Training Partner เข้าระบบ
 
Username
Password
Forgot password?
 
สมัครเป็น Training Partner ที่นี่
 
 
 
Keyword
วันที่เริ่มต้น
วันที่สิ้นสุด
 
รับข่าวสารการอบรมสัมมนา
 
 
Knowledge Zone > ข่าวสารแวดวง Training
 
 
 
ความสามารถในการแข่งขันนั้นสำคัญไฉน

ท่านผู้ที่ติดตามข่าวสารทางเศรษฐกิจคงจะได้ยินเรื่องของความสามารถในการแข่งขันอยู่เสมอ เช่น "IMD จัดอันดับขีดความสามารถของไทยปีนี้อยู่ในอันดับที่ 26" หรือ "WEF จัดความสามารถในการแข่งขันของไทยอยู่ในลำดับที่ 34 ตกลงมา 6 อันดับจากปีที่แล้ว" หรือ "อุตสาหกรรมสิ่งทอไทยกำลังสูญเสียความสามารถในการแข่งขันให้กับประเทศจีน" แต่หลายคนก็อาจจะมีความเข้าใจที่คลุมเครือว่า แท้จริงแล้วความสามารถในการแข่งขันคืออะไร วัดจากอะไร มีความสำคัญอย่างไร วันนี้เราจะมาทำความเข้าใจกันว่า นักเศรษฐศาสตร์กำลังพูดถึงอะไรเมื่อกล่าวถึงความสามารถในการแข่งขัน

ความสามารถในการแข่งขันคืออะไรในทางเศรษฐศาสตร์

ก่อนอื่นเราควรทำความเข้าใจก่อนว่า การพิจารณาขีดความสามารถในการแข่งขันแยกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ ระดับหน่วยธุรกิจ ระดับอุตสาหกรรม และระดับประเทศ ปัจจัยที่มีผลต่อความสามารถในการแข่งขันแต่ละระดับนั้นไม่เหมือนกัน และไม่จำเป็นต้องเหมารวมว่าธุรกิจหรืออุตสาหกรรมทั้งหมดในประเทศจะมีความสามารถในการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงไปในทางเดียวกันกับการเปลี่ยนแปลงของลำดับความสามารถการแข่งขันในภาพรวมของประเทศ

ในระดับหน่วยธุรกิจหรืออุตสาหกรรมนั้น ผู้ที่มีความสามารถในการแข่งขัน คือ ผู้ที่มีประสิทธิภาพ (Efficiency) และประสิทธิผล (Productivity) ในกระบวนการผลิตและการประกอบการเหนือกว่าคู่แข่ง ทำให้ดำเนินธุรกิจอยู่รอดได้โดยไม่ต้องอาศัย "ตัวช่วย" ที่ทำให้ได้เปรียบคู่แข่ง ไม่ว่าจะเป็นการคุ้มครองหรือการอุดหนุนจากรัฐ การได้รับสัมปทาน ฯลฯ เรามักจะเห็นการชี้วัดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจจากผลการดำเนินงาน (Performance) ในรูปดัชนีต่าง ๆ เช่น อัตราส่วนการทำกำไร สัดส่วนการส่งออกต่อยอดขาย และส่วนแบ่งตลาด

ในทำนองเดียวกัน ความสามารถในการแข่งขันในระดับอุตสาหกรรม คือ การที่อุตสาหกรรมมีความได้เปรียบคู่แข่งโดยปราศจากการคุ้มครองหรือการให้เงินอุดหนุน การวัดความสามารถในการแข่งขันระดับอุตสาหกรรมจะเป็นตัวชี้วัดสุขภาพทางเศรษฐกิจ (Economic Health) ของประเทศได้ดีกว่าการวัดความสามารถในการแข่งขันระดับหน่วยธุรกิจ เพราะการที่หน่วยธุรกิจใดธุรกิจหนึ่งมีความสามารถในการแข่งขันสูงอาจได้มาจากความสามารถและลักษณะเฉพาะของธุรกิจนั้น ๆ ซึ่งแตกต่างจากผู้ประกอบการอื่น ๆ ในภาพรวม ในทางตรงข้าม ความสามารถในการแข่งขันระดับอุตสาหกรรมสามารถชี้ให้เห็นถึงความมีประสิทธิภาพของธุรกิจในภาพรวมที่บ่งบอกถึงคุณลักษณะเฉพาะของอุตสาหกรรมนั้น ๆ ในประเทศ ดัชนีที่มักถูกอ้างถึงในการบ่งชี้ความสามารถการแข่งขันระดับอุตสาหกรรม ได้แก่ ความสามารถในการทำกำไรโดยรวมของอุตสาหกรรม ดุลการค้าและการไหลเข้า-ออกของเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศในแต่ละอุตสาหกรรม รวมทั้งต้นทุนและคุณภาพของสินค้าและบริการในอุตสาหกรรมนั้น ๆ เมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่ง

อย่างไรก็ตามดัชนีเหล่านี้เป็นการวัดจากผลประกอบการซึ่งมีข้อเสียหลายประการ เพราะผลการดำเนินงานนั้นอาจมิได้สะท้อนประสิทธิภาพหรือประสิทธิผลของธุรกิจอย่างแท้จริง แต่อาจได้รับอิทธิพลจาก "ตัวช่วย" ซึ่งทำให้ผลประกอบการดูเหมือนจะดีกว่าคู่แข่ง แต่หากวันใดความช่วยเหลือดังกล่าวมีอันหมดไป ธุรกิจนั้นก็มักประสบปัญหาไม่สามารถยืนหยัดอยู่ในสถานะเดิมและมักออกมาเรียกร้องตลอดจนล็อบบี้รัฐให้ต่ออายุความช่วยเหลืออุ้มชูกันต่อไปไม่รู้จบสิ้น ดังนั้นหากท่านผู้อ่านจะวิเคราะห์ความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจจากเครื่องชี้วัดเหล่านี้ก็ควรจะตระหนักถึงข้อจำกัดและใช้ข้อมูลอื่นมาประกอบด้วย และหากเป็นไปได้ก็น่าจะใช้ดัชนีที่เหมาะสมกว่า เช่น ทำการศึกษาเปรียบเทียบกับคู่แข่งในด้านประสิทธิภาพ (Efficiency) การจัดการด้านต้นทุนและผลิตภาพ (Productivity) ที่ได้จากการใช้ปัจจัยการผลิตต่าง ๆ ในกระบวนการผลิต เป็นต้น

ส่วนความสามารถในการแข่งขันระดับประเทศนั้น หมายถึง การที่คนในประเทศมีมาตรฐานความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ซึ่งมักชี้วัดด้วยระดับและการเติบโตของรายได้และผลผลิตโดยรวม ตลอดจนความสามารถของประเทศที่จะเพิ่มส่วนแบ่งในตลาดโลกผ่านการส่งออกและการลงทุนจากต่างประเทศซึ่งสะท้อนศักยภาพในการผลิตที่เพิ่มขึ้นจากการเข้าถึงตลาดใหม่ ๆ ในโลกเพื่อทดแทนตลาดในประเทศที่มีอยู่อย่างจำกัด

ความสามารถในการแข่งขันสำคัญจริงหรือ

ไม่ว่าจะชอบหรือไม่ก็ตาม เราคงต้องยอมรับความจริงว่า เราไม่สามารถปฏิเสธความเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจโลกได้ เศรษฐกิจของทุก ๆ ประเทศมีการเชื่อมโยงกันผ่านการซื้อขายสินค้าและบริการ การเคลื่อนย้ายเงินทุน และผ่านทางราคาสินค้า ความพยายามแยกตัวจากเศรษฐกิจโลกจะทำให้เราสูญเสียโอกาสในการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งย่อมหมายถึงการที่ประเทศจะยากจนลง โดยประชาชนจะมีต้นทุนการบริโภคสูงขึ้นเมื่อไม่สามารถนำเข้าสินค้าที่มีต้นทุนต่ำกว่าสินค้าที่ผลิตในประเทศ ผู้ผลิตจะมีรายได้ลดลงเมื่อไม่สามารถส่งออกสินค้าไปยังตลาดต่างประเทศที่มีโอกาสทำกำไรสูงกว่าขายในประเทศ และมีต้นทุนการประกอบการสูงเมื่อไม่สามารถใช้แหล่งเงินทุนที่มีต้นทุนต่ำกว่าแหล่งเงินทุนในประเทศ การหดตัวของการผลิตย่อมเกิดขึ้นและนำไปสู่การลดลงของการจ้างงาน

ในยุคที่โลกไร้พรมแดนหน่วยธุรกิจต้องเผชิญแรงกดดันจากการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น ปราการที่เคยคุ้มครองธุรกิจในประเทศจากการแข่งขันกับคู่แข่งในตลาดโลกได้ถูกพังทลายลงอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีการขนส่งและติดต่อสื่อสารซึ่งทำให้ต้นทุนในการค้าระหว่างประเทศลดต่ำลง และความก้าวหน้าของข้อตกลงระหว่างประเทศซึ่งทำให้รัฐบาลต้องลดระดับการคุ้มครองหรือลดอุดหนุนผู้ผลิตในประเทศลงจากแต่ก่อน สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เพิ่มแรงกดดันต่อผู้ประกอบการและภาครัฐอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ดังนั้นเมื่อเราไม่สามารถปฏิเสธความเป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจโลกที่มีการแข่งขันอย่างรุนแรงได้ ความสำคัญของความสามารถในการแข่งขันจึงเป็นสิ่งที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ หน่วยธุรกิจจึงต้องให้ความสำคัญต่อการพัฒนาและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของตัวเองเพื่อให้สู้รบปรบมือกับคู่แข่งได้

ข้อเตือนใจ

อย่างไรก็ดีการมีความสามารถในการแข่งขันอยู่ในลำดับที่เท่าไรนั้นก็ไม่ใช่สิ่งที่สำคัญที่สุด สิ่งที่เราควรให้ความสำคัญอยู่ที่ว่าเราจะพัฒนาความสามารถในการแข่งขันให้สูงขึ้นอย่างยั่งยืนได้อย่างไร ซึ่งจะทำได้ก็ต่อเมื่อเราทราบว่ามีปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้เรามีศักยภาพที่จะแข่งขันในเวทีการค้าโลกได้ดีขึ้น เราจะปรับปรุงปัจจัยนั้นได้อย่างไร และในที่สุดเราต้องตอบคำถามให้ได้ว่าเราจะนำประโยชน์จากการมีความสามารถในการแข่งขันมายกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนได้อย่างไร

นอกจากนี้มักมีความเข้าใจที่ผิดพลาดเกี่ยวกับความสามารถในการแข่งขัน และควรมาทำความเข้าใจกันเสียใหม่ กล่าวคือ การที่ประเทศมีความสามารถในการแข่งขันนั้นไม่ได้หมายความว่าประเทศนั้น ๆ ต้องมีดุลการค้าเกินดุลในทุก ๆ อุตสาหกรรม เพราะในความเป็นจริงคงไม่มีประเทศใดที่จะเกินดุลการค้าในทุก ๆ อุตสาหกรรมได้ แต่การมีความสามารถในการแข่งขันควรเพ่งเล็งไปที่อุตสาหกรรมที่เรามีความชำนาญเป็นพิเศษ (Specialization) และการรวมกลุ่มของอุตสาหกรรมเข้าด้วยกันเป็นคลัสเตอร์สามารถส่งเสริมความสามารถในการแข่งขันได้ เพราะการรวมกลุ่มมักทำให้ผู้ผลิตมีประสิทธิภาพมากขึ้น มีศักยภาพที่จะพัฒนาสินค้าเพื่อแข่งขันและมีโอกาสประสบความสำเร็จมากขึ้น

การมีค่าจ้างแรงงานต่ำ ค่าเงินบาทอ่อน หรือการก่อหนี้สาธารณะเพื่อแจกเงินให้ประชาชนนั้น ไม่ได้เป็นเครื่องมือที่ทำให้ประเทศมีความสามารถในการแข่งขัน จริงอยู่ว่าการมีค่าจ้างแรงงานต่ำ ๆ เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ธุรกิจเข้าไปแข่งขันในตลาดโลกได้ แต่การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันควรมาจากการเพิ่มผลิตภาพการผลิต ค่าจ้างแรงงานที่สูงขึ้นพร้อม ๆ กับการพัฒนาฝีมือแรงงาน ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และการมีเทคนิคในการบริหารจัดการที่ดีขึ้น ไม่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขัน แต่กลับจะทำให้มาตรฐานความเป็นอยู่ของประชาชนสูงขึ้นอย่างยั่งยืน ในทำนองเดียวกันการลดค่าเงินเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันของการส่งออกจะให้ประโยชน์เพียงชั่วคราวเท่านั้น ความสามารถในการแข่งขันที่แท้จริงควรมาจากการที่ธุรกิจสามารถแข่งขันในตลาดโลกภายใต้อัตราแลกเปลี่ยนที่เหมาะสมมากกว่าความพยายามรักษาค่าเงินให้อ่อนเพื่อทำให้ราคาเปรียบเทียบของสินค้าถูกลง

แม้ว่าเป้าหมายของการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ คือ การยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชน แต่มาตรการของรัฐในการที่จะทำให้ประชาชนมีรายได้สูงขึ้นนั้นก็ไม่ควรมาจากกู้หนี้ยืมสินเพื่อแจกจ่ายโดยไม่เกิดการผลิต การลงทุนที่คุ้มค่า เพราะในที่สุดแล้วการกู้หนี้ยืมสินต้องมีพันธะผูกพันในการจ่ายคืนหนี้ ดังนั้นการเพิ่มภาระหนี้สินจึงเป็นการลดความอยู่ดีกินดีของประชาชนในระยะยาว เว้นเสียจากว่าจะมีการก่อหนี้เพื่อนำไปลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าอัตราดอกเบี้ย ซึ่งย่อมทำให้เกิดการเพิ่มขึ้นของผลิตภาพการผลิตที่แท้จริง

และท้ายที่สุดเราต้องยอมรับความจริงให้ได้ว่า การพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศมักจะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของประเทศ อุตสาหกรรมบางอย่างที่ไม่สามารถแข่งขันได้ต้องออกจากระบบไปในระหว่างการแข่งขัน หากรัฐบาลต้องการให้ความช่วยเหลืออุตสาหกรรมเหล่านี้ให้ปรับตัว อาจทำโดยหยิบยื่นทรัพยากรในการผลิตให้มากขึ้นเป็นการชั่วคราว เช่น การให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อให้ธุรกิจปรับตัว มากกว่าที่จะให้การคุ้มครองด้วยภาษี เงินอุดหนุน หรือการคุ้มครองด้วยระบบสัมปทาน ซึ่งการให้ความช่วยเหลือดังกล่าวอย่างต่อเนื่องทำให้อุตสาหกรรมนั้นขาดแรงจูงใจในการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันด้วยตัวเอง และกลายเป็นอุปสรรคขัดขวางการพัฒนาศักยภาพการแข่งขันของประเทศในที่สุด

ที่มา: วันที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 33 ฉบับที่ 4160  ประชาชาติธุรกิจ, คอลัมน์ เศรษฐ"ธรรมศาสตร์ ตลาดวิชา, โดย ดร.วิธาดา อนุกูลวรรธกะ คณะเศรษฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์


ผู้เข้าชม : 2225 ครั้ง
 
 
 
 
cheap nfl jerseys cheap nike jerseys cheap mlb jerseys cheap real air jordans cheap soccer jerseys