Training Partner เข้าระบบ
 
Username
Password
Forgot password?
 
สมัครเป็น Training Partner ที่นี่
 
 
 
Keyword
วันที่เริ่มต้น
วันที่สิ้นสุด
 
รับข่าวสารการอบรมสัมมนา
 
 
Knowledge Zone > ข่าวสารแวดวง Training
 
 
 
การสร้างโอกาสการทำงานของผู้สูงอายุไทย

จากการคาดการณ์ขององค์การสหประชาชาติในปี พ.ศ. 2550 แสดงให้เห็นว่า แม้อัตราการตายของคนไทยมีการเพิ่มสูงขึ้นบ้าง แต่อัตราการเกิดที่ลดลงและการที่คนไทยมีอายุยืนขึ้น สัดส่วนของคนสูงอายุต่อประชากรทั้งหมดได้เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จากร้อยละ 7.4 ในปี พ.ศ. 2533 เป็นร้อยละ 10.25 ในปี พ.ศ. 2548 และสูงถึงร้อยละ 12.55 ณ ไตรมาส 3 ในปี พ.ศ. 2551 รวมทั้งยังถูกคาดว่าจะมีการเพิ่มขึ้นอย่างสูงขึ้นถึงเกือบร้อยละ 20 ในปี พ.ศ. 2568 ซึ่งตามมาตรฐานสากล หากประเทศใดมีสัดส่วนนี้มากกว่าร้อยละ 10 ก็จะถูกจัดว่าเป็นสังคมผู้สูงอายุ และประชากรวัยทำงานจะมีสัดส่วนลดลงมาก จะทำให้เกิดการขาดแคลนแรงงานซึ่งจะมีผลกระทบต่อการผลิตและการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ประเทศจะเผชิญกับปัญหาภาระพึ่งพิงของประชากรสูงอายุที่สูงขึ้น จากปัจจุบันที่อยู่ประมาณร้อยละ 15 นั้น ถูกคาดว่าจะสูงขึ้นถึงราวร้อยละ 26 ในปี พ.ศ. 2563 นั่นคือ จากปัจจุบันที่ประชากรในวัยทำงาน (อายุ 15-59) 100 คน มีภาระต้องเลี้ยงประชากรสูงอายุ 15 คน อีกแค่ประมาณใน 10 ปีข้างหน้าเท่านั้นประชากรในวัยทำงาน 100 คน ต้องเลี้ยงดูประชากรสูงอายุถึงราว 26 คน

สิ่งที่น่ากังวลเป็นอย่างมาก คือ ประชาชนที่มีการออมเตรียมไว้ตั้งแต่วัยทำงานเพื่อชีวิตหลังเกษียณนั้นยังมีไม่มากนัก ประกอบกับปัญหาภาระหนี้สินที่มีจึงไม่สามารถเก็บออมได้ ดังนั้นเมื่อเข้าสู่วัยชราจึงต้องพึ่งพิงบุตรหลานตลอดจนความช่วยเหลือจากรัฐ

การสำรวจประชากรสูงอายุของสำนักงานสถิติแห่งชาติ พ.ศ. 2550 พบว่าผู้สูงอายุอีกมากกว่าร้อยละ 40 ที่ประสบกับความยากลำบาก มีรายได้ไม่เพียงพอหรือเพียงพอในบางครั้ง จึงต้องการที่จะหางานทำเพื่อเลี้ยงชีพ ประมาณ 1 ใน 3 ของผู้สูงอายุอยู่ในข่ายที่เรียกได้ว่ามีฐานะยากจนเนื่องจากมีรายได้ต่ำกว่าเกณฑ์ของความยากจน (เส้นแบ่งความยากจนปี พ.ศ. 2550 อยู่ที่ 1,443 บาทต่อเดือน) หรือมีรายได้สูงกว่าเกณฑ์นี้เพียงเล็กน้อย

จึงพบว่าในปัจจุบันนี้โดยประมาณแล้วก็ยังมีผู้สูงอายุ 1 คน ใน 3 คนที่ต้องยังชีพด้วยการทำงาน ประมาณร้อยละ 70 และ 65 ของกลุ่มผู้สูงอายุชายอายุ 60-65 ปี และกลุ่มผู้สูงอายุชายอายุ 80 ปีขึ้นไปตามลำดับ ต้องทำงานต่อเนื่องเพราะเป็นรายได้หลักของครอบครัว ประมาณร้อยละ 60 ของกลุ่มผู้สูงอายุเพศหญิงที่ต้องทำงานต่อเนื่องเพราะเป็นรายได้หลักของครอบครัว และผู้สูงอายุเพศหญิงที่ไม่ได้มีความสำคัญเป็นรายได้หลักของครอบครัวแต่ต้องออกมาช่วยทำงานมีสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนเมื่ออายุยิ่งสูงมากขึ้น

ส่วนใหญ่ของผู้สูงอายุที่ยังทำงานเป็นผู้ที่ไม่มีการศึกษาหรือมีการศึกษาต่ำกว่าประถม ค่าจ้างของแรงงานกลุ่มที่ไม่มีการศึกษาหรือมีการศึกษาต่ำมากจะเพิ่มขึ้นหลังจากแรกเข้าทำงานไม่มากและเพิ่มสูงสุดเมื่ออายุประมาณ 30 ปีเท่านั้น เนื่องจากแรงงานไม่มีศักยภาพ หรือเรียนรู้พัฒนาสร้างความชำนาญในฝีมือ หลังจากนั้นค่าจ้างของกลุ่มนี้ก็ลดลงอย่างรวดเร็วตามผลิตภาพแรงงาน และด้วยเหตุที่แรงงานกลุ่มนี้มีรายได้ที่ต่ำ แรงงานกลุ่มนี้จึงแทบไม่สามารถเก็บสะสมเงินออมไว้เพียงพอสำหรับเลี้ยงชีพในวัยชรา จึงมีความจำเป็นต้องทำงานต่อไป และสำหรับผู้สูงอายุที่ยังต้องการทำงานแต่ว่างงานนั้น ก็ยังมีไม่น้อย (ราวร้อยละ 30) ที่ยังคงไม่ละความพยายามที่จะหางานทำอยู่

แม้ปัจจุบันภาครัฐให้สวัสดิการด้านต่าง ๆ เช่น การจ่ายเบี้ยยังชีพก็ตามแต่ก็ยังไม่สามารถช่วยเหลือผู้สูงอายุที่ยากจนเหล่านี้ได้อย่างเพียงพอ และยิ่งในอนาคตเมื่อโครงสร้างประชากรเปลี่ยนแปลงไปมากกว่านี้ก็จะยิ่งเป็นการยาก และความช่วยเหลือจากรัฐนั้นต้องมาจากภาษีจึงเป็นภาระที่หนักมากสำหรับประชากรวัยทำงาน

นอกจากนี้ยังมีผู้สูงอายุบางส่วนที่มีความต้องการทำงานต่อหลังวัยเกษียณเพราะยังคิดว่ายังมีความรู้ความสามารถเพียงพอที่จะทำงานต่อ และมีอีกมากที่ต้องการทำงานเพราะไม่ต้องการเป็นภาระแก่บุตรหลาน แต่ผู้สูงอายุกลุ่มนี้ก็ไม่ได้เข้ามาหางานในตลาดแรงงานเพราะรู้ว่าโอกาสที่จะได้งานที่เหมาะสมนั้นยาก หรือได้ผลตอบแทนต่ำ ไม่ดึงดูดให้ออกมาหางานทำ ดังนั้นหากมีการขยายโอกาสการทำงานของผู้สูงอายุออกไปได้ ก็จะเป็นหนทางที่สามารถช่วยเหลือทั้งผู้สูงอายุที่ต้องการทำงานเพื่อเลี้ยงชีพและผู้สูงอายุที่ยังต้องการจะใช้ความรู้ความสามารถของตนเองต่อไป ซึ่งจะทำให้ผู้สูงอายุสามารถพึ่งตนเองได้อย่างมีศักดิ์ศรี

การขยายโอกาสการทำงานของผู้สูงอายุให้อยู่ในตลาดแรงงานได้ยาวนานขึ้นจะเป็นทั้งแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานของประเทศในอนาคตและเป็นการช่วยยืดเวลาการอยู่ในตลาดแรงงาน ช่วยให้คนมีโอกาสเพิ่มช่วงเวลาการสะสมเงินออมไว้ใช้หลังเลิกการทำงาน และลดช่วงเวลาการเป็นภาระต่อรัฐและประชากรในวัยทำงาน

อย่างไรก็ตามเพื่อสร้างโอกาสการทำงานให้ผู้สูงอายุสามารถอยู่ในตลาดแรงงานได้ยาวนานอย่างเหมาะสม จะต้องช่วยให้ผู้สูงอายุได้รับการพัฒนาฝีมือแรงงานควบคู่กับการดูแลในด้านสุขภาพของผู้สูงอายุ เนื่องจากปัจจัยด้านสุขภาพและปัจจัยด้านฝีมือความชำนาญเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดตามสำดับในการตัดสินใจของนายจ้างในการจ้างผู้สูงอายุให้ทำงานต่อแทนการจ้างแรงงานหนุ่มสาว และเป็นปัจจัยที่สำคัญมากกว่าการดึงดูดด้วยค่าจ้าง จึงควรต้องมีการพิจารณาแก้ไขกฎหมายบางฉบับในปัจจุบันที่ใช้เป็นกรอบปฏิบัติในการจ้างงานของทั้งภาครัฐและภาคเอกชน นั่นคือ ควรต้องพิจารณาปรับเปลี่ยนการมีขีดจำกัดของอายุเกษียณในพระราชบัญญัติข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 หมวด 8 ที่กำหนด

การเกษียณอายุเมื่อข้าราชการมีอายุครบ 60 ปี และพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 ที่ให้ลูกจ้างที่อายุไม่เกิน 60 ปี เป็นผู้ประกันตน เพื่อให้แรงงานสามารถเลือกเวลาการเกษียณอายุเองได้ อีกทั้งการเปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุสามารถเลือกทำงานแบบไม่เต็มเวลา (part time) ได้ จะทำให้ผู้สูงอายุสามารถทำงานต่อไปได้ตราบเท่าที่ปัจจัยสุขภาพยังเอื้ออำนวย

โดยปกติเมื่อแรงงานรู้ว่าจะต้องเกษียณเมื่อมีอายุครบ 60 ปี แรงงานมักจะไม่ลงทุนพัฒนาทางฝีมือตั้งแต่ราวอายุ 50 ปี หลังจากอายุ 50 ปี แรงงานจะใช้ความรู้ความสามารถที่พัฒนามาก่อนหน้านี้เท่านั้น โดยทั่วไปผลิตภาพแรงงานหลังจากนั้นจึงลดลง และทำให้โครงสร้างผลตอบแทนของแรงงานอายุหลัง 50 ปีลดลงมาเรื่อย ๆ ความสามารถในการเก็บออมของแรงงานหลังจากนั้นจึงน้อยลงด้วย แต่หากแรงงานรู้ว่าจะสามารถอยู่ในตลาดแรงงานได้ยาวนานขึ้นก็จะจูงใจให้แรงงานยอมลงทุนในการสร้างความรู้ความชำนาญต่อไป

ยิ่งหากหน่วยงานของรัฐเข้ามาช่วยให้แรงงานสูงอายุมีโอกาสได้รับการอบรมเรียนรู้ความชำนาญใหม่ ๆ เช่น ภาครัฐเองเป็นผู้จัดโครงการอบรมความรู้ความชำนาญใหม่ ๆ หรืออบรมความรู้ความชำนาญทั่ว ๆ ไป เช่น การใช้คอมพิวเตอร์ การใช้อินเทอร์เน็ต เป็นต้น ให้เป็นพิเศษแก่แรงงานที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป เพื่อพัฒนาศักยภาพจนสามารถทำงานในสภาพแวดล้อมของเทคโนโลยีใหม่ต่อไปได้ หรือจัดโครงการอบรมงานอาชีพต่าง ๆ เพื่อเป็นทางเลือกให้ผู้สูงอายุสามารถเลือกอาชีพใหม่หลังออกจากงานเดิม หรืออาจให้การจูงใจนายจ้างจัดอบรมเองแก่แรงงานอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไปของตน เหล่านี้ก็จะสามารถทำให้แรงงานสูงอายุไม่หยุดพัฒนาฝีมือแรงงาน ทำให้ผลิตภาพแรงงานยังไม่ลดลงแม้สูงวัย และยังคงรักษาระดับของผลตอบแทนจากการทำงานอยู่ได้ แรงงานก็สามารถมีเวลาในการออมยาวนานขึ้น และออมได้มากขึ้นเพียงพอสำหรับดำรงชีพในบั้นปลายชีวิต

ที่มา: วันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4168  ประชาชาติธุรกิจ คอลัมน์ เศรษฐ"ธรรมศาสตร์ ตลาดวิชา โดย ผศ.ดร.นงนุช สุนทรชวกานต์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์


ผู้เข้าชม : 1322 ครั้ง
 
 
 
 
cheap nfl jerseys cheap nike jerseys cheap mlb jerseys cheap real air jordans cheap soccer jerseys