Training Partner เข้าระบบ
 
Username
Password
Forgot password?
 
สมัครเป็น Training Partner ที่นี่
 
 
 
Keyword
วันที่เริ่มต้น
วันที่สิ้นสุด
 
รับข่าวสารการอบรมสัมมนา
 
 
Knowledge Zone > ข่าวสารแวดวง Training
 
 
 
เข้าใจตลาด ‘บ้านนอก’ Rural Market Strategy
ขอเรียกเพื่อนๆ เราที่อาศัยอยู่ในบรรดาหมู่บ้านชนบททั้งหลายของไทยว่า ตลาดบ้านนอก เพื่อการสื่อที่ตรงไปตรงมา แต่ไม่ได้เป็นการดูถูกดูแคลนแต่อย่างใด

เริ่มกันด้วยนิยามว่า ต้องเป็นหมู่บ้านที่อยู่ห่างจากตัวเมืองประมาณ 50 ถึง 100 กิโลเมตรจึงจะจัดได้ว่าเป็นชนบทตัวจริง ตลาดนี้เป็นตลาดที่สำคัญที่สุดตลาดหนึ่งซึ่งไม่ใช่เรื่องของกำลังซื้อต่อคน แต่กลับเป็นเรื่องของปริมาณโดยรวม เพื่อนๆ ชาวชนบท นี้หรือที่ฝรั่งเรียกว่า “Rural Market” มีขนาดใหญ่มากจริงๆ เพราะมีจำนวนประชากรรวมถึง 70% ของคนทั้งประเทศ วันนี้เราลองมาตีแผ่ลักษณะของชาวชนบทนี้กันทีละข้อเพื่อการทำการตลาดที่ได้ผลหากท่านเป็นคนหนึ่งที่อยากเจาะตลาดกลุ่มนี้

ขอเริ่มกันด้วยสมมติฐาน 10 อย่างที่ “ชาวกรุง” โดยทั่วไปมีต่อชาวชนบทโดยรวมๆ


1.ทีวีช่องโปรดคือหนังช่อง 7 และวิทยุ AM คลื่นหมอลำ

2.ซื้อของจากร้านของชำในหมู่บ้านชิ้นเล็กๆ ถูกๆ

3.พากันไปดูทีวีตามบ้านใหญ่ที่มีเงินในหมู่บ้าน

4.อยู่รวมๆ กันเป็นครอบครัวขนาดใหญ่หลายๆ คน

5.ไม่มีความรู้ความเข้าใจเรื่องอินเตอร์เน็ตและคอมพิวเตอร์

6.ผู้ชายเป็นผู้นำหาเลี้ยงครอบครัว

7.อยู่กันอย่างไปวันๆ ไม่มีจุดหมาย

8.กรุงเทพฯ คือเมืองในฝันของชาวชนบทอยากมาอยู่

9.บ้าดารา นักร้อง

10.ไม่ค่อยใส่ใจเรื่องการดูแลสุขภาพ

มาเริ่มกันเลยดีกว่า

สมมติฐานข้อ
1 : ละครช่องโปรดของชาวชนบทคือหนังช่อง 7 และวิทยุ AM คลื่นหมอลำ

ความจริง : เป็นสมมติฐานที่ผิดพลาดมาก การสำรวจพบว่ามีการดูสอดแทรกสลับหลายช่องเหมือนชาวกรุง แต่ที่สำคัญคือมีความนิยมเรื่องการดูจานดาวเทียมมากขึ้น แต่ต้องเป็นจานที่จ่ายครั้งเดียวตอนติดตั้ง แล้วยังนิยมเรื่องการร้องคาราโอเกะโดยเครื่องวีซีดีที่บ้านแทนการดูทีวีขึ้นมาก เนื่องจากราคาที่ต่ำลงอย่างมากของเครื่อง

วีซีดีในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา!

สมมติฐานข้อ
2 : ซื้อของจากร้านของชำในหมู่บ้านชิ้นเล็กๆ ถูกๆ

ความจริง : ขอจงเปลี่ยนความคิดโบร่ำโบราณนี้ได้แล้ว เนื่องจากการขยายตัวของห้างไฮเปอร์มาร์ตหัวนอกอย่างมากมาย ก่อให้เกิดการ “ช็อปแหลก” ของน้องนาง บ้านนาของเราอย่างพุ่งกระฉูด ถึงขนาดมีการเหมารถพ่วงกันนัดมาช็อปกันทุกๆ อาทิตย์ ส่วนใหญ่จะเป็นวันศุกร์เย็นเพราะไม่ต่องเป็นห่วงสอนลูกทำการบ้าน และอาจซื้อของในปริมาณที่มากเป็นโหลๆ เพื่อการตุนหรือการหารกันในหมู่บ้านอีกด้วย ร้านของชำในหมู่บ้านมีไว้ “แก้ขัด” เวลาของขาดเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น สรุปว่าการกระจายสินค้าของคุณก็อิงช่องทางใหญ่ก็ไปถึงกลุ่มนี้พอแล้ว ไม่ต้องไปเจาะลึกมาก!

สมมติฐานข้อ
3 : พากันไปดูทีวีตามบ้านใหญ่ที่มีเงินในหมู่บ้าน

ความจริง : เกือบทุกบ้านที่เราไปแวะเยี่ยมมีทีวีหมดแล้วจ้า อย่างแย่ที่สุดคือเครื่องเล็กๆ 14 นิ้ว เดี๋ยวนี้พวกบัตรพลาสติกเบิกเงินล่วงหน้ากลายเป็นปัจจัยที่ 5 ไปแล้ว ซื้อก่อนผ่อนทีหลังจึงเป็นเรื่องที่ไม่น่าอาย เศรษฐกิจพอเพียงเป็นเรื่องของคนไม่กี่คนในหมู่บ้าน สรุปว่าไม่มีใครต้องเดินไปดูทีวีบ้านใครอีกแล้ว เชยมากๆ ใครยังคิดแบบนี้ การซื้อสื่อโทรทัศน์เพื่อเจาะตลาดกลุ่มนี้ย่อมเป็นเรื่องที่ทำได้ ถ้าคุณมีเงิน!

สมมติฐานข้อ
4 : อยู่รวมๆ กันเป็นครอบครัวขนาดใหญ่หลายๆ คน

ความจริง : จำนวนคนในแต่ละบ้านมีไม่เกิน 3-4 คน การคุมกำเนิดเป็นเรื่องธรรมดาที่ทุกครอบครัวปฏิบัติกันจริงจัง พอโตขึ้นมาส่วนใหญ่เข้าไปทำงานในตัวจังหวัด จึงมีแต่พ่อแม่แก่ๆ มีหลายครอบครัวมีคนแก่กับเด็กเล็กเพราะลูกส่งมาให้เลี้ยง!

สมมติฐานข้อ
5 : ไม่มีความรู้ความเข้าใจเรื่องอินเตอร์เน็ตและคอมพิวเตอร์

ความจริง : โรงเรียนในหมู่บ้านมีอินเตอร์เน็ตแล้ว นักเรียนสามารถเข้าถึงได้แต่ยังไม่กว้างขวาง ส่วนใหญ่เป็นระดับมัธยมจึงจะเข้าใจแต่ก็อยู่ในระดับดี รู้จักการหาข้อมูลแบบกูเกิลกันแล้วด้วยเพราะใช้ประกอบการทำรายงาน ไม่เชยอย่างที่เราคิดกัน!

สมมติฐานข้อ 6 : ผู้ชายเป็นผู้นำหาเลี้ยงครอบครัว

ความจริง : คนชนบททำงานกันทั้งผัวและเมีย และคนตัดสินใจเรื่องการใช้จ่ายประจำวันคือผู้หญิงเนื่องจากมีการสังคมถามความเห็นกันจากเพื่อนบ้านได้ดีกว่า เนื่องจากการมีบ้านที่ปลูกใกล้ชิดและรั้วต่ำจึงมีการเป็น “เน็ตเวิร์ก” กันอย่างรุนแรง การทำการตลาดแบบ “ปากต่อปาก” จึงเป็นเรื่องที่ควรให้ความสนใจในตลาดกลุ่มนี้อย่างมาก!

สมมติฐานข้อ 7 : อยู่กันอย่างไปวันๆ ไม่มีจุดหมาย

ความจริง : คนชนบทมีงานหลายงานในวันเดียว อาจทำของตัวเองและรับจ้างการเกษตรด้วยคู่กันไป เนื่องจากมีภาระหนี้สินมาก จึงเกิดการทำงานแบบ “ตัวเป็นเกลียว” ไม่ต่างจากชาวกรุงเลย!

สมมติฐานข้อ 8 : กรุงเทพฯ คือเมืองในฝันของชาวชนบทอยากมาอยู่

ความจริง : ถ้าเลือกได้ จะอยากเข้าไปทำงานในตัวจังหวัดก่อน กรุงเทพฯ เป็นจุดที่อยากเลี่ยงเนื่องจากค่าใช้จ่ายที่สูงและการพลัดพรากจากครอบครัว เพลง “อย่าไปเลยบางกอก...” ยังใช้ได้ดีกับชาวชนบทของเรา!

สมมติฐานข้อ 9 : บ้าดารา นักร้อง

ความจริง : การซื้อสินค้าไม่ได้เกี่ยวกับการมีดาราอยู่ในโฆษณา จริงอยู่ชาวชนบทมีนักร้องดาราคนโปรด แต่ก็ไม่ได้หน้ามืดซื้อของทุกอย่างที่มีนักร้องมาเล่นโฆษณา กลับรู้สึกว่าไม่เชื่อว่านักร้องมาใช้สินค้าจริงด้วยซ้ำ บอกได้ถึงความไม่จำเป็นที่ต้องใช้คนเหล่านี้มาลงทุนในโฆษณาให้สิ้นเปลือง การตัดสินใจน่าจะขึ้นอยู่กับแพ็กเกจการจ่าย, การคุ้มค่าเงินและการแนะนำปากต่อปากเป็นเรื่องสำคัญกว่า

สมมติฐานข้อ
10 : ข้อสุดท้าย ไม่ค่อยใส่ใจเรื่องการดูแลสุขภาพ

ความจริง : การบริโภคไข่ไก่ ผักสด และนมสำหรับเด็ก เป็นเรื่องการดูแลสุขภาพที่สำคัญของชาวชนบทอย่างจริงจังจนน่าทึ่ง คำตอบแรกเมื่อถามว่าทำไมจึงบริโภคจึงกลายเป็นเรื่องลูก และการอยากให้ลูก “สูง” ส่วนสูงคือการบ่งบอกถึงสุขภาพ

ที่ดี วิตามินเริ่มมีบทบาทแต่เป็นวิตามินแบบพื้นฐานเช่น วิตามินซีหรือบีรวมเนื่องจาก การแนะนำของแพทย์ช่วงตั้งครรภ์ แคลเซียมหรือไอโอดีนยังไม่เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง!

ต้องเข้าใจจริงจึงจะ “ซื้อใจ” ลูกค้าได้ นี่คงเป็นตัวอย่างที่ดีและเป็นประโยชน์กับการทำงานเจาะตลาดชนบทของคุณบ้าง จำไว้ว่าการสรุปทุกอย่างในออฟฟิศก็เหมือนการ นั่งเทียนทำงาน เป็นอันตรายที่สุดสำหรับนักการตลาด พบกันได้ที่ www.SHE.co.th ค่ะ

ที่มา สยามธุรกิจ

ผู้เข้าชม : 4245 ครั้ง
 
 
 
 
cheap nfl jerseys cheap nike jerseys cheap mlb jerseys cheap real air jordans cheap soccer jerseys