Training Partner เข้าระบบ
 
Username
Password
Forgot password?
 
สมัครเป็น Training Partner ที่นี่
 
 
 
Keyword
วันที่เริ่มต้น
วันที่สิ้นสุด
 
รับข่าวสารการอบรมสัมมนา
 
 
Knowledge Zone > ข่าวสารแวดวง Training
 
 
 
ผลงานวิจัยธุรกิจไทย-ญี่ปุ่นชี้ชัด การพัฒนาทุนมนุษย์สำคัญอันดับหนึ่ง

กลางเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ศูนย์วิจัยและให้คำปรึกษา สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หรือ Sasin Management Consulting (SMC) ได้ร่วมกับ JMA Consultants Inc. (JMAC) บริษัทที่ปรึกษาซึ่งมีประวัติยาวนานที่สุดของญี่ปุ่น แถลงข่าวความ ร่วมมือในการส่งเสริมให้ภาคอุตสาหกรรมและภาคธุรกิจของประเทศไทยมีความสามารถในการแข่งขันได้ในเวทีการค้าโลก โดยมุ่งเน้นการพัฒนาการถ่ายทอด องค์ความรู้และเทคโนโลยีสู่ผู้บริหารและ นักธุรกิจเพื่อนำพาองค์กรสู่ความเป็นเลิศ

ในงานนี้นอกจาก ผศ.ดร.ชัยพงษ์ พงษ์พานิช ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและให้ คำปรึกษา สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จะกล่าวถึงความสำคัญในการจับมือระหว่าง SMC และ JMAC ที่มีทักษะที่ต่างกันว่า เมื่อทั้ง 2 องค์กรมาทำงานร่วมกันจะสามารถช่วยอุตสาหกรรมประเทศไทยได้มากยิ่งขึ้น เพราะ JMAC มีจุดแข็งในเรื่องของการให้คำปรึกษาด้านโอเปอเรชั่น เคยช่วยโตโยต้าในการพัฒนา Just in Time ได้สำเร็จมาแล้ว

ขณะที่ SMC เองก็มีประสบการณ์ด้านการให้คำปรึกษาเรื่องกลยุทธ์แก่องค์กร ต่าง ๆ อีก ทั้งยังมีความเข้าใจในบริบทของประเทศไทยเป็นอย่างดี ดังนั้นเมื่อนำ จุดแข็งทั้งสองมารวมกันก็น่าจะเป็นกำลังสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถ ในการแข่งขันของอุตสาหกรรมใน ประเทศไทยได้

ในโอกาสเดียวกันนี้ทาง SMC และ JMAC ยังได้มีการนำเสนอผลงานวิจัยเรื่อง "ถอดบทเรียนธุรกิจไทย-ญี่ปุ่น สู่การเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน" (From Gaining to Sustaining Competitive Advantage) ซึ่งต้องยอมรับว่าการวิจัยนี้ได้ศึกษาจากบริษัททั้งไทยและญี่ปุ่นในประเทศไทย เพื่อศึกษาสถานการณ์และปัญหาที่เกิดขึ้นจากการทำธุรกิจได้อย่างรอบด้าน โดยศึกษา ถึง 7 เซ็กชั่นขององค์กรธุรกิจประกอบด้วย สถานการณ์การบริหารในปัจจุบัน, กลยุทธ์องค์กร, งานบริหารและพัฒนาทรัพยากรบุคคล, งานพัฒนาผลิตภัณฑ์, การผลิต, งานขายและการตลาด และงานด้านการเงิน จากทั้งหมด 138 บริษัท แบ่งเป็นบริษัทญี่ปุ่น 89 บริษัท และบริษัทไทย 49 บริษัท

จากการประมวลข้อมูลในการทำวิจัย ครั้งนี้ชี้ให้เห็นถึงทิศทางในการพัฒนาศักยภาพ การบริหารงานของทั้งบริษัท ญี่ปุ่นและบริษัทไทยในยุคหลังวิกฤต แฮมเบอร์เกอร์อย่างชัดเจนว่า องค์กรธุรกิจของทั้ง 2 ประเทศมองเรื่องการบริหารและการพัฒนาบุคลากรว่านับวันจะยิ่งมีความสำคัญมากขึ้น ทำให้บริษัททั้งหลายต้อง เร่งที่จะพัฒนาทุนมนุษย์เพื่อที่จะให้เกิด ประโยชน์ในด้านการแข่งขันที่ยั่งยืน โดยบริษัทญี่ปุ่นได้พัฒนาเรื่องดังกล่าวมานานแล้ว แต่บริษัทไทยยังมีการพัฒนาตรงนี้ ไม่มากนัก

ผลของการสำรวจแสดงให้เห็นว่า 82.9% ของบริษัทที่ตอบแบบสอบถามเห็นว่า การพัฒนาบุคลากรเป็นสิ่งที่สำคัญ ในขณะที่ 55.6% ของบริษัทไทยเองก็คิดว่าการพัฒนาบุคลากรเป็นสิ่งที่สำคัญ

ประเด็นสำคัญอันดับรองลงมาที่ได้จากงานวิจัยครั้งนี้ คือ บริษัทไทยเห็นว่าเรื่องของการสรรหาผู้จัดการที่มีประสบการณ์การทำงานมีความสำคัญมากถึง 41.7% โดยผู้บริหารองค์กรมองว่าการรักษาผู้บริหารระดับกลางให้อยู่กับองค์กรให้นานที่สุดนั้นเป็นเรื่องที่ยาก ดังนั้นหลายบริษัทจึงพยายามที่จะสร้างพัฒนาและรักษาบุคลากรกลุ่มนี้เอาไว้ให้ได้ เนื่องจากบุคคลกลุ่มนี้เป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงระหว่างกลยุทธ์ของผู้บริหารระดับสูง และการปฏิบัติงานของกลุ่มพนักงาน

ผศ.ดร.ชัยพงษ์บอกต่อไปว่า ทั้งภาคอุตสาหกรรม องค์กรรัฐ องค์กรอิสระ ต่าง ๆ ควรสร้างบุคลากรตรงนี้ให้มากขึ้น ซึ่งตัวอย่างที่เกิดขึ้นในบริษัทญี่ปุ่นนั้นน่าสนใจ โดยองค์กรญี่ปุ่นจะเน้นสร้างผู้บริหารระดับกลางจากพนักงานภายในให้ แล้วพัฒนาให้เติบโตขึ้นมาเรื่อย ๆ แต่ผู้บริหารระดับกลางของไทยจะมีการซื้อตัวมาจาก ที่อื่นมากกว่า ดังนั้นเพื่อให้กลุ่มนี้อยู่ได้ยาวนานจึงจำเป็นที่จะต้องได้รับการพัฒนาและรักษาเอาไว้ เพื่อเป็นกำลังสำคัญของการพัฒนาบริษัทต่อไป

ดร.ชัยพงษ์ให้ข้อมูลเพิ่มเติมถึงวัตถุประสงค์ของการทำแบบสอบถามในครั้งนี้ว่าไม่ได้ถามเพื่อชี้นำว่าจะรับมือกับวิกฤตปัจจุบันอย่างไร แต่พยายามเน้นย้ำ ให้เห็นว่าผู้ประกอบการนั้นมีความกังวลต่อปัญหาใดหลังวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ ซึ่งผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่าผู้ประกอบการเริ่มที่จะมองเห็นความสำคัญแล้วว่าการบริหารทรัพยกรบุคคลนั้นจะนำพาไปสู่การเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน

"การสำรวจเราสำรวจกับ CEO และ ผู้บริหารระดับสูง ซึ่งน่าสนใจว่านอกจากเรื่องของการเพิ่มยอดขายที่ต้องกระตุ้นให้เร็วที่สุดแล้ว ก็ยังไม่ลืมเรื่องของทุนมนุษย์ ผลการวิจัยเราพยายาม capture ให้เห็นเทรนด์ของการบริหารในปัจจุบันที่ธุรกิจจะสามารถต่อยอดออกไปได้ โดยเฉพาะกับประเทศไทยที่มีบริษัทญี่ปุ่นเข้ามาใช้เป็นฐานการผลิตจำนวนมาก ในอุตสาหกรรมยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ ผลวิจัยครั้งนี้จึงช่วยให้นักธุรกิจไทยรู้ว่าจะสามารถพัฒนาตัวเองเพื่อสนับสนุนการลงทุนของญี่ปุ่น ในเรื่องใดได้บ้างนอกเหนือจากเรื่องแรงงาน"

ผศ.ดร.ชัยพงษ์บอกต่อไปว่า เพื่อเป็นการต่อยอดองค์ความรู้ให้กับองค์กรธุรกิจ ในปี 2553 ที่จะถึงนี้ทาง SMC และ JMAC จึงได้เตรียมจัดกิจกรรมเวิร์กช็อปเพื่อการพัฒนาผู้บริหารระดับกลาง และวิจัยประจำปีในเรื่องของการบริหารจัดการเพื่อเผยแพร่ต่อไป โดยคาดหวังว่าความ ร่วมมือระหว่าง SMC และ JMAC จะเป็นส่วนช่วยในการส่งเสริมภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมของประเทศไทยให้มีความสามารถในการแข่งขันสู่เวทีสากล รวมไปถึงการบริหารจัดการองค์กรสู่ความเป็นเลิศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ที่มา: วันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 33 ฉบับที่ 4161  ประชาชาติธุรกิจ


ผู้เข้าชม : 1899 ครั้ง
 
 
 
 
cheap nfl jerseys cheap nike jerseys cheap mlb jerseys cheap real air jordans cheap soccer jerseys