฯที่ผมได้อธิบายในบทความนี้ที่ว่า บางทีอาจจะเป็นความคิดที่ดีที่ท่านจะหาวิธีการให้ลูกน้องมาทำงานแบบที่ต้องผ่านความลำบากร่วมกัน เพื่อเป็นการสร้างบรรยากาศให้พวกเค้าได้แสดงความมีเมตตากรุณาต่อกันและกัน

สุดท้ายนี้ขอกล่าวสวัสดีปีใหม่ 2553 แด่ท่านผู้อ่านทุกท่าน ขอขอบพระคุณอย่างยิ่งที่ติดตามอ่านผลงานเขียนของผม

ที่มา: วันที่ 04 มกราคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 33 ฉบับที่ 4172  ประชาชาติธุรกิจ คอลัมน์ องค์กรแห่งการเรียนรู้และการจัดการความรู้ โดย ผศ.ดร.มงคลชัย วิริยะพินิจ Mongkolchai@acc.chula.ac.th


ผู้เข้าชม : 1157 ครั้ง
 
 
 
 
cheap nfl jerseys cheap nike jerseys cheap mlb jerseys cheap real air jordans cheap soccer jerseys